คำสาปบนเกาะกลางทะเล
เสียงหวีดลมทะเลปะทะใบเรือ ความชื้นเหนียวเคล้ากลิ่นเค็มลอยคลุ้ง เรือสำรวจทรุดตัวลงบนหาดทรายแคบ กลุ่มคนห้าคนยืนชิดกัน ปลายเท้าจมหายกับเปลือกหอยแตกละเอียด รัตน์จ้องเกาะร้างอย่างระวัง ดวงตาเข้มลังเล ข้างๆ เขา แก้วสะพายกระเป๋าตั้งใจทำหน้ารื่น ไม่มองตาใคร ปั้น สายลมลูกเดียวที่ไว้ผมสีเทา ถามเบาๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มีใครเคยมาที่นี่ก่อนบ้างไหม?”
ไม่มีใครตอบ เต๋ามองต่ำ มือข้างหนึ่งกำแน่น อีกคน โน้ต ก้มเชือกรองเท้า กวาดตามองรอบเกาะ คลื่นสาดเสียงก้อง ทุกคนเหมือนพร้อมโดนเปิดโปงอะไรบางอย่าง
รัตน์ขยับไปดึงสมุดบันทึกแผ่นเก่าๆ ออกจากเป้ “เกาะนี้ไม่มีชื่อบนแผนที่เลย”
แก้วหัวเราะเสียงเครียด “ดีสิ จะได้ไม่ต้องเจอใคร”
ปั้นเบือนหน้าหนี รอยขีดสีขาวบนหน้ากางเกงยังเห็นชัด แก้วสบตารัตน์ พูดเบาๆ
“ใช้เวลาไม่นานใช่ไหม?”
“ถ้าเราไม่ทะเลาะแบบเดิม คงไม่นานหรอก” เต๋าเสียงต่ำ
บรรยากาศตึงเกินจะกลืน สายลมพัดแรง พวกเขาลากข้าวของขึ้นจากเรือ เหงื่อไหลซึมหลัง แขนขาตึงเครียดจนก้าวย่ำทรายแทบจะล้ม
พวกเขากั้นห้องพักง่ายๆ ตรงใต้ร่มมะพร้าว โน้ตหยิบกล้องออกมาส่องสำรวจ พลันใบหน้าของเขาเฟื่องเคร่งเมื่อจับภาพเงาสะท้อนบนฝั่งอีกด้านหนึ่ง
“ตรงนั้น…” เสียงแผ่วเป็นกระซิบ
ไม่มีใครฟังเต็มใจ แต่ต้วนสายตามองไป กลับไม่เห็นอะไร
แก้วยิ้มบาง พึมพำ “สงสัยจะเป็นปลาวาฬ”
รัตน์ขยับห่างกลุ่มไป มองจ้องซากกิ่งไม้ที่เหมือนจะถูกจัดวางเป็นสัญลักษณ์แปลก ใจเขาสั่นครั้งหนึ่ง… คำสาปเก่าเล่าไว้ในตำนานหมู่บ้านใกล้เคียง
กลางคืนแรก อากาศชื้น กลิ่นเกลือในอากาศแรงขึ้น ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาว สุมไฟล้อมวง ไม่ทันไรก็เริ่มมีความตึงในบทสนทนา แก้วนั่งกอดเข่า ถามใครสักคน
“จำวันนั้นได้ไหม… วันที่เลือกจะโกหกกัน”
ปั้นหัวเราะสะอึก “ใครโกหก เรื่องไหน”
เต๋าโพล่ง “มันไม่จำเป็นจะต้องพูดอีกแล้วมั้ย?” เขาเสียงแข็ง แววตากลัวและโกรธแผงไว้
โน้ตหลบสายตากลุ่ม เหลือบมองรัตน์ที่นั่งหน้าเคร่ง
ความเงียบยาวนาน กิ่งไม้แตกเปรี้ยะแทนคำตอบ ทุกคนลอบมองแววตาคนอื่น ความผิดพลาดซ่อนอยู่ข้างใน ไม่มีใครกล้าเปิดเผย
รุ่งเช้า แก้วตื่นก่อนใคร เธอออกเดินสำรวจชายหาด เศษขวดโหลเล็กถูกซัดขึ้นฝั่ง มีจดหมายเก่าเขียนด้วยภาษาประหลาด แก้วเปิดอ่าน สีหน้าซีดเซียว เธอซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกง
เมื่อเพื่อนตื่น เธอทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โน้ตจับสังเกต มือข้างหนึ่งแตะกล้อง มองแก้ว
“เมื่อคืนเห็นอะไรฝั่งโน้นจริงๆ หรือ?” เขาถามช้าๆ
แก้วเม้มปาก “ก็…แค่ความเงา”
รัตน์ขัดขึ้น “เราต้องไปสำรวจในป่ากลางเกาะ ใครไม่ไปรออยู่ที่นี่”
ความลังเลเผยในสีหน้าทุกคน สุดท้ายปั้นใจแข็งอาสาเดินตามรัตน์เข้าไป เต๋าเหน็บแห้ง “ดีสิ จะได้เงียบกันสักที”
รัตน์เดินนำเข้าไปในป่า เสียงเท้าเหยียบใบไม้ดังกรอบแกรบ กลิ่นซากเน่าระอุ กลางเงามืด พวกเขาพบรอยเท้าเก่าของคนสามคน ลึกเข้าไปมีร่องรอยของแท่นหิน ถูกสลักลายประหลาด รัตน์แตะหินเคร่งขรึม หัวใจเขาสั่น รอยสลักเหมือนชื่อโบราณ
“ทำไมรู้สึกเหมือนถูกมองอยู่” ปั้นกระซิบ
ทันใดนั้นเสียงหวีดลมสูงลากผ่าน ทุกคนชะงัก ซากนกตายวางกองข้างแท่นหิน สายตารัตน์นิ่งขณะเขาไล่เรียงความคิดสับสนในหัว
ขณะออกจากป่า โน้ตวิ่งสวนเข้ามา หน้าซีดเผือด “แก้วหายตัวไป เธอไม่ได้กลับมา!”
รัตน์ขมวดคิ้ว “ไปไหน? เธอคงเดินเล่นตามชายหาด”
“เปล่า!” โน้ตเสียงดัง “ฉันเห็นเธอเดินเข้าไปทางสุสานเรือร้าง แล้วก็หายไป”
เต๋าเหงื่อซึมบนหน้าผาก “เราแยกกันหาไหม?”
ความกลัวแพร่กระจายเหมือนโรค คราวนี้ความเงียบอึดอัดเป็นสองเท่า ปั้นกัดฟัน “เราไม่มีสิทธิ์ทิ้งใครไว้ เธออาจกำลังต้องการความช่วยเหลือ”
ทั้งสี่คนออกวิ่งตามรอยแก้ว ความหวาดระแวงพันธนาการจิตใจ ซากเรือเก่าโผล่ขึ้นท่ามกลางต้นคลื่น ฝูงนกทะเลบินวนอยู่เหนือหัว พวกเขาพบรอยเท้าผู้หญิงจากทรายลากเข้าไปใต้ท้องเรือ
โน้ตหยุดหน้าม้วนแผ่นไม้ “เหมือนแก้วฝากอะไรไว้ให้…”
เต๋าคลำแถบผ้าขาดที่แขวนบนเสากระโดง รัตน์นั่งยองลงข้างๆ มือแกะเปลือกหอยที่มีลายขีดเดียวกับบนแท่นหินในป่า โน้ตนิ่งจ้องรอยขีด ปั้นเอ่ยเสียงเบา
“จดหมายเมื่อเช้าของแก้ว เราควรเปิดอ่านหรือไม่?”
ความเงียบกลบคลื่นเสียงเล็กน้อย รัตน์ตัดสินใจหยิบมันขึ้นมา อ่านออกเสียงทีละบรรทัด ภาษาประหลาดนั้นถูกถอดรหัสช้าๆ ภายใต้ความร่วมมือของทุกคน
ใจความหลักเขียนเรื่องคำสาปคนรักที่ต้องสังเวยใครสักคนทุกครั้งเมื่อขอให้รอด ช่วงสุดท้ายของจดหมายมีคำขาดลอย “ความลับจะอยู่ได้ตราบใดที่ยังปกปิดใจตัวเอง”
เต๋าหลุบตา “มีอะไรที่เรายังไม่ได้พูดกันหรือเปล่า?”
โน้ตตาแดงช้ำ “เรา … อภัยให้กันได้หรือ?”
ปั้นสารภาพน้ำเสียงสั่น “ฉันเคยขโมยสมุดร่างของแก้ว … ตอนที่พวกเราทะเลาะ เรื่องนั้นเป็นเพราะฉันกลัวจะเสียเพื่อน คิดว่าจะได้เปรียบ”
ความเงียบวิ่งผ่านวง โน้ตหันไปสบตารัตน์ “แล้วนายล่ะ นายเคย …”
รัตน์หน้าแข็ง ท้ายที่สุดสารภาพ “ฉันเอาข้อสอบกลางเทอมให้เต๋าดูวันนั้น… แล้วพอถูกจับได้ก็โยนความผิดไปที่คนอื่น ฉันกลัวรับผิดชอบ”
ทุกคนเหมือนโล่งเพียงเล็กน้อย แต่แก้วไม่ปรากฏแม้แต่เงา
แสงแดดเย็นคล้อย รัตน์ตัดสินใจทำสัญลักษณ์บนชายหาด รูปแบบเดียวกับที่เจอบนแท่นหินและเปลือกหอยเขียนเป็นวงกลมล้อมรวมกันทั้งหมด
โน้ตนั่งข้างๆ หลับตา
เสียงลมแรงขึ้น คลื่นซัดโครม
ขณะเดียวกันเต๋าออกไปสำรวจรอบเรือเก่า ความเงาธรรมดาในหัวเขากลายเป็นเสียงกระซิบภาษาประหลาด เขาตะโกนเรียกคนอื่น แต่ไม่มีใครตอบ เสียงกระซิบชัด “คนผิดต้องสังเวยใจ”
ปั้นวิ่งตาม เต๋าล้มลงกับทราย สบสายตารัตน์ที่ตามมา “ฉันขอโทษ!” เต๋าร้องไห้ คำขอโทษปลิวหายไปกับลมเย็น
จากเงาใต้ท้องเรือ แก้วนอนนิ่ง ฟื้นขึ้นอย่างตะกุกตะกัก เหมือนกลับจากฝันร้าย เธอกระพริบตาช้าๆ รัตน์รีบเข้าไปหา “เธอ…”
แก้วพูดเบา “บางที…การหนีความจริงเจ็บกว่าการเผชิญ”
เสียงหวีดลมสงบลง ทะเลนิ่งราวโลกหยุด ทุกคนกอดคอกันแน่น ปั้นน้ำตาไหล
โน้ตยิ้มเศร้า “อภัยได้ไหม…ขอแค่ครั้งนี้”
ภายใต้คืนนั้น พวกเขาต่างนอนแนบไหล่บนผืนทราย ความคับแค้นกระจายกลืนกับลมหอบท้ายเกาะ ทุกคนเลือกเผชิญความผิด ไม่ซ่อนความลับอีกต่อไป แม้จะไม่ได้คืนวันที่เสียไป แต่ได้มิตรภาพคืนมา
เช้าตรู่ เรือลอยออกจากเกาะกลางทะเล คลื่นซัดเบา รอยยิ้มบางเผยบนหน้า ปั้น โน้ต แก้ว รัตน์ เต๋า ต่างเติบโตขึ้นด้วยหัวใจซื่อตรงกับความจริง ไม่เหลือร่องรอยของคำสาป
เงาดำในทะเลหายไป เหลือเพียงภาพจดจำของมิตรภาพแท้จริง ลอยอยู่เหนือผิวน้ำระยิบแสง