คำสาปศิลปะเที่ยงคืน
ท่ามกลางเขตเมืองที่วุ่นวาย สตูดิโอศิลปะ “รัตติกาล” ตั้งอยู่ในซอยแคบ ๆ และเงียบสงบ กลิ่นสีและน้ำมันอบอวลในอากาศ นักศึกษาสี่คนนั่งอยู่รอบโต๊ะไม้เก่า โต๊ะที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของจิตรกรผู้สาบสูญ พิมพ์ นักศึกษาปีสองหน้าตาคมเข้ม กำลังขีดเขียนเส้นสายลงบนผ้าใบ ข้างเธอมีดาวิน มือสั่นน้อย ๆ ขณะหมุนดินสอ เสี้ยวนาทีนั้น พิมพ์เหลือบมองหน้าต่าง เห็นศิลาด้วยสายตาเป็นประกายจ้องรูปปั้นดินน้ำมันของตัวเอง ทรงอยู่ในโลกส่วนตัวเหมือนเคย ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ญาณ เด็กหญิงผมสั้น หน้าตาเฉยเมย ทอดสายตาไปที่นาฬิกาแขวน — เข็มนาทีชี้เลขสิบสองแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงโทรศัพท์มือถือสั่น พิมพ์หยิบขึ้นมาอ่านข้อความที่ขึ้นว่า “กลับหอเร็วนะ ฝนจะตก” เธอลังเล จะตอบกลับแต่ก็เก็บเครื่องใส่กระเป๋า ไฟกระพริบในห้องสตูดิโอเพียงนิด หน้าต่างสั่นคลอนเบา ๆ ดาวินพึมพำ “คืนนี้พระจันทร์แดงนะ” ทุกคนหยุดมือ พิมพ์เหล่มอง “ก็แค่เรื่องเล่า นายยังเชื่อ?” ศิลาไม่พูดอะไร แต่เอานิ้วแตะริมฝีปาก ทอดมองผ้าใบของพิมพ์อย่างพินิจ
ทันใดนั้น เสียงธรณีประตูดังเอี๊ยด ร่างเล็กของเพื่อนร่วมห้องชื่อกัสเดินกะเผลกเข้ามา พร้อมถุงผ้าเปื้อนสีในมือ “วันนี้อ.ปุณณวัตรบอกให้พรุ่งนี้ทุกคนต้องส่งงานเฟรมใหม่หมด นายพูดจริงเหรอ?” ดาวินถาม กัสถอนหายใจแรง “จริงสิ งานฉันยังทำไม่เสร็จด้วย” ญาณเบนสายตากลับไปที่โทรศัพท์ ฉับพลันไฟดับวูบ ทุกเสียงเงียบสนิท มีเพียงเสียงหัวใจเต้นของแต่ละคน
ในความมืดเงียบ เสียงขูดขีดของพู่กันยังดังต่อ เสี้ยววินาทีพิมพ์เหลือบเห็นเงาในกระจกแว้บหนึ่ง เงารูปร่างคล้ายมนุษย์เคลื่อนไหวช้า ๆ ในแสงสลัว ญาณพึมพำ “เห็นไหม…” ศิลาเบนหน้ามา หรี่ตาลง “อาจจะมีใครอีกคนในห้องนี้”
เมื่อไฟกลับมา ทุกคนลุกขึ้นออกจากห้อง ยกเว้นพิมพ์ที่ลังเลใจ เธอมองเฟรมของตัวเอง พบว่าในภาพวาดนั้น มีรูปใบหน้าผู้หญิงหน้าเศร้าเพิ่มขึ้นมา โดยที่เธอไม่ได้วาด
เช้าวันถัดมา กัสหายไป ไม่มีใครติดต่อได้ โทรศัพท์ปิดเงียบ ญาณเริ่มโวยวาย “เราต้องไปแจ้งอาจารย์นะ!” ดาวินสีหน้ากังวล “หรือเขาแค่หนีกลับห้อง…” ศิลาเดินสำรวจห้อง กล่องสีของกัสวางอยู่เดิม ไม่หายไป พิมพ์รับรู้ถึงบรรยากาศกดดัน เหมือนมีบางสิ่งผิดปกติ
บรรยากาศในคาบเรียนวาดเส้นอึมครึม ไม่มีใครกล้าพูดถึงกัส เสียงอ.ปุณณวัตรดังก้องในห้อง “ศิลปะคือการสะท้อนชีวิตจริงและความกลัวของมนุษย์ ใครซ่อนอะไรในภาพ ก็จะถูกเปิดเผยต่อสายตาตัวเอง” พิมพ์ฉีกยิ้มแห้ง ดาวินเหลือบมองพิมพ์ “เมื่อคืนเธอเห็นอะไรไหม?” พิมพ์สะดุ้ง “ไม่มี…ไม่เห็น”
ศิลาเขียนบางอย่างลงสมุดบันทึก เขาหันกลับมากระซิบ “คืนก่อนฉันอยู่เกือบคนสุดท้าย เห็นผู้หญิงในกรอบรูปตรงผนังเหมือนขยับได้” ญาณเสริม “ที่กลุ่มรุ่นพี่เคยพูดถึงคำสาปนั่นใช่ไหม ห้องนี้…” ดาวินขัดขึ้นเสียงกลัว “ถ้ามันเป็นเรื่องจริง ทำไมแต่ละคนถึงเห็นต่างกัน?” พิมพ์ก้มหน้า เธอขยี้เศษดินสอในมือ จู่ ๆ ก็มีเสียงร้องเบา ๆ ดังขึ้นจากห้องข้าง ๆ ทุกคนลุกฮือ วิ่งตามเสียงไปด้านหลังสตูดิโอ
กลิ่นฉุนของน้ำมันสนคละคลุ้งที่ทางเดินหลังห้อง มีรอยเท้าสีแดงเปื้อนพื้นนำไปสู่ประตูเก็บงานเก่า พิมพ์ลังเล เธอกำมือแน่น “ใครจะเข้าไปก่อน?” ศิลายักไหล่แล้วเดินนำเข้าไป คนอื่นตามหลัง ประตูกดเสียงเหล็กดังกึก พวกเขาเหนี่ยวไฟฉายโทรศัพท์ ทอดแสงไปเจอแค่กล่องไม้ งานศิลปะเก่าทับถมกัน ภาพวาดหญิงหน้าตาเศร้าเหมือนในเฟรมของพิมพ์วางอยู่บนสุด ญาณก้มลงหยิบ กระดาษด้านหลังเขียนว่า “ขอโทษ ฉันเสียสละให้เธอ”
เสียงเย็น ๆ แทรกผ่านประตู “พวกเธอคิดว่าคำสาปคืออะไร?” ทุกคนรีบหันมอง แต่ไม่มีใครอยู่ สติแตกกันไปชั่ววูบ ดาวินหน้าซีดเผือด “เมื่อคืนนี้กัสพูดถึงงานเก่า ใช่ไหม? หรือเค้า…” พิมพ์ไม่อยากตอบ เธอเริ่มรู้สึกกลัว คืนนั้นพวกเขานัดกันว่าจะไม่แยกจากกันอีก
ตกค่ำ พระจันทร์แดงลอยสูงเหนือฟ้า แสงเงินแดงลอดผ่านกระจกสตูดิโอ ทุกคนนั่งรายล้อมกลางห้อง พิมพ์พูดแบบเครื่องสั่น “ใครเคยโกหกอะไรไว้อย่างน้อยสักเรื่อง?” ไม่ใครตอบ ดาวินเบือนหน้า ศิลานั่งขัดสมาธิ มีรอยหมึกสีดำเปื้อนที่แขน ญาณเอียงคอ “มันจะเกิดอะไรถ้าเราไม่พูดความจริง?”
ทันใด รูปปั้นดินน้ำมันของศิลากระตุกหมุน ราวกับมีชีวิต ทุกคนตะลึง เครื่องมือศิลปะกลิ้งตกพื้น ญาณร้องเสียงหลง “ของเรากำลังจะถูกเอาคืน!” ดาวินเหงื่อซึม มองภาพสีน้ำตาลไหม้ที่ราวกับกำลังขยายรอยด่างด้วยตัวมันเอง พิมพ์ทนไม่ไหว กระโจนไปคว้ากระเป๋า จะออกจากห้อง แต่ประตูถูกล็อกอย่างไร้ร่องรอย ญาณกรีดร้อง “กัส! ถ้าได้ยิน ตอบเราที!”
เวลาผ่านไป เสียงนาฬิกาทำงานช้า ๆ ทุกคนเริ่มสารภาพความผิดเก่า ๆ พิมพ์สารภาพเสียงสั่น “เคยขโมยภาพงานของกัสเพราะกลัวไม่ทันเส้นตาย” ดาวินค่อย ๆ พูด “ผมแอบทำลายงานเพื่อนเพราะกลัวได้คะแนนน้อยกว่า” ญาณหน้าแดงก่ำ “ฉันโกหกเรื่องทุน ศิลา…ที่จริงฉันเคยใส่สีผิดในงานของนาย” ศิลาสะอึกสบตากับญาณ “ฉันเห็น…แต่ทำเป็นไม่รู้”
ทันใดงานศิลปะในห้องทั้งหมดเริ่มขยับ รูปร่างในเฟรมบิดเบี้ยวเป็นสีหน้าเจ็บปวด มือปั้นปูนของศิลาเริ่มแตกกระจายเป็นผง ฝีแปรงของพิมพ์แปรสภาพราวกับมีเลือดหยดลงมา ญาณร้องไห้ออกมา “ขอโทษ…ขอโทษ” ดาวินวิ่งไปทุบหน้าต่างแต่ทุกบานปิดแน่น ศิลาตะโกน “ต้องหาวิธีคลายคำสาป!”
ในแรงกดดัน พิมพ์คิดได้ว่าคำสารภาพตรงกระดาษด้านหลังจุดชนวนบางอย่าง พวกเขาหยิบรูปหญิงหน้าเศร้า ส่องเข้าสู่แสงจันทร์ ใบหน้าค่อย ๆ เลือนหายจากเฟรม ทันทีนั้นประตูสตูดิโอก็เปิดเองอย่างช้า ๆ อากาศเย็นโชยผ่านเข้ามา พิมพ์เดินนำออกมาก่อน หันหลังกลับไป เห็นกัสยืนนิ่งเงียบข้างหน้าต่าง สายตาว่างเปล่า
พิมพ์ร้องเรียก “กัส!” แต่กัสไม่ตอบ เพียงส่งยิ้มจาง ๆ แล้วสลายไปกับแสงเช้ามัว ทุกคนยืนตะลึง มองจุดนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา ญาณร้องไห้สะอึกสะอื้น ศิลาเดินไปกอดเพื่อนแน่น ดาวินนั่งทรุดบนพื้นอย่างเงียบงัน
วันรุ่งขึ้น สตูดิโอกลับเงียบงันเหมือนเดิม ไม่มีใครพูดเรื่องเมื่อคืนอีก ทุกคนเริ่มกลับมาทำงานศิลปะของตัวเองด้วยสีหน้าใหม่ พิมพ์นั่งอยู่หน้าเฟรมว่างเปล่า เธอเขียนอะไรบางอย่างลงไปเบา ๆ “ความกลัว…ก็คือศิลปะของมนุษย์” เธอยิ้มบาง ๆ ก่อนพู่กันจะจรดผืนผ้าใบ ภาพสุดท้ายในห้องคือใบหน้ายิ้มอมทุกข์ของหญิงสาวในเฟรม ถูกทาทับจนจางหายไปกับแสงเช้า