เกาะฝังความลับ
เสียงเครื่องยนต์เรือดับลงอย่างช้า ๆ เมื่อเรือลำเล็กสีขาวเก่าแก่เทียบท่ากับสะพานไม้ผุในแสงแดดกลางวันอันร้อนจัด บนเรือมีนักศึกษาหกคนนั่งกันเงียบ ๆ มองควันสีเทาเลี้ยวลดเหนือยอดไม้ที่ปกคลุมเกาะกลางทะเลแห่งนี้ เกาะอันไร้ชื่อ ไม่มีใครในกลุ่มดูโล่งใจเลยแม้แต่คนเดียว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เงียบจัง,” กฤตภพพูดขึ้นเบา ๆ มือเขาโอบกระเป๋ากล้องแน่น ดวงตาไล่มองผิวน้ำและเงาใบไม้ไหว—เหมือนกลัวว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลังนั้น
นิชา เพื่อนสาวในกลุ่มเดินลงจากเรือก่อน เธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวหลวม ๆ ผมหยักศกถูกมัดไว้ลวก ๆ เธอกวาดตามองชายหาดและหันมาเหลือบตาของเธอที่ค่อย ๆ กลอกไปทางวิน ศิลปินลึกลับของกลุ่ม
“พวกเราเตรียมทุกอย่างครบไหม?” เจนจิรา หัวหน้าทีมถามเสียงเรียบ เธอพยายามตั้งท่าแข็งแกร่ง ทั้งที่มุมปากยังกระตุกเหมือนพยายามซ่อนความประหม่า วินเดินตามหลัง ถือสมุดสเก็ตซ์…
บรรยากาศตึงเครียด เจนจิราจัดกลุ่มสำรวจ กฤตภพกับนิชาเดินไปขนเสบียง พลกับน้ำค้างตรวจอุปกรณ์ วินสำรวจรอบชายหาดแยกตัวลับตาไป ทุกคนวุ่นอยู่กับหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีใครสนใจละสายตาจากมือหรือกระเป๋าเลย แม้จะมีเสียงลมพัดใบไม้แปลกประหลาดผ่านหลังดังแว่ว ๆ ก็ตาม
“ถ้าเราได้ข้อมูลไปตีพิมพ์นี่คงสุดยอดเลยนะ” พลพูดพลางหยิบสมุดจดโน้ต นิชายิ้มจาง ๆ สายตาซ่อนแววลึก
“อย่ารู้มากเกินไป” เธอว่าเบา ๆ จนแทบไม่ได้ยิน พลทำเหมือนไม่ได้ยิน ก้มจดบันทึกต่อ
พลบค่ำลง ทุกคนกองรวมรอบกองไฟเล็ก ๆ หลังสำรวจกึ่งวัน เจนจิราทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ วินนั่งเงียบ ๆ วาดรูปเทียนไขมือสั่น ๆ กฤตภพถ่ายรูปนิ่ง ๆ เหมือนไม่กล้าแสดงความตื่นเต้น
น้ำค้างนั่งกัดเล็บ เธอเอ่ยขึ้นกลางความเงียบ “เค้าว่า…เกาะนี้เคยมีคนหายตัวไปนะ” เสียงเรือเล็ก ๆ กระทบหินยังดังในหู บรรยากาศยิ่งเย็นยะเยือก นิชานิ่ง ไม่ตลกตามปกติ
พลหัวเราะกลบเกลื่อน “อย่าเล่นแบบนี้สิน้า” พลเหลือบตาไปที่รอยเท้าเก่าบนทราย นิชาถามกลับเสียงเรียบ “คิดว่าใครทำหาย?” ไม่มีใครตอบ
กลางดึก วินเดินไปริมป่าเพียงลำพัง ภาพเงาแปลกตาปรากฏบนผิวน้ำ เขาลูบสมุดสเก็ตซ์แล้วพึมพำกับตัวเอง “เราต้องรู้…ความจริง…” วาดเงาร่างผู้หญิงในสมุด สายลมเย็น ๆ พัดสั่น รู้สึกเหมือนถูกมองโดยใครสักคน
รุ่งเช้า วินหายไป ทุกคนตื่นอย่างวุ่นวาย เจนจิราเรียกแต่ไร้เสียงตอบ เพื่อนทั้งสี่วิ่งค้นป่าบนเกาะ นิชามือสั่น กฤตภพลนลาน ก้มดูร่องรอยเท้าเก่าที่ทอดไปกลางป่า
นิชาสะดุดเจอกระดาษแผ่นหนึ่งเป็นภาพผู้หญิงหน้าตาเศร้าที่วินวาดไว้ พลแซว “เมื่อคืนยังเห็นนั่งข้างกองไฟอยู่เลย…” น้ำค้างหน้าเสีย “อย่าบอกนะว่า…” เธอเงียบ เสียงต้นไม้ไหวแปลก ๆ ดังขึ้นรอบ ๆ ตัว
“อย่าไป…” นิชาบีบแขนพลไว้แน่น ดวงตาว่อกแวก “ถ้ามีอะไรแปลก ๆ อย่าแยกกลุ่ม” ใจนิชาปั่นป่วน—เธอรู้ดีว่าเกาะนี้ไม่ปกติ เธอซุกบางอย่างไว้ในเป้ ไม่มีใครสังเกต
ตลอดเช้าวันนั้น ทุกกลุ่มแบ่งหน้าที่ค้นหา วินหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย กลิ่นไอเหนือธรรมชาติเริ่มซึมลึกขึ้น เมฆลอยเข้ามาบดบังแสงแดด สายลมพัดเสียงกระซิบจนใครสักคนเผลอหันมอง
ระหว่างที่สายตาแต่ละคนจับจ้องรอบตัว กฤตภพหยิบกล้องมาส่องดูไกล ๆ หวังจะหาวินจากเลนส์ “ไม่เจออะไรเลย…” เขาพึมพำ คิ้วขมวด มือสั่น “นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แล้วนะ…”
พลเริ่มต่อว่าน้ำค้าง “เมื่อคืนเธอพูดอะไรน่ากลัว ๆ รู้ไหม?” น้ำค้างเม้มปาก “ก็แค่ตำนาน เค้าไม่ได้เชื่อจริง ๆ” พลถอนหายใจ “ใครจะเชื่อล่ะ…”
เจนจิราเห็นบรรยากาศเริ่มเดือด เธอตัดสินใจ “หยุดเถียงกันก่อน! ถ้าเรายังไม่ร่วมมือ หาไม่เจอแน่” ช่วงเวลานั้นเอง นิชาก้มหน้า ซ่อนน้ำตาที่คลอเบ้า ในใจรู้สึกผิดบางอย่าง…วินหายไปเพราะเธอหรือเปล่า?
ระหว่างค้นหา นิชามองเห็นแสงริบหรี่จากในป่า เธอกระซิบกับกฤตภพ “เธอเห็นนั่นไหม?” กฤตภพลังเล แต่เมื่อเห็นแววตาจริงจังของนิชา เขาก็พยักหน้าเบา ๆ แล้วลอบเดินตามไป
แสงนั้นพาพวกเขาไปถึงกระท่อมไม้เก่าหลังหนึ่งกลางป่า มีเสียงคล้ายน้ำหยดในความเงียบราวกับกัมปนาทหัวใจ นิชาผลักประตูไม้เข้าไปช้า ๆ พบชุดตุ๊กตาโบราณและสมุดบันทึกเก่า วางบนพื้น …ภาพในสมุดมีรอยขีดเขียนที่คล้ายกับรูปของวิน ทุกคนขนลุกทันที
กระท่อมเต็มไปด้วยกลิ่นอับผสมกลิ่นชื้นปะทะจมูก พลถามเสียงดัง “วินอยู่ไหม?” เสียงสะท้อนเพียงแผ่วเบา นิชานำมือไปสัมผัสสมุดนั้นอ่านจารึกประหลาด “ความลับของผู้มาเยือน…จะจมสู่เกาะเสมอ”
พลผลักหน้าต่างไม้เปิดให้แสงเข้า ฉับพลันเห็นเงาคนผ่านตา ทุกคนกรีดร้อง เสียงดังสะท้อนลึกไปทั่วป่า กฤตภพถ่ายรูปอย่างสั่นเทา นิชาทำอะไรไม่ถูก ในจังหวะนั้นน้ำค้างทรุดตัวนั่งกอดเข่า “เค้าขอโทษ…เค้ารู้เรื่องนี้มาก่อน” น้ำค้างเสียงสั่น “แต่ไม่กล้าบอก…” พลหมดอดทน “เธอปิดอะไร?”
น้ำค้างสะอื้น เจนจิราเขย่าตัวเธอ “พูดมาสิ!” น้ำค้างสะอื้นหนัก “เกาะนี้ พ่อฉันเคยมาที่นี่แล้ว…แล้วก็ไม่เคยกลับมา…” ทุกคนเงียบลงทันที บรรยากาศหนักอึ้ง
นิชาค่อย ๆ เดินเข้าไปโอบน้ำค้าง พึมพำ “เราอยู่ด้วยกันนะ…” แต่ภายในใจของนิชาเอง ก็มีความลับบางอย่างที่ยังมิอาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้
ในยามเย็นของวันนั้น พวกเขากลับไปยังแคมป์ริมชายหาดทุกคนหมดแรง เจนจิรานั่งนิ่ง สีหน้าหมองคล้ำ กฤตภพสะกดอารมณ์ พลตั้งคำถามเงียบ ๆ “แล้วเราจะเอายังไงดี?” ไม่มีใครตอบ มีเพียงเสียงลมกับคลื่นซัดฝั่งประดังประเด
กลางดึก นิชาสะดุ้งตื่น เธอเห็นวินยืนอยู่ริมขอบป่า “วิน?” เธอลุกไป ขาเธอสั่น มือเย็นเฉียบ รังสีแปลกประหลาดอวลรอบตัววิน ราวกับอีกโลกหนึ่ง
“อย่า…” เสียงนิชาสั่น วินยิ้มเศร้า “เธอรู้ใช่ไหม ว่าเรื่องมันไม่ได้จบง่าย ๆ” เงาที่อยู่ข้าง ๆ วินคือร่างผู้หญิงในภาพวาด ดวงตาสะท้อนแสงจันทร์
นิชาอยากจะตะโกนแต่เสียงติดคอ “นี่มัน…” แต่มือวินแตะบ่าของผู้หญิงคนนั้น หนึ่งขาเหยียบเส้นขอบระหว่างจริงกับฝัน “เราต้องยอมรับอดีต ไม่งั้นเราจะติดอยู่ที่นี่ตลอดไป…”
วินบอกความจริงกับนิชาว่าเขาเห็นผีบนเกาะตั้งแต่คืนแรก และเขาวาดเธอลงในสมุดด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เกินจินตนาการ นิชานิ่งเงียบ ท้องฟ้าบนเกาะมีแสงแปลก ๆ วับวาบเหนือยอดไม้
รุ่งเช้า วินกลับมา ทุกคนดีใจอย่างไม่คิดฝันแต่บนสีหน้าของวินเปลี่ยนไป ดูเหมือนคนคนละคน เขาเงียบกว่าเดิม เจนจิราตัดสินใจรวบรวมทุกคน “เราต้องบอกความจริงทุกอย่างก่อนที่อะไรจะแย่กว่านี้ ใครมีอะไรต้องพูด บอกมา”
ต่างคนต่างเงียบ แต่สุดท้าย พลพูดออกมา “ผมขโมยสมุดโน้ตจากกระท่อมมา” กฤตภพถามต่อ “นิชา เธอมีอะไรจะสารภาพไหม?”
นิชาเม้นริมฝีปาก เธอกลั้นใจ “เค้าฉกกุญแจเรือจากกล่องไว้…เมื่อวินหาย เค้ากลัวว่าจะหนี” ทุกคนนิ่ง พลตะโกน “บ้าหรือ?”
เจนจิราทุบโต๊ะ “นี่คือเหตุผลที่เราถูกขังนี่?!” ความตึงเครียดพุ่งสูง กฤตภพถอนใจ “อย่ามัวแต่โทษกัน เราต้องรู้ว่าตอนนี้จะหาทางออกยังไง”
ในขณะเดียวกัน วินนั่งมองฟ้า เขากระซิบกับกำไลข้อมือ “ขอโทษนะ…เราทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ดวงตาวูบไหว เงาคนผ่านไปหลังต้นไม้ วินยิ่งแน่ใจ สิ่งที่อยู่บนเกาะนี้ตามหลอกหลอนเขากับทุกคน เพราะบาปในอดีตที่ไม่ยอมสารภาพ
คืนหนึ่ง กฤตภพและนิชานั่งคุยกันที่ชายหาด ท่ามกลางเสียงคลื่น “ถ้าเราไม่รอด เธออยากให้อะไรมากที่สุด?” กฤตภพเอ่ยเสียงกลัวยากจะเก็บ นิชาเว้นเงียบก่อนตอบเบา “อยากให้ได้เจอแม่อีกครั้ง…อยากขอโทษ” กฤตภพบีบมือเธอไว้ ทั้งคู่ต่างเห็นน้ำตาในตาของกันและกัน
พลและน้ำค้างอยู่ด้วยกันในเต็นท์ พลสุมหัวจับมือไว้ “เธอมีอะไรที่กลัวที่สุด?” น้ำค้างเงียบ เสียงฝนตกไกล ๆ ดังขึ้น “กลัวอยู่คนเดียว…กลัวโดนทิ้ง…” พลสัญญา “จะไม่ทิ้งเธอ”
เหตุการณ์เหนือธรรมชาติค่อย ๆ ทวีขึ้น เสียงกระซิบจากป่า เรือล่องลอยเองกลางคืน เงาวูบไหวในแคมป์นิชาทนไม่ไหว กระโจนหนีไปกลางดึก วินวิ่งตาม กฤตภพตะโกนเรียก น้ำค้างกับพลคว้าตะเกียงออกไปช่วย
สุดท้าย พวกเขาเจอสมุดจดบันทึกฉบับเก่าของผู้คนในอดีต บรรยายถึงความลับ การหายตัวไป และการทรยศ เหมือนประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ขณะหาทางออก วินพูดกับทุกคน “ถ้าไม่ยอมรับอดีต ไม่ให้อภัยตัวเอง เราจะไม่มีวันหนีจากเกาะนี้ได้” บรรยากาศเงียบจนมีแต่ลมหายใจ ทุกคนสารภาพความผิด ความขัดแย้ง คลี่คลาย
ที่ขอบฟ้า เรือโกโรโกโสลำหนึ่งลอยเข้ามายังเกาะโดยไม่มีใครพาย ทุกคนต่างเลือกตัดสินใจ กลัวว่าจะเป็นกับดัก แต่เจนจิราตัดสินใจพาทุกคนขึ้นเรือหลังสารภาพและคืนของที่ขโมย เรือแล่นออกไปท่ามกลางแสงอาทิตย์สีเงิน
ที่ท้ายเกาะ เงาผู้หญิงในสมุดว่าเหม่อมอง ทุกคนบนเรือต่างเรียนรู้ที่จะเผชิญอดีตและให้อภัยกันและกัน หันหลังให้เกาะอันลึกลับนั้นแล้วจากไป
ในความเงียบ นอกเหนือจากเสียงคลื่นซัดฝั่ง มีเพียงเสียงกระซิบแผ่วเบาว่า “ผู้สารภาพย่อมได้อิสรภาพ” เงาบาง ๆ ของวินยืนอยู่ใต้อาทิตย์ลับฟ้า ดวงตาเปี่ยมด้วยความเข้าใจและการเปลี่ยนแปลง