รอยสาปกลางเกาะปริศนา
ผิวน้ำทะเลส่องประกายสะท้อนแสงแดดยามสาย เรือสปีดโบ๊ตแล่นฝ่าคลื่นเข้าใกล้เกาะโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทร สินธุ นักศึกษาปีสามกับแว่นตาทรงโตมองไปข้างหน้า สายตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง ในขณะที่เบล เพื่อนสาวผมสั้น ตะโกนแข่งกับเสียงคลื่น “เกาะนี้มันมีจริงเหรอวะ มันน่ากลัวกว่าที่คิด” ปูน เด็กหนุ่มร่างใหญ่หัวเราะเบาๆ “อย่าขี้กลัวสิ ผีไม่กล้าหลอกคนอย่างเราหรอก” เจนกับวิน ตามมาด้วยสีหน้าอึดอัด ไม่มีใครสังเกตว่าเจนมือสั่นน้อยๆ ขณะจับกล้องถ่ายภาพไว้แน่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เท้าทั้งห้าคู่เหยียบลงบนชายหาด เกาะนี้ไม่ได้มีแค่ต้นไม้ขึ้นรกทาง แต่ยังเต็มไปด้วยบรรยากาศแปลกประหลาด เย็นยะเยือกราวกับเงามืดซ่อนตัวอยู่ สินธุเดินนำสุด เหลือบดูแผนที่ในมือถือ “เราต้องหาศิลาโบราณให้ได้ก่อนค่ำ จำได้ใช่ไหม ถ้าหลงกลางคืนอาจออกไม่ได้” เบลเบะปาก “ก็กลัวนะ แต่สารภาพว่าตื่นเต้นมากกว่า”
พวกเขาเริ่มเดินเข้าป่าลึก เถาวัลย์และต้นไม้สูงล้อมรอบทุกฝีก้าว เจนหยุดถ่ายรูปต้นไม้รูปทรงแปลก พอปูนเดินผ่านมากระเซ้า “แกล้งถ่ายวิว หรือหาอะไรไปลงไอจี” เจนไม่ตอบ เสียงใบไม้ไหวลอยแว่วมา ก่อนจะมีเสียงเหมือนอะไรเดินผ่านพุ่มไม้ ทุกคนหยุดกึก
วินขมวดคิ้ว “ได้ยินไหม เหมือนมีอะไรตามเราอยู่” สินธุปรายตามองรอบข้าง “อย่าจินตนาการเอง เรารีบเดินต่อ อย่าแตกกลุ่ม” ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าเงียบลง สายลมพัดเสียงกระซิบบางเบามากระทบใจ “กลับไป อย่าเข้ามา…” ทุกคนมองหน้ากันเงียบ ไม่มีใครพูดออกมา
เดินลึกเข้าไปอีก ทั้งห้าพบรอยทางที่เหมือนสร้างขึ้นโดยใครสักคน “นี่มันมนุษย์แน่เหรอ หรือสัตว์?” เบลถามติดตลกแต่แฝงด้วยความกลัว สินธุขาน “อาจเป็นพวกนักสำรวจเมื่อก่อน แต่ทางนี้นำไปศิลาหินแน่” พวกเขาเดินตามร่องรอยนั่น สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นในความเงียบ จุดหมายอยู่ข้างหน้า แต่ในตากลับมีแววลังเลเจือปนหวั่นชายิ่งขึ้น
ศิลาโบราณตั้งสูงกลางลานร้าง มีอักษรลึกลับเต็มพื้นผิว เจนวางกล้องลง ยื่นมือแตะหินนั้น สัมผัสเย็นเฉียบ “มันเหมือนไม่ต้อนรับเราเลย” เบลยิ้มกลบเกลื่อน “อย่าอิน โบราณแค่นี้” แต่สินธุกระซิบ “เขาบอกว่าศิลานี้ดูดเอาความลับของคนที่แตะมันไป…” ยังไม่ทันขาดคำ เจนสะดุ้งถอยออกมา ท่ามกลางเสียงหัวเราะผสมความเครียดจากเพื่อน
ค่ำลงเร็วผิดปกติ สายลมหนาววูบ พวกเขาก่อไฟตั้งแคมป์กลางป่า วินนั่งเงียบ สายตาไม่สบใคร ปูนคุยเบาๆ “วิน เป็นไรรึเปล่า” อีกฝ่ายเงียบไปอึดใจ “กลัว…กลัวว่าเราจะออกไปจากเกาะนี้ไม่ได้” เบลโยนไม้เปล่าใส่ไฟ “อย่ามองโลกแย่นักสิ คืนนี้นอน เดี๋ยวเช้าก็กลับ” สินธุเหลือบมองวิน นัยน์ตาตั้งคำถามแต่ไม่พูดอะไร
กลางดึก เจนสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงคนเดินรอบเต็นท์ แวบเห็นเงาร่างใครคนหนึ่งริมต้นไม้ เจนรีบปลุกเบล “มีอะไรข้างนอก!” เบลขมวดคิ้วงัวเงีย ยังไม่ทันลุกขึ้นประตูเต็นท์ก็ถูกเปิดออกช้าๆ กลุ่มทั้งห้ารวมตัวกันเร็วปานสายฟ้า แต่ประตูเปิดออกพร้อมลมเย็นและเงาวูบหนึ่งที่หายไป ทุกคนตาค้าง สินธุรีบสำรวจรอบนอก กลับพบเพียงรอยเท้ามนุษย์นำเข้าไปในป่า ทุกคนตัดสินใจตามรอยนั้น
ระหว่างตามรอย เจนกระซิบ “เราต้องรีบ เร็วเข้า” ในขณะที่เบลตะโกนเรียกเสียงดัง “มีใครอยู่ไหม!” ไฟฉายกวาดไปเห็นร่มไม้ครึ้ม ทันใดนั้นเสียงวินร้องอย่างตกใจดังขึ้น ทุกคนวิ่งไปหา พบวินยืนหอบหายใจ นัยน์ตาคลอด้วยน้ำตา “ฉันเห็น…เหมือนใครเรียกชื่อฉัน” ปูนเหลือบไปเห็นรอยมือเปื้อนดินบนต้นไม้ “มันเหมือนใครมาขีดเตือนเรานะ” ไม่มีใครกล้ายืนใกล้ต้นนั้น
ขณะหันหลังวินกลับไม่ได้ เบลแตะไหล่ปลอบ “ใจเย็นนะ” เจนถามเสียงเครียด “นายปิดบังอะไรไว้รึเปล่า” วินหลบตา “ฉัน…เคย…” เงียบไปเสียงสะอื้นขาดห้วง ทุกคนเงียบเพื่อรอฟังแต่ไม่มีคำตอบ จู่ๆ เสียงกรีดร้องจากป่าด้านตรงข้ามก็ดังขึ้น กลุ่มตะลีตะลานวิ่งหา แต่เจ้าของเสียงกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ปูนเดินนำ สินธุใช้ไฟฉายส่องเจอรอยเท้าใหม่จางๆ “นี่ของใคร” เบลพูดเบาๆ “ไม่ใช่วิน ไม่ใช่ฉันนะ” รอยเท้านั้นหายไปในความมืด สายลมกระทบหน้าพร้อมเสียงกระซิบที่ฟังแว่ว “อย่าโกหกตัวเอง…” เจนหน้าซีด เพื่อนถอยห่างจากกันโดยไม่รู้ตัว ความหวาดระแวงแผ่เต็มกลางป่า
ฟ้ารุ่งสาง ทุกคนเหนื่อยล้าแต่ไม่มีใครหายไป ดูเหมือนไร้ร่องรอยเมื่อคืน สินธุเดินเข้าใกล้ศิลาโบราณอีกครั้ง เอื้อมมือลูบเบาๆ “คำสาปต้องมีที่มาสินะ…” ปูนทำตาหนักใจ “นายคิดจะทำไร?” เจนเดินมาใกล้ ถามเสียงสั่น “หรือมันรู้อะไรในใจเรา…”
หลังอาหารเช้า เส้นทางเดิมเหมือนเปลี่ยนไป ต้นไม้ดูแปลกตาจนทุกคนสับสน เบลเริ่มหงุดหงิด “นายบอกให้เรามา แต่เราออกไม่ได้ ถ้าจะเล่นพิเรนทร์ เอาตรงๆ เลยเถอะ” สินธุหันกลับ ชี้ไปยังจุดเล็กๆ บนพื้น “ใครทำสิ่งนี้…” ทุกคนหยุด หัวใจเต้นแรง รอยขีดเหล็กวาดเป็นสัญลักษณ์เดียวกับบนศิลา ทุกคนสบตาแต่ไม่มีคำตอบ
พลังงานในกลุ่มเปลี่ยนไป เจนร้องไห้ “ถ้ามีอะไรที่ฉันไม่ได้บอก…เขาจะยกโทษให้ไหม” สินธุพยายามปลอบ แต่เจนส่ายหน้า “ความผิดมัน…มันฝังอยู่” เบลอดทนไม่ได้ “ช่วยพูดให้ชัดที! ทุกคนปกปิดอะไรไว้!” ปูนเงียบกริบ ใครบางคนมีน้ำตาไหลแบบเงียบงัน
ค่ำวันถัดมา เสียงประหลาดก้องอีกครั้ง คราวนี้คือเสียงร้องของเพื่อนที่เตรียมหายไปจริงๆ วินหายตัวไป ทุกคนวิ่งหาโดยไร้ร่องรอย เจนทรุดลงกับพื้น “ถ้าเราไม่ยอมรับความผิด…คำสาปนี้จะไม่จบสินะ” ปูนถาม “พวกนายทำอะไรกันไว้?!” เบลเงียบ สินธุหลุดพูดดัง “ฉันเคย…ฉันทำผิด ฉันเคยปล่อยให้เพื่อนถูกกลั่นแกล้งโดยไม่ช่วย…” ความเงียบตกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเจนเผยความลับตัวเองบ้าง กลุ่มแตกสลายไปกับน้ำตาและความรู้สึกผิด
ในคืนเดียวกัน ทั้งสี่คนฝันถึงวิน ผู้ส่งเสียงกระซิบขออภัย ทุกคนตื่นมาตัวเย็นเฉียบ เจนพูดทั้งน้ำตา “เราต้องแก้ไข ต้องให้อภัยตัวเอง…ถ้าไม่ถึงตอนนี้เราไม่มีวันพ้นไปจากที่นี่” ทุกคนใช้เวลานั่งคุย รับฟังน้ำใจและความผิดพลาดของแต่ละคน พวกเขาเริ่มเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น
รุ่งเช้ามาได้อีกวัน ศิลาโบราณเปลี่ยนสีเป็นสีขาวซีด พวกเขากล้าเดินเข้าไปอย่างมั่นใจ คราวนี้ไม่มีเสียงกระซิบ ไม่มีเงาแปลกในป่า เบลถาม “เราจะออกไปได้แล้วใช่ไหม?” สินธุยิ้มบาง “ถ้าเราให้อภัยตัวเอง…ไม่เหลืออะไรให้เกาะนี้ยึดอีกแล้ว”
ขากลับพวกเขามองเห็นเรือเล็กจอดรอ เหมือนไม่เคยจากพวกเขาไปไหน เจนหันกลับมองศิลาโบราณอีกครั้ง น้ำตาเอ่อ “มันสวย…ถ้าไม่ฝังความกลัวเอาไว้” เบลหัวเราะกลบเกลื่อน “กลับบ้านเถอะ ฉันคิดถึงชีวิตธรรมดาชะมัด”
พวกเขาขึ้นเรือ หันหลังให้เกาะ เมื่อเรือออกห่าง ศิลาโบราณยืนเด่นใต้แสงแดด อักขระบนผิวหินจางลงเหมือนเพิ่งได้รับการให้อภัย ภาพสุดท้ายคือกลุ่มวัยรุ่นที่เดินผ่านความกลัว สารภาพความผิด ยอมรับตัวเอง กอดคอกันอย่างเหนื่อยล้าบนเรือที่มุ่งหน้าสู่ขอบฟ้าใหม่