ไฟพรางตะวัน
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังลอดออกมาจากบ้านไม้หลังน้อยสีชมพูซีดริมทางดินสายแคบในหมู่บ้านกลางหุบเขา ไม่มีใครคุยเสียงดัง ทุกความเงียบระคนด้วยชีพจรของยามเย็นฝนฉ่ำซึ่งเพิ่งสิ้นเทลงไปเมื่อไม่นาน ริ้วไอน้ำลอยฟุ้งจากผืนดิน ฉัตรหยาด—เด็กหนุ่มผิวเข้ม หน้าตาเรียบเฉยเหมือนท้องฟ้าไร้สีสัน—นั่งกอดเข่าข้างหน้าต่าง แววตาเหม่อมองคลื่นหมอกที่คลุมยอดสน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เข็มแกจะเสร็จเมื่อไหร่” เสียงอาม่าในครัวถาม พลางวางถ้วยโจ๊กลงในจานไม้ ฉัตรหยาดเหลือบมองไม้บางในมือแล้วนิ่ง “คืนนี้ครับ” เขาพูดเบาๆ ก่อนเดินไปที่ระเบียงเล็ก ข้ามสายตาเด็กหญิงในชุดเสื้อกันฝนขาดๆ นามแกมแพรที่กำลังนั่งซ้อนเท้าอยู่ข้างกระถางผักชี
“เห็นไหม มันต้องเย็บซ้ำอีก” แกมแพรยื่นผ้าห่มผืนเก่าให้ดู ฉัตรหยาดรับไว้ กดเนียนรอยด้ายด้วยนิ้ว “อาทิตย์หน้าเธอก็จะต้องลงไปในเมืองแล้วใช่ไหม” เสียงของเขาเบากว่าลม
แกมแพรไม่ตอบทันที เธอมองลงไปยังร่องน้ำที่ยังขุ่นข้น “ใช่… พ่อแม่อยากให้ไปเรียน” หยาดน้ำฝนเกาะขอบผมเธอ เสียงคล้ายจะสะอื้นในลำคอ “คนที่เคยหายไป…ชอบเดินคนเดียวด้วยใช่ไหม”
ฉัตรหยาดแข็งค้าง เขากระพริบตาหลายครั้ง ราวกับยังไม่พร้อมรับฟังคำนี้ เด็กชายชื่อทิวา—คนที่เคยมานั่งตรงนี้ หลายเดือนก่อน บุหรี่ที่ไม่เคยจุด ไฟแช็คที่ไม่มีใครหาเจอ วันหนึ่งเขาหายไป และใครก็ไม่กล้าพูดถึง
“ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปไหน” ฉัตรหยาดพึมพำ “แต่เขาก็ไม่ใช่คนแรก…”
ในห้องนั่งเล่นเก่า คราบเทียนลนพรุนพื้นไม้ ทิดสงัด—ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ผอมสูง รูปหน้าคม เคราแพะ—นั่งจ้องดูหนังสือปกขาด เขาเป็นพี่ชายของแกมแพร คืนนี้ เขามากับขวดเหล้าขาวตั้งใจจะกล่าวลา “คราวหน้าจะไม่ได้กลับแล้วล่ะ” ทิดพูดกับอาม่า ก่อนหันมามองฉัตรหยาดกับแกมแพร
“ถ้าสอบติด พี่จะพาทุกคนไปอยู่ในเมืองด้วยกันหมด” รอยยิ้มที่ฝืนกลบขอบตาเศร้า “แต่บางที ที่นี่…มันก็ไม่ปลอดภัยหรอก” เสียงขาดห้วง ก่อนสายตาจะเหลียวไปที่รูปถ่ายเก่าๆ ด้านหลัง มีเงาของเด็กชายผอมคนหนึ่งแทรกอยู่ระหว่างขอบบ้าน
“ทิวา?” แกมแพรเงียบลง หูเธอเหมือนได้ยินเสียงไม้เอี๊ยดที่หลังบ้าน ฉัตรหยาดลุกขึ้นด้วยท่าทีลังเล “ผมจะไปดูให้”
แสงไฟฉายไต่ไปตามพื้นเปียก ฉัตรหยาดเดินช้าๆ สูดกลิ่นหญ้าชื้นงัวเงีย เสียงฝีเท้าแทรกผ่านพุ่มเฟิร์นหนาทึบ ลึกเข้าไป…เขาเห็นร่างเด็กคนหนึ่งหมอบอยู่ เห็นเพียงแผ่นหลังเปียกน้ำ
“ทิวา?!” เขาสะดุ้ง แล้วเดินเข้าไปใกล้ รอยนิ้วมือบนดิน บางสิ่งลากผ่านโคลน ทันใด ไฟฉายตก เงาร่างเด็กลุกพรวดหันมาหา สายตาขาวโพลนเหมือนไร้ชีพ
เสียงกรีดร้องไม่ดังมาก แต่พอให้ทิดสงัดกับแกมแพรวิ่งมาข้างหลัง แสงไฟรวมกัน ฉัตรหยาดหนีบแก้ม พยายามกลั้นน้ำตาที่ปริ่มขอบตาด้วยความตื่นกลัว
“ไม่มีใครอยู่ตรงนี้” ทิดพูดเบาๆ แต่มือข้างหนึ่งกำท่อนไม้แน่น “ผีบ้านขะเจ้ากลับมาอีกแล้วก่อ?”
แกมแพรสั่น “หรือ…นั่นคือตัวทิวาเอง” สายตาอมเศร้าของน้องสาววาวจางในความมืด
คืนนั้น บ้านเงียบ ไม่มีคนกล้าเปิดหน้าต่าง รายน้ำตารดขอบตาทุกคน ฉัตรหยาดทรุดนั่งที่มุมห้อง เหลือบเห็นเงาสะท้อนที่กระจกหน้าต่าง แววตาของเขาสะท้อนความกลัว กลัวว่าตนเองคือคนสุดท้ายที่จะต้องหายไปเหมือนกับทิวา
รุ่งเช้าในห้องเรียนไม้เก่าๆ เด็กนักเรียนแปดคนรวมกันนั่งเงียบ ครูมะลิเดินเข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึง “ใครเห็นทิวาบ้าง” เสียงครูแหลม ฝังในรอยกลัวของทุกคน เด็กๆ กระซิบกระซาบอย่างลังเล ทุกสายตาแอบเหลือบมองฉัตรหยาด ราวกับรอดูว่าเขาจะพูดอะไร
“…ไม่มีใครเห็นครับ” ฉัตรหยาดตอบเบา
ครูมะลิสบสายตายาวนาน มือข้างหนึ่งแตะหัวใจของตัวเอง “ถ้าพวกเธอรู้อะไร ต้องบอก ข้าก็กลัวอยู่เหมือนกัน” สายตาหลบวูบ เหมือนมีอะไรที่ผู้ใหญ่เองก็ไม่กล้าพูด
หลังเลิกเรียน แกมแพรเดินเคียงฉัตรหยาดตามเส้นทางดินขึ้นเนิน เธอหยุดถอนหายใจแรง “ฉันฝันถึงเขา…เมื่อคืนนี้” เสียงแผ่ว “เขายืนอยู่ริมลำธาร มองมาที่ฉัน”
“แล้ว?” ฉัตรหยาดเอ่ย มุมปากสั่นเพราะความกังวล
“มันไม่ใช่แค่ฝันใช่ไหม…ฉันกลัวมาก กลัวจะหายไปบ้าง”
ฉัตรหยาดหยุดมองหน้าเธอ เอื้อมมือแตะไหล่ “เราจะหาคำตอบด้วยกัน” ร่องรอยลังเลในแววตาเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น
คืนนั้นพวกเขาชวนกันไปหาเบาะแสที่ขอบป่าชายหมู่บ้าน ทิดสงัดเดินนำ ขณะที่แกมแพรยังลังเลอยู่ ฉัตรหยาดหยิบไฟฉายส่องตามทาง “กลัวเหรอ” ทิดถามน้องสาวเสียงเบา “แต่ถ้าไม่ไป เราก็ไม่มีวันรู้”
ลมหนาวพัดใบสนกระเทือน เสียงกิ่งไม้ขูดฟังคล้ายเสียงหอบหายใจ ฉัตรหยาดสังเกตเห็นผ้าขาดชิ้นหนึ่งติดอยู่ที่กิ่งไม้ ต่ำลงไปเป็นรอยเท้าจมโคลน
“รอยเท้านี่ มันเพิ่งเกิด” แกมแพรพูด มือสั่น เธอกำชายเสื้อแน่น
ทิดนำพวกเขาตามรอยเท้าเข้าป่าลึก ความมืดทำให้ทุกเสียงขยายตัว ทันใดนั้น เสียงปริศนาดังก้อง เสียงสะอึกสะอื้นของเด็กชาย ร่างเงามืดวูบผ่านหน้าพวกเขาไปเหมือนเงาไฟ
แกมแพรร้องเรียกชื่อทิวา เสียงสะท้อนหล่นหายไปในแนวต้นสน ฉัตรหยาดตามไปถึงโพรงไม้ใหญ่ ในเงามืดมีเงาร่างเล็กเขี่ยดิน เธอก้าวเข้าใกล้ ตาโตจ้องกระพริบ “…ทิวา?”
เสียงสะอื้นดังแผ่ว ร่างนั้นพูดเสียงสั่น “ช่วยผมด้วย…”
มือของฉัตรหยาดยื่นเข้าไป คำตอบอยู่ที่กล้าหรือจะล่าถอย
ทันใด ฟ้าผ่าฟาดไกลๆ แสงวูบเพียงเสี้ยววินาทีเผยให้เห็นใบหน้าของเด็กชาย—ไม่ใช่ทิวา แต่เป็นใครอีกคนที่หายสาบสูญก่อนหน้านี้ เด็กคนนั้นผิวสีเข้ม มีรอยแผลยาวที่แก้มขวา แต่สายตาตื่นตระหนกเหมือนเด็กหลงทาง
“ฉันไม่รู้ทางกลับบ้าน…” เขาพูดแล้วก็หายวับไปในมวลหมอก
ทุกคนตะลึง ทั้งสามต้องรีบันกลับไปที่บ้าน
ในคืนเดียวกันนั้น บ้านไม้หลังเก่าของอาม่ากลับเงียบเชียบผิดปกติ เสียงแมลงกลางคืนแทบหยุดร้อง ฉัตรหยาดนั่งชิดผนัง สีหน้าตึงเครียดมือกำผ้าห่มแน่น แกมแพรนั่งข้างๆ พยายามกลั้นน้ำตา ทิดสงัดออกไปยืนสูบบุหรี่ที่ระเบียง สีหน้าเหนื่อยล้า เจือความระวังอย่างประหลาด
“คืนนี้มันไม่เหมือนคืนไหน…นายกลัวอะไร” แกมแพรพึมพำ
ฉัตรหยาดนิ่งไปนาน กว่าจะตอบเสียงแผ่ว “กลัว…ถ้าความลับพวกนั้นมันจริง ทำไมเราต้องอยู่กันแบบนี้”
ทันใด เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากปลายหมู่บ้าน ทุกคนสะดุ้ง ฉัตรหยาดกับทิดคว้าไฟฉายพุ่งออกไปพร้อมแกมแพร
ที่ลานกลางหมู่บ้าน เจ้าภู มือขวาของผู้ใหญ่บ้าน วิ่งมาหอบเหนื่อย “แม่หนูแพรหายอีกแล้ว!” เสียงขาดหาย ฉัตรหยาดมองหาแกมแพรข้างตัว—แต่เธอไม่อยู่ตรงนั้น
หัวใจเขาตกวูบลง ฉัตรหยาดสบกับทิด ทั้งสองรีบตะโกนหาแกมแพรในความมืด
เขาวิ่งตรงเข้าไปในป่าหน้าหมู่บ้าน ตะโกนชื่อแกมแพร เสียงสะท้อนกลับมาว่างเปล่า แสงไฟฉายเต้นระยับ หมอกหนาเพิ่มขึ้นทุกวินาที
ในที่สุดที่ริมน้ำตก เขาเห็นร่างหญิงสาวนั่งกอดเข่า แกมแพรน้ำตาคลอ แววตาวุ่นวาย
“ฉัน…ได้ยินเสียงเขา เรียกชื่อฉัน” เธอพูดเสียงสั่น “ฉัน…ขอโทษ ฉันเป็นคนสุดท้ายที่เห็นทิวา…วันที่เขาหายไป ฉันดึงเขาไปซ่อนในป่า เพราะเขาบอกจะหนี…แล้วฉันกลัวว่าทุกคนจะโทษฉัน”
มือฉัตรหยาดสั่น “ทำไมไม่บอกแต่แรก” น้ำเสียงคล้ายทั้งโกรธและกลัว
“ฉันกลัว! ฉันไม่กล้า…ถ้าเขาตายไปเพราะฉัน…”
ทั้งสองนั่งเงียบ น้ำตาไหลกลั้นสะอื้น เพียงเงาลมหนาวโถม สายหมอกหลอนซากไม้ ทั้งคู่ไม่พูดอะไรอีกนาน
ในเนินสน ทิดสงัดเดินตามเสียงน้อง เดินจนถึงลานหิน ซากไฟเก่าทิ้งรอยไหม้ไว้ตรงกลาง รูปร่างกลมเหมือนกับที่เด็กๆ เคยตั้งกลุ่มล้อมวงกันก่อนทิวาจะหายไป
เสียงขูดไม้ดังในความมืด เงาวูบหนึ่งผ่านไป ทิดหยิบมีดพกขึ้นมาอย่างช้าๆ กระซิบ “ถ้ามีใครอยู่ตรงนั้น ออกมาเถอะ”
เสียงหอบหายใจแผ่วปรากฏ เงาวูบที่สาม โผล่ออกมาในชุดเสื้อกันฝนขาดๆ “ทิวา?” ทิดพูดเสียงหนัก
แต่ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงมือเล็กๆ ชูขึ้นในความมืด รอยแผลจางๆ ที่ข้อมือเหมือนรอยสายไฟ เงานั้นโผเข้ากอดทิด แล้วซึมหายไปราวกับไอหมอก
รุ่งเช้า ฉัตรหยาดกับแกมแพรกลับสู่หมู่บ้าน ลมหายใจถอนยาว ทุกคนในหมู่บ้านมาช่วยกันหา จนกระทั่งร่างของทิวาถูกพบใต้โขดหินริมลำธาร ร่องรอยลื่นตกกับเศษเสื้อกันฝนที่ขาด เมื่อความจริงเปิดเผย เสียงครวญสะอื้นดังขึ้นจากแม่ของทิวา ผู้ใหญ่บ้านยืนนิ่งนาน หลับตาลงเหมือนรับผิดตนเอง
ฉัตรหยาดยืนกอดอก มองหน้าครูมะลิที่เดินเข้ามา ครูจับบ่าผู้ปกครอง “ขอโทษ…ฉันละเลยเฝ้าดูเด็กพวกนี้มากไป”
แกมแพรหลบหน้าทุกคน น้ำตาคลอเบ้า เธอกระซิบกับฉัตรหยาด “เราจะทำอย่างไรต่อไปดี”
“อยู่ด้วยกัน…” ฉัตรหยาดพูด “…ถ้าเธอพร้อมให้อภัยตัวเอง”
บรรยากาศในหมู่บ้านเปลี่ยนไป ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัวเหมือนเดิม แต่ด้วยการเปิดเผยความจริง การให้อภัยและรับผิด ทุกคนในหมู่บ้านพากันจัดพิธีส่งดวงไฟลอยไปในท้องฟ้ายามค่ำคืน ลำแสงไหววูบเหมือนไฟพรางตะวัน เงาผีอดีตจางหายไป เหลือเพียงเงาตัวเองกับความกล้าที่จะเดินต่อไป ฝนพรำอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีใครกลัวแสงและเงาใต้ต้นสนอีกต่อไป