ภาพสุดท้ายของสตูดิโอศิลปะ
เสียงหัวเราะดังลอดหน้าต่างไม้เก่า ๆ ของสตูดิโอศิลปะ “ยมราช ARThouse” ในค่ำคืนวันศุกร์ เสียงกระจกหน้าต่างสั่นเหมือนมีใครเคาะเบา ๆ ข้างนอก ลมเย็นจัดกรูกลิ่นสีและน้ำมันเข้ามาในห้อง รวมกับความอบอุ่นจากแสงไฟสลัวนั้นให้ความรู้สึกเหมือนเวลาหยุดเดิน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แก ๆ ทีนี้ถ้าอาจารย์รู้ว่าพวกเรากะแอบนอนค้างที่นี่ จะโดนด่ายับเลยนะ” ชลันท์คลี่ยิ้ม พลางหยิบกระป๋องสีน้ำมันขึ้นอย่ากลั้นขำ
“ก็ฝนมันจะตก เราจะกลับยังไงเล่า” นิวรีบสวน เสียงสั่นเบาอย่างไม่มั่นใจ เธอมองเงาไหว ๆ หลังม่าน กวาดตามองภาพเพื่อน ๆ ที่รายล้อม
ภูริตกำลังเขียนภาพขาวดำอยู่ริมผนัง เขาเอามือลูบผมสั้นยุ่งเหยิงด้วยความเครียด พลางเหลือบตามองทุกคนในห้อง เด็กหนุ่มกำลังซ่อนอะไรบางอย่างไว้ใต้ใบหน้าว่างเปล่า
อาชวินนั่งไขว่ห้างตรงมุม มองโทรศัพท์ซึ่งไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต “เออ แล้วพิณล่ะ? ทำไมวันนี้เงียบ ๆ หายหัวไปไหน”
บรรยากาศเงียบชะงัก สายตาทุกคู่หันไปหาโต๊ะวาดของพิณที่ว่างเปล่า สีกระจัดกระจายแต่ไม่มีเจ้าของ
“เมื่อคืน ยังเห็นเธอวาดรูปอยู่นะ…พูดจาแปลก ๆ ด้วย” นิวกระซิบ เสียงเบาไม่แน่ใจ ตัวเธอกอดแขนไว้แน่น
ทันใดนั้น เสียงประตูด้านหลังเปิดแอ๊ด เพลงกล่อมเด็กดังลอดออกมากับสายลม พิณก้าวเข้ามาช้า ๆ หน้าเธอซีดขาว ดวงตาหลุบต่ำเหมือนจมอยู่ในฝันร้าย
“พิณ! หายไปไหนมา” ชลันท์ถามพลางวิ่งไปหา เพื่อนคนอื่น ๆ แลกเปลี่ยนสายตากังวลแต่ไม่มีใครกล้าถามอะไรลึก
พิณเงียบ หลบสายตาทุกคน เธอหอบภาพวาดผืนหนึ่งแนบอก ไม่เอ่ยอะไรนอกจากเสียงกระซิบสั้น ๆ “อย่าเปิดมันนะ…ได้ไหม”
กลางคืนนั้น หลังจากเสียงหัวเราะจางไป ทุกคนแยกย้ายงีบที่มุมของตน ชลันท์กับนิวกระซิบคุยกันใต้ผ้าห่มเก่า
“แกว่าพิณมีปัญหาอะไรไหม …ช่วงนี้ดูเหมือนไม่ใช่ตัวเองเลย” นิวตั้งคำถาม ในเสียงก็มีทั้งความห่วงและหวาดระแวง
“ฉันคิดว่า เราอาจจะไปยุ่งเรื่องของเขามากเกินไปรึเปล่า” ชลันท์พูดเบา ๆ แม้จะสงสัย แต่เขาก็กลัวความจริงบางอย่างที่อาจซ่อนอยู่
ขณะเดียวกัน ภูริตนอนลืมตา ร่างกายแข็งทื่อ เขาได้ยินเสียงร้องไห้เบา ๆ จากฝั่งของพิณ แต่ลังเลจะเข้าไปดู
รุ่งเช้า เสียงมือถืออาชวินดังขึ้นในความเงียบ “มีสายจากแม่พิณ” เขาเงียบ หันไปสบตานิวและชลันท์
“แม่พิณบอก…เมื่อคืนพิณไม่ได้กลับบ้านเลย” ประโยคนี้ทำให้ทุกคนใจหายวาบ วิ่งไปที่เตียงพิณ พบว่ามีเพียงกรอบภาพเปล่า ๆ วางไว้…และป้ายชื่อพิณที่ถูกขีดฆ่าด้วยสีแดงจัด
บรรยากาศตึงเครียด ทันทีอาชวินระบายเสียง “นี่มันอะไรกัน…หรือว่าเกี่ยวกับรูปที่พิณหวงหนักหนานั่น”
ภูริตเงียบ พยายามกลั้นน้ำตา ดวงตาหม่นเศร้าซ่อนบาดแผลในใจ “บางที…มันอาจเกี่ยวกับอดีตของที่นี่…ที่เราไม่เคยถามกัน”
คืนนั้น ทุกคนต่างระแวงกัน นิวสังเกตเห็นเงาดำเคลื่อนไหวผ่านกระจกหน้าต่าง พยายามบอกเพื่อนแต่เสียงเธอสั่นจัดจนพูดไม่จบ
ชลันท์เดินเข้าไปที่โต๊ะพิณ เขาเห็นภาพวาดถูกซ่อนไว้ใต้กองผ้า ภาพในกรอบนั้นคือรูปกลุ่มของพวกเขา แต่ใบหน้าของพิณถูกร่างเป็นเส้นแดงกวน ๆ เหมือนถูกลบหายไป
“ใครวาดแบบนี้?” อาชวินถาม สีหน้าลนลาน มือไม้เริ่มเย็นเฉียบ
เสียงประตูหน้าสตูดิโอแง้มช้า ๆ แสงไฟดับพรึ่บ เสียงกระซิบดังก้องขึ้นรอบห้อง “อย่าเปิดมันนะ…อย่า”
อาชวินคว้าไฟฉาย ส่องไปทางต้นเสียง ใจเต้นรัว “นั่นใคร! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
แสงไฟสาดไปเจอเงาร่างผอมบางนั่งอยู่มุมห้อง หันหลังให้ มือทั้งสองจับหัวแน่น
นิวเดินเข้าไปใกล้ ลังเลแต่ก็อดไม่ได้ที่จะถาม “พิณ…นี่เธอเหรอ?”
ร่างนั้นหันกลับมา ดวงตาว่างเปล่าเหมือนไม่ใช่พิณ เสียงแหบพร่าตอบกลับ “เธอเห็นมันมั้ย…ข้างหลังฉัน”
ภูริตและชลันท์จ้องมองภาพนั้น สัมผัสถึงความเย็นยะเยือกบางอย่างที่แทรกซึมสู่ร่างกาย ภาพในกรอบบนโต๊ะนั้น รูปของตัวเองก็เริ่มเลือนรางไปทีละนิด
“เราต้องออกจากที่นี่” อาชวินตะโกนขึ้น ทว่าประตูถูกล็อกแน่นไม่มีใครพังออกไปได้ พายุเริ่มโหมกระหน่ำรอบสตูดิโอ
ในความโกลาหล นิวร้องไห้ออกมา เธอล้วงหยิบสมุดสเก็ตช์ของพิณ ข้างในเต็มไปด้วยภาพที่วาดตัวเองในสตูดิโอ เลขวันที่ซ้ำ ๆ กันทุกหน้า เหมือนวงจรเวลาหมุนวนไม่รู้จบ
“มันคืออะไร…ทำไมพิณต้องวาดซ้ำกันแบบนี้” นิวสั่น เงยหน้ามองภูริตฟังเงียบ ๆ
ชลันท์กัดฟัน “ต้องมีอะไรในอดีตของที่นี่…เคยมีใครพูดไหมว่ามีคนหายตัวไปในสตูดิโอเก่านี่”
อาชวินครุ่นคิด ค่อย ๆ เอ่ยออกมาทั้งที่กลัว “เมื่อก่อน เห็นว่าอาจารย์ประจำชั้นคนก่อน หายไปเมื่อยี่สิบปีก่อน ไม่มีใครเจอศพ”
ทันใดนั้น เสียงขีดเขียนด้วยชอล์คน่าขนลุกบนกระดานดำดังขึ้น ภูริตหยุดเงียบทุกถ้อยคำในห้อง เสียงหัวเราะเด็กดังแว่วจากปล่องไฟเก่า
นิวลุกหนีออกจากกลุ่ม น้ำตาไหลพราก “ฉันทนไม่ได้! ตอนนี้ฉันกลัวจริง ๆ…ถ้ามีใครเป็นอะไรไปอีกล่ะ”
ชลันท์วิ่งตามทัน หลบทันใกล้เธอ “ฟังนะ…เราจะไม่ทิ้งกัน ใจเย็น ๆ” เขาจับไหล่เพื่อนแน่น ส่งสายตากำลังใจ
คืนผ่านไปแบบไร้ความสงบ ทุกคนเปลี่ยนใจไม่กล้านอน บรรยากาศในสตูดิโอเปลี่ยนแปลง มีบางสิ่งเหมือนถูกปลดปล่อยออกมาจากเงามืด
เช้ามืด วันต่อมา ท้องฟ้าพร่า แสงสลัวแทรกเข้ามา อาชวินยับยั้งตัวเองไม่ให้งีบ หันมองหน้าแต่ละคนที่ดูหมดแรง
ภูริตพูดเสียงแผ่ว “พิณ…อาจจะต้องการช่วยเรา หรือรอให้เราช่วย ถ้าเรากล้าพอจะเผชิญหน้ากับมัน”
บรรยากาศเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น ชลันท์เสนอตรงไปว่า “เราต้องค้นหาความจริงของสตูดิโอนี้ให้ได้ ถึงมันจะน่ากลัวแค่ไหนก็ตาม”
นิวลังเล น้ำเสียงสั่น “ถ้ามีใครเจ็บตัว…เราจะทำยังไง…ฉันไม่อยากสูญเสียใครไปอีกนะ”
แม้จะหวาดกลัว แต่ทุกคนต่างรับปากจะช่วยกันค้นหาความจริง พวกเขาเริ่มสำรวจห้องทั่วสตูดิโอ ภายใต้พื้นไม้เก่า ๆ เจอกล่องเหล็กใบหนึ่ง ล็อกด้วยสายโซ่ขึ้นสนิม
ภูริตหยิบคีมจากคลังวาด รูมือไปที่แม่กุญแจ สีหน้าลังเล แต่ตัดใจบิดมันออก สายโซ่คลายเสียงดัง กล่องเปิดเผยจดหมายเก่าเลอะหมึกกับภาพวาดใบหนึ่ง
อาชวินอ่านจดหมายนั้นด้วยเสียงสั่น “ขออโหสิ…ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้น ฉันพรากบางอย่างไป…”
ภาพวาดใบนั้น คือหญิงสาวแปลกหน้า หน้าซีดขาวยืนกลางสตูดิโอ ดวงตาว่างเปล่าเหมือนพิณเมื่อคืน
ทันที ใต้ผืนผ้าใบขนาดใหญ่ ใต้โต๊ะพิณ มีคราบเลือดแห้งเก่า ๆ ปรากฏขึ้น
นิวสะอึกเสียงดัง ภูริตหน้าซีดเผือด ขณะเดียวกันแสงไฟดับทั้งสตูดิโอ เงาดำอีกเงาหนึ่งหลังม่านเคลื่อนเข้าช้า ๆ
เสียงพิณกระซิบ “เธอกลับมาแล้ว เธอจะไม่ยอมให้อภัย ใครที่ลืมคืนวันนั้นไป”
อาชวินและชลันท์หันขวับมอง กันขนานนัยน์ตา กลิ่นสีและสนิมลอยแรงในอากาศ
นิวร้องไห้พร่ำ “เราทำอะไรผิด…บอกเราทีพิณ เธอเอาคืนไม่ได้เหรอ”
เสียงกรอบภาพแตกดังเปรี๊ยะ ภาพวาดผู้หญิงในอดีตปรากฏกายขึ้นตรงกลางห้อง ตัวเย็นเฉียบ พูดด้วยเสียงแหลม “ใครสัญญาจะไม่เปิด…แต่ทุกคนหักสัญญา”
ภูริตก้าวออกจากกลุ่ม ใจสั่นแต่ตัดสินใจ “ต่อให้กลัว…ผมขอโทษที่เคยหนี”
อาชวินหายใจถี่ ก่อนตัดสินใจ “เราต้องช่วยพิณ รื้อความกลัวในใจแต่ละคน ใครกล้าบ้าง!”
ทุกคนส่งสายตาลึกถึงกันและกัน ประโยคสั้น ๆ แฝงความหมาย “เราไม่ใช่คนเดิมแล้ว”
นิ้วมือเย็นของพิณแตะที่กรอบภาพ เสียงร้องไห้เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะน้อย ๆ “ขอแค่เธอจำได้ว่าเคยสัญญาอะไร แม้จะเจ็บ แต่การให้อภัยคือหนทางเดียว”
นิวสั่นเทา เดินเข้าไปกอดพิณ น้ำตาไหลพราก “ฉันขอโทษนะ…เราทุกคนอาจจะผิดจริง ๆ ที่กลัวจนลืมกัน”
เสียงของผู้หญิงในภาพค่อย ๆ จางหายไปกับแสงอาทิตย์แรกที่ส่องผ่านผนังสตูดิโอ ทุกอย่างกลับมาเงียบงัน เหลือเพียงกลิ่นอายแดงเรื่อในอากาศและผืนผ้าใบขาวรอการเริ่มต้นใหม่
ภูริตก้มหน้าลง วางมือลงบนหัวเข่า “เรากล้าที่จะเผชิญความผิดของตัวเอง…แค่เรายังไม่สายเกินไป”
อาชวินหันไปปลอบใจทุกคน หัวเราะเบา ๆ คลายความกลัว “บางที การเติบโตมันก็ต้องเริ่มจากความกล้าใหม่ ๆ แบบนี้แหละ”
มือแต่ละคนจับแน่น สะท้อนในแสงเช้าที่เปลี่ยนทุกสิ่ง ภายใต้ภาพวาดผืนใหม่ ทุกคนพร้อมจะวาดเรื่องราวของตัวเองอีกครั้ง — ในสตูดิโอศิลปะที่เต็มด้วยอดีตและการให้อภัย