เงาบนฟากฟ้า
เสียงระฆังแก้วกังวานในอากาศเหนือเมืองฟังเงียบงัน แต่นักเรียนทุกคนกลับไหลทะลักออกจากอาคารเรียนฟ้าอย่างเร่งรีบ วิจิตรผลักประตูอาคารเรียนด้วยสีหน้าบึ้งตึง ดวงตาคมขวางไม่รับใคร เขาเดินลิ่วสวนทางกับกลุ่มเพื่อนร่วมชั้น…แต่ใครคนหนึ่งคว้าข้อมือเขาไว้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วิจิตร รอด้วย” เสียงนั้นคุ้นเคยจนวิจิตรหยุด คนพูดคือกาย เพื่อนสนิทผู้ซ่อนแววตากังวลไว้ใต้รอยยิ้ม “เข้าใจไหมว่าวันนี้พวกเขานัดประชุม”
วิจิตรไหล่ตก “ถ้านายกลัวอะไร บอกมาเลย ดีกว่าไปแกล้งว่าทุกอย่างปกติ”
กายนิ่งไป “บางครั้ง…มีบางอย่างที่พูดออกมาไม่ได้”
ก่อนที่กายจะตอบอะไรได้มากกว่านั้น เสียงประกาศผ่านลำโพงเมืองลอยฟ้า ‘โปรดทุกคนกลับที่พักช่วงค่ำ อย่าเดินทางไปเขตขอบฟ้าโดยลำพัง’ กระแสเย็นเช้าผ่านยอดหอบังคับการ ปลุกความเย็นในกระดูก
คืนนั้น ฝนฟ้าไม่ตก แต่เมืองทั้งเมืองมืดครึ้มอย่างไร้เหตุผล วิจิตรเดินกลับหอพักด้วยใจไม่สงบ เขามองเข้าไปในห้องของกาย เห็นผ้าม่านปิดสนิท แสงไฟสลัวใต้ประตูเผยเงารางๆ ของร่างคนหนึ่ง
เช้าต่อมา กายหายไป ราวกับไม่เคยมีตัวตน วิจิตรตื่นขึ้นจากเสียงเคาะประตูรัว ผู้อำนวยการโรงเรียนยืนหน้าเครียด
“กายหายไป นายรู้เห็นอะไรมั้ย?”
วิจิตรกำมือแน่น “เขากำลังกลัวอะไรบางอย่าง…แต่ไม่มีใครบอกผมเลยว่าสิ่งนั้นคืออะไร”
ใครบางคนแอบมองจากมุมเงามืดเอาไว้ ขณะนั้นในโรงเรียนและทั่วเมือง เริ่มมีข่าวซุบซิบกันว่าคนหายไปอีกแล้ว
วิจิตรเดินสวนสนามออกจากโรงเรียน ปลายนิ้วเย็นยะเยือก เขาจำได้ว่ากายทิ้งกระดาษโน้ตไว้ใต้โต๊ะ เป็นข้อความสั้นๆ ‘ขอบฟ้าไม่ใช่ที่ปลอดภัย’
เขาเดินเรื่อยเปื่อยจนถึงจุดนัดหมายลับ ริมขอบฟ้า เมืองลอยฟ้าเบื้องล่างคือก้อนเมฆและแสงจันทร์
ที่นั่นมีเด็กสาวคนหนึ่ง สวมชุดเก่าซีด เธอยืนพิงระเบียงอย่างแปลกแยก วงตาสีดำขลับสบตาวิจิตร เธอชื่อเอวา
“นายก็ตามหาความจริงใช่ไหม?” เสียงเอวาแผ่วต่ำ
“ถ้าเธอรู้ อธิบายมา” วิจิตรขึงตา
เธออมยิ้มเศร้า ๆ “ต้องกล้าพอจะฟัง…เพราะความลับในเมืองนี้ ไม่ใช่แค่คำสาป”
วิจิตรเงียบไป ชั่วขณะหนึ่ง แค่เสียงลมหายใจเขาก็หนักอึ้ง “ถ้ามันเกี่ยวกับกาย ฉันยอมทุกอย่าง”
เอวาโน้มเข้ามาใกล้ ใช้นิ้ววาดลงบนช่องอากาศ “ที่นี่ ทุกคนต้องจำบางอย่างไม่ได้ นายเคยสงสัยไหม?”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังใกล้เข้ามา สองเด็กหนุ่มวัยรุ่นกับเด็กสาวอีกคนหนึ่งโผล่มา เอวาลากวิจิตรวิ่งหลบเข้าซอกมุมสะพานทางเดิน
“อย่าให้พวกเขาเห็น!” เอวากระซิบ เหงื่อเม็ดเล็กเคลือบหน้าผากวิจิตร
เอวาล้วงสมุดจดเล่มเล็ก ๆ ส่งให้วิจิตร “ถ้าอยากเจอเพื่อนนายอีก อ่านนี่คืนนี้ใต้แสงจันทร์”
ความกังวลแทรกซึมอยู่ในท้องฟ้าพลบค่ำ วิจิตรกลับห้องด้วยใจร้อนรุ่ม เปิดสมุดจดนั้น พบข้อความรหัสลับ กระจัดกระจายรวมถึงรูปภาพขอบฟ้า หมอก และรอยน้ำตา
เขาข่มตาหลับไม่สนิท ภาพใบหน้ากายปรากฏในฝันรบกวนจิต วิจิตรตื่นกลางดึก ลุกขึ้นออกจากห้อง เดินไปยังจุดนัดหมายใต้แสงจันทร์เต็มดวง
เอวาโผล่มาเงียบ ๆ เธอนั่งกอดเข่า เสียงสั่น
“ทุกปี…มีเด็กหายไปมากกว่าที่เคยประกาศ คนพวกนั้นไม่ได้หนีไป แต่ถูกหลอกให้ลืมความจริง นายไม่เคยสังเกตหรือ?”
“ฉันไม่เข้าใจ…แค่อยากได้เพื่อนคืน” วิจิตรเสียงแข็ง
เอวาสบตานิ่ง “แต่ถ้าเขากลับมา นายจะรับได้ไหม ถ้าเขาไม่เหมือนเดิม?”
ความเงียบชวนอึดอัด วิจิตรกัดฟันแน่น เขาอยากตอบทันที แต่คำถามกลับติดอยู่ที่ลำคอ
เอวาลอบมองเขา จากนั้นเอื้อมมือจับแขนเบา ๆ “ถ้าจะไปรู้คำตอบ ก็ต้องเข้าใจว่าคนเราเปลี่ยนไปได้จากความเจ็บปวด…ถึงจะโทษเมืองนี้ได้ไหม?”
คืนถัดมา วิจิตรกับเอวาเดินลัดเลาะขอบเมืองสำรวจพื้นที่อันตราย พวกเขาแอบเข้าหอจดหมายเหตุ เจาะลึกเอกสารประวัติเมืองลอยฟ้า
“ดูนี่…” เอวากดนิ้วที่ชื่อของเด็กหลายคนในรายชื่อหายตัว วิจิตรขมวดคิ้ว “ไม่มีคนถาม…เพราะไม่มีใครอยากจำ”
เสียงกรอบแกรบผิดปกติ เกิดจากเจ้าหน้าที่หนึ่งที่เดินเข้ามากะทันหัน วิจิตรหัวใจเต้นแรง เอวาจับมือเขาดึงหลบใต้โต๊ะ
ขณะกลั้นหายใจ ทั้งคู่สบตากัน เอวากระซิบ “นายกลัวไหม?”
วิจิตรกลืนน้ำลาย “ฉันกลัว…แต่ยิ่งกลัวก็ยิ่งอยากรู้”
หลังพ้นวิกฤต เอวาเปิดเผยอีกข้อมูล – ชนชั้นปกครองเมืองเคยมีข้อตกลงลึกลับกับสิ่งที่อยู่ใต้เมฆคำสาป
“ทุกการหายตัวคือการเซ็นยอมรับ…คือความลืมที่โดนบังคับ” เอวาเสียงเคร่งขรึม
“แต่ถ้าฉันแหกกติกา…นายจะช่วยไหม?”
วิจิตรมองเธออย่างไม่แน่ใจ ความลังเลฉายออกทางดวงตาเป็นเงา
“ฉันเคยกลัวผิดหวัง…เคยทิ้งกายไปตอนทะเลาะกัน” เสียงเขาสั่น “แต่ถ้าไม่ช่วย เธอก็จะโดดเดี่ยวเหมือนฉัน”
กลางดึกนั้น ทั้งสองปีนขึ้นไปบนหอคอยสูงสุดของเมือง หัวใจเต้นสลับกับลมหายใจหนาวเหน็บ วิจิตรส่องไฟจากหน้าต่างออกไปขอบฟ้ากว้างจรดเมฆ
เห็นเงาตะคุ่ม รูปเงาของกาย…ยืนอยู่บนขอบเขตศูนย์กลาง เขาหันมองวิจิตร ชั่ววินาทีเดียว วิจิตรไม่แน่ใจว่านั่นคือคนจริงหรือเงาสะท้อนความกลัวของเขาเอง
“ฉันไม่อยากให้เพื่อนจากไปอีกคน” วิจิตรตะโกนเสียงแหบ
มีลมหมุนวนแรง เงากายบิดเบี้ยวเลือน ไฟในเมืองดับอย่างชะล่าใจ เอวาจับไหล่วิจิตรแน่น “เวลานี้ ถ้านายไม่เลือก เงานั้นจะอยู่ตลอดกาล”
“ฉันผิดเอง…แต่ขอให้ฉันแก้ตัว” น้ำตาไหลจากดวงตาวิจิตรอย่างไร้เสียง เอวาคลี่ยิ้มเศร้า ๆ ก่อนพยักหน้า
แสงแรกของรุ่งเช้า เมืองลอยฟ้าสว่างอีกครั้ง กายกลับมา เคลื่อนไหวติด ๆ ขัด ๆ ไม่เหมือนเดิม ดวงตาเขาเต็มไปด้วยร่องรอยความเจ็บ วิจิตรเดินเข้าไปหา “ฉันขอโทษ…วันที่นายหายไป ฉันควรฟังนายให้มากกว่านี้”
กายมองเขานิ่ง น้ำตาคลอเบ้า “ฉัน…จำอะไรไม่ได้เลย แต่เหมือนทุกอย่างเจ็บไปหมด”
เวลาผ่านไปทั้งสามกลับสู่ชีวิตโรงเรียน วิจิตรเปลี่ยนไป เขาไม่ปิดตัวเองเหมือนเดิม เอวาก็เริ่มไว้ใจให้น้ำเสียงสดใสมากขึ้น พวกเขานั่งคุยกันในสวนเมืองลอยฟ้า
“เราไม่มีวันเหมือนเดิม…แต่มันก็ดีกว่าหายไปโดยไม่มีใครจดจำ” เอวาเอ่ยช้า ๆ
วิจิตรพยักหน้า “ฉันจะไม่ลืม ไม่ว่าจะยากแค่ไหน”
ภาพจำสุดท้าย – เมืองลอยฟ้าที่เงาของอดีตหลอมรวมอยู่ในใจทุกคน รอยเศร้าซ่อนอยู่ใต้ท้องฟ้าจรดขอบเมฆ แต่ประกายหวังใหม่ก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง