คำสาปวิหคราตรี
เสียงนาฬิกากลางเมืองดังขึ้นก้องท่ามกลางทะเลหมอกยามพลบค่ำ เมืองลอยฟ้า อคีรา เหนือขอบฟ้าไกล ผู้คนจาง ๆ เดินกันขวักไขว่บนทางเดินกระจกโปร่งแสง ทิพย์ หญิงสาววัยสามสิบต้น ผมดำขลับเซ็ตยุ่ง ยืนด้อมๆ มองๆ อยู่หลังร้านซ่อมนาฬิกาเก่า ๆ ใต้หอคอยกลางจัตุรัส เธอกำลังจัดกล่องชิ้นนาฬิกาอย่างประณีต ขณะที่แสงไฟสีฟ้าจากโคมแก้วซึมลอดออกมาตามช่องหน้าต่าง ปลายนิ้วของเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อแตะสัมผัสนาฬิกาเรือนหนึ่ง มันหยุดเดินนานแล้ว และบนหน้าปัดเจาะรูรูปนกประหลาด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้าเร่งร้อนหนักเข้าทุกขณะ เจ้าลุงเดชา เจ้าของร้าน ตัวผอมสูง ผมขาวโง้ง ปราดเข้ามา “อีกนานไหม ทิพย์?” เสียงแหบกร้าว ฉายแววใจร้อน ทิพย์เงยหน้าขึ้น หายใจลึก “อีกนิดเดียวค่ะพ่อ” แต่ท่านสังเกตเห็นมือเธอสั่น ลุงเดชายืนนิ่งก่อนถอนใจ จังหวะนั้นเสียงนกกางปีกดังโผผ่านหน้าต่าง เดชาเงียบไปทันที
“คืนวันครบรอบ…ทุกปียังรู้สึกไม่ดีเลย จริงไหม” ลุงเดชายิ้มจาง ทิพย์ไม่ตอบ จ้องมองกลไกนาฬิกา เธอกลืนน้ำลาย ร่างกายชาเหมือนถูกลมหนาวห่อหุ้ม
เงาร่างดำทะมึนฉายบนพื้นกระจก เด็กชายขายดอกไม้เดินผ่านมา เด็กร้องเรียกเบา ๆ “รับดอกไม้มั้ยครับ ดอกราตรี…แค่เหรียญเดียว” เดชาหัวเราะ “เธอไม่ชอบดอกไม้หรอก มิกิ” แต่ดวงตาทิพย์หยุดนิ่งกับช่อดอกสีดำคล้ำ เธอซื้อไว้เงียบ ๆ
กลางค่ำ ทิพย์กลับเดินลัดซอยแคบ หน้าเธอหม่นมืดจนกระทั่งไฟถนนกะพริบมืด – ทิ้งความเงียบอึมครึมเหนือเมืองอย่างฉับพลัน ดวงวิหกสีดำตัวหนึ่งโผเกาะบนป้ายหน้าบ้าน ขณะที่สายลมเย็นสะท้านเข้ามาในชายเสื้อ ทิพย์หยุดกะทันหัน มองเงาตัวเองในกระจกหน้าบ้านชั่วขณะ รอยยิ้มจางเจือความหวาดระแวงซ่อนอยู่
เช้าวันต่อมา กลิ่นดอกไนท์บลูมลอยคลุ้งไปทั่ว เธอเดินขึ้นไปบนหอคอยตรวจสอบเข็มนาฬิกา ความเงียบแผ่ขยาย ทิพย์พบเศษกระดาษเล็ก ๆ เสียบไว้ตรงรูนาฬิกา -เขียนเพียงว่า “จงตื่น เมื่อนกน้ำเงินร้อง” เธอขมวดคิ้ว จำได้ลางเลือนถึงนิทานแม่เล่าเรื่อง “นกน้ำเงินาจะร้องปลุกทางสว่างให้คนหลงทาง” แต่ความทรงจำนั้นเต็มไปด้วยรอยแผล
วันต่อมาเสียงหวีดตอนกลางดึกดังขึ้นอีกครั้ง นกดำโผฉวัดเฉวียนบนท้องฟ้า ร้านนาฬิกาสะท้อนเงาสีประหลาด ภายในร้าน ทิพย์ฝันเห็นตนเองเดินในหมอก มีเสียงชายแปลกหน้าร้องเรียก “ช่วยด้วย…” เธอสลัดตื่น หัวใจเต้นแรง แลเห็นเงาร่างคนในเงามืดนอกหน้าต่างหนาแน่น
รุ่งอรุณ เมื่อทิพย์ออกไปดู พบชายหนุ่มเปียกปอนนอนหมดสติริมกำแพงเมือง เขามีแผลลึกตรงขมับ มือกำจี้ห้อยรูปวิหกไว้แน่น เธอตัดสินใจพามาในร้าน ลุงเดชาตกใจแต่ไม่ทัก ทิพย์เริ่มรักษาแผล เบาเสียง “จำอะไรได้ไหม?” ชายหนุ่มส่ายหน้าช้า ๆ “ไม่มีเลย…คิดว่าชื่อ…” เขเงียบไป
จากนั้นหลายวันชายหนุ่มเริ่มพูดมากขึ้น ดวงตาเขาเศร้า เหม่อลอย “ผมไม่รู้ว่ามาทำไมที่นี่ แต่คืนนี้ฝันถึงนาฬิกาตาย นกเคาะกระจกจนร้าว…” ทิพย์เงียบ ความกลัวในอดีตกดทับ เธอเริ่มฝันถึงเสียงร้องไห้ของแม่และเสียงนกประหลาดในความทรงจำ
ลุงเดชาเตือนทิพย์ “อย่าเข้าไปยุ่งกับเขามาก เดี๋ยวจะพัวพันเรื่องร้าย ๆ อีก” ทิพย์หยุดฟัง แต่ความสงสัยและห่วงกังวลพาให้เธอสืบประวัติของชายหนุ่มมากขึ้น เธอพบผ้าขาวปักลายวิหกน้ำเงินซ่อนไว้ในกระเป๋าเขา
วันหนึ่ง ขณะซ่อมนาฬิกา เธอปล่อยให้นิ้วกรีดบาดตัวเองโดยไม่ตั้งใจ เลือดหยดหนึ่งหล่นลงบนหน้าปัด รูปนกดำบนหน้าปัดลุกวาบเป็นแสง เที่ยงคืนเมืองสะท้าน เสียงนกกรีดร้องกลางหอคอยกังวานไปทั่ว
ชายหนุ่มตื่นผวา “นั่นเสียงในฝันผม” เขากระซิบเบา ทิพย์และเขาตัดสินใจขึ้นไปสำรวจบนยอดหอคอย เมืองลอยฟ้าดูอ้างว้าง เวลาขยับช้าลงผิดปกติ ดอกไม้ราตรีผลิบานเต็มพื้นกระจก พวกเขาเห็นเงาวูบไหวของวิหกดำบินฉวัดเฉวียนรอบนาฬิกากลางเมือง
ทันใด ประตูเหล็กบนหอคอยเปิดออกเอง สายลมแรงส่งเสียงหอบเหมือนเสียงคำราม ทิพย์จับมือชายหนุ่มแน่น “เราต้องเข้าไปไหม?” เขาพยักหน้า ทั้งคู่เดินเข้าห้องกลไกเก่าที่มีนาฬิกาเรือนมหึมาตั้งอยู่ – ใต้เข็มนาฬิกามีรอยมือสีดำและรอยเลือดเก่า
แสงไฟในห้องกะพริบ ทิพย์ถามเสียงสั่น “คุณ…กลัวอะไรที่สุด?” ชายหนุ่มนิ่งนาน “กลัวไม่มีอดีต…ไม่มีตัวตน” เธอมองเขา ในแววตามีน้ำตาเงียบ ๆ เธอตอบ “ฉันกลัวอดีตจะทำลายทุกอย่างอีกครั้ง” คำตอบสองฝั่งแตกต่าง แต่อิงอาศัยกันแบบไม่รู้ตัว
ขณะค้นหาหลักฐาน ทิพย์พบกล่องเก็บเสียงคำสาป ตราอักษรว่าห้ามเปิดถ้าไม่พร้อมเสียสิ่งสำคัญ เธอย่ามใจ เปิดออก กลิ่นดอกไม้ราตรีปะทุ ห้องหมุน ทิพย์เหมือนเห็นตัวเองตอนเป็นเด็ก ร้องไห้ขณะเห็นแม่ถูกนกดำฝูงใหญ่ล้อมรอบในฝัน แม่ตะโกน “ทิพย์ อภัยให้ตัวเอง!” ก่อนหายวับ ชายหนุ่มโอบไหล่เธอแน่น
ในกล่องมีจี้รูปวิหกบิ่น กับเศษกระจก เขากระซิบ “บางที…นี่อาจเป็นกุญแจปลดล็อกบางอย่าง” เธอพยักหน้าทั้งน้ำตา
จู่ ๆ เสียงนกดำขับขานทั่วเมือง ชาวเมืองทยอยออกจากบ้านอย่างหวาดกลัว เข็มนาฬิกากลางเมืองเดินถอยหลังเอง ท้องฟ้ามืดเร็วผิดปกติ ดอกไม้ราตรีบานจนถนนกลายเป็นสีดำสนิท – เมืองเหมือนถูกกลืน
ทิพย์ตัดสินใจลุยออกจากหอคอย ชายหนุ่มตาม ทั้งคู่พบลุงเดชายืนเฝ้าริมทาง ลุงพูดด้วยแววตาระทึก “ทุกปีวันนี้ เมืองต้องจ่ายค่าคำสาป ถ้าจะหยุด มันต้องมีใครผู้สลายทุกอย่าง” ทิพย์นิ่งคิด นึกถึงอดีตตัวเองยามสูญเสียแม่ ไม่เคยอภัยตัวเองจนถึงวันนี้
สายลมลูบไล้เสียงนกดำ นาฬิกายักษ์กลางเมืองดีดเวลาเร็วจนแตกกระจาย เถ้าดอกไม้ฟุ้งซ่านพัดปะทะผิว ทิพย์ตัดสินใจยื่นจี้วิหกบิ่นและเศษกระจกให้ชายหนุ่ม “ถ้าบทลงโทษนี้ต้องถูกแลกด้วยอดีต ฉันยอม” เธอพูดทั้งน้ำตา
ชายหนุ่มลังเล มือสั่น “แต่ถ้ามันแย่งความทรงจำคุณไปด้วยล่ะ?” ทิพย์สบตา “มันคือทางเดียวที่เมืองจะตื่น ความทรงจำที่เจ็บปวดยังดีกว่าปรับเปลี่ยนเป็นอดีตว่างเปล่า”
เขาตัดสินใจยื่นมือรับไว้ ทั้งคู่เดินเข้ากลางจัตุรัส ผ่านเสียงผู้คนหวีดร้อง เงานกดำบินวนขมุกขมัวท่วมขอบฟ้า ทั้งคู่พยายามนำเศษกระจกใส่ลงในหน้าปัดนาฬิกา กลไกเริ่มขยับ เวลาเดินปกติ เงานกดำหายไปทีละตัว ๆ จนกระทั่งไฟเมืองค่อย ๆ กลับมา
แต่ทันใด ชายหนุ่มทรุดเข่ากับพื้น “ภาพในหัว…เริ่มกลับมา” เขาครางเบา ๆ พร้อมเสียงหอบใจ ชั่วขณะอดีตบางอย่างแล่นกลับมา เขาจำได้ว่าเคยเป็นเด็กชายที่แม่ทิพย์ช่วยไว้จากไฟไหม้บ้านสมัยเด็ก ความกลัวฟื้น ยังคงหลบซ่อนตัวเองมาตลอด ทิพย์สั่น “ฉันคิดว่าฉัน…ลืมเธอไปแล้ว” น้ำตาอุ่น ๆ ไหลลงข้างแก้ม
ทั้งคู่กอดกันนานในจัตุรัส ท่ามกลางเสียงนาฬิกาดังแผ่วเบา เมืองลอยฟ้าค่อย ๆ ไร้ร่องรอยนกดำ กลีบดอกไม้ราตรีค่อย ๆ จาง สูญสลายเหมือนควัน
รุ่งเช้าอำนาจคำสาปสิ้นสุด จังหวะสั้น ๆ ของความเงียบสงบปกคลุมเมือง ทิพย์หยิบกล่องนาฬิกาเก่ามาถือไว้ แม้อดีตยังตามหลอกหลอนแต่ตอนนี้เธอพร้อมจะอยู่ร่วมกับมันและไม่หนีอีกต่อไป
ชายหนุ่มยิ้มบาง แววตาเปลี่ยนไปจากความว่างเปล่ากลายเป็นงดงาม “ขอบคุณ ทิพย์…” เขากระซิบ เธอยิ้มตอบ ท่ามกลางแสงตะวันอ่อนแรกของอเช้า เบื้องหลังพวกเขา นาฬิกากลางเมืองเริ่มเดินต่อ เสียงปีกวิหกสุดท้ายกระพือเงียบ ๆ ไกลออกไป เมืองลอยฟ้าค่อย ๆ เป็นอิสระจากเงาราตรี