ผีเงาของหอศิลป์
เสียงล้อเลื่อนของถังสีบนพื้นกระเบื้องสะท้อนก้องในอากาศ สตูดิโอศิลปะลอยฟ้าชั้นสี่สิบเก้ายังคงอบอวลด้วยกลิ่นน้ำมันสนและร่องรอยเมฆนอกหน้าต่างที่ลอยต่ำเจือฝุ่นควันกรุงเทพฯ อิงฟ้านั่งเหลาดินสออยู่ริมกระจก หยิบกระดาษสเกตช์มาจ้อง พลางเหลือบมองซากุระ—เด็กใหม่หน้าตาอ่อนกว่าวัย—กำลังจัดพู่กันอย่างขยันขันแข็ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“หวัดดีค่ะ พี่ชื่ออิงฟ้านะ” อิงฟ้าเอ่ยเบา ๆ พยายามหาจังหวะเข้าไปคุย ขณะพี่เชษฐ์—เจ้าของสตูดิโอ—เดินแจกแจงงานตามปกติ
ซากุระยิ้มเจื่อนแต่ไม่ได้ตอบ ได้แต่ก้มหัวจนปลายผมตกใกล้กระป๋องสี เสียงก๊อกน้ำล้างพู่กันดังแตกกระจาย แพท เบญจา และแทนเพื่อนร่วมฝึกงานทยอยเดินเข้ามา เติมชีวิตชีวาในบรรยากาศชื้นอับ รอยยิ้มที่ไม่ค่อยแนบแน่นนักถูกแจกจ่ายตลอดเช้า—ทุกคนต่างเก็บความคิดของตัวเองไว้หลังดวงตาที่ลึกซึ้ง
“คืนนี้อยู่ดึกหน่อยนะ มีงานนิทรรศการต้องเตรียม” เสียงพี่เชษฐ์ตะโกนข้ามห้อง ทุกคนต่างขานรับอย่างกลัวจะขัดใจ งานประจำในสตูดิโอนี้คือความอดทน—ใครไม่ไหวก็จะหายไปแบบไร้ร่องรอย
พักเที่ยงในครัวเล็ก ๆ แพทกึ่งกระซิบกึ่งพูด ขณะซากุระเดินถือกล่องข้าวมานั่งริมหน้าต่างห่าง ๆ “นางนี่ยังไง ๆ อยู่นะ ทำเหมือนไม่อยากคุยกับใครเลย”
แทนเหลือบมองอย่างหมั่นไส้ แต่กลับเห็นเงาของซากุระบนกระจกบานข้างที่วูบหายไปราวกับไม่ได้มีตัวอยู่จริง อิงฟ้าพยายามแยกแยะว่าเป็นเงาจากเมฆหรือจินตนาการมากกว่า แต่ความรู้สึกเย็นหลังคอลอบเลื้อยราวอากาศสั่น
เย็นนั้นทุกคนเตรียมจัดผลงานขึ้นแขวน อิงฟ้าก้มหน้าติดเฟรมแคนวาสกับไม้ ไม่ทันเห็นว่าเมื่อซากุระลุกไป พื้นที่ที่นั่งเหลือเพียงรอยเปื้อนสีดำขลับ รูปเงาคนลาง ๆ รูปร่างเหมือนกำลังเขย่งเท้าหายไป
“อ้าว น้องซากุระไปไหนวะ” เบญจาเดินมาบ่น คิ้วขมวดแน่น มองหาอีกฝ่ายทั่วสตูดิโอ
“เห็นยังเดินอยู่แถวนี้เมื่อกี้เอง” อิงฟ้าขมวดคิ้ว เธอเดินตามร่องรอยสีกริบ ๆ ไปจนสุดทางเดินที่ทอดขนานกับขอบหน้าต่าง เสียงลมสวนผ่านสั่นกระจก อากาศเหมือนหนักขึ้นจนต้องสูดลมหายใจลึก
“น้องหายไปจริง ๆ เหรอ” แทนว่าเสียงสั่น พลางยกมือถือกดเบอร์ซากุระแต่ไร้สัญญาณตอบ
แพทยืนค้ำหน้าโต๊ะริมมุมห้อง ตาค้างนิ่ง “ท…ทุกคนดูนี่ดิ” เธอชี้มือไปที่รอยเปื้อนรูปร่างคนรูปหนึ่งบนพื้น มันดำสนิทผิดปกติ เหมือนสีสดเกินคำบรรยาย ยังเย็นชื้นจนน่าสงสัย
ความเงียบปกคลุม กลิ่นน้ำมันสนเจือกลิ่นประหลาดที่ไม่เคยเจอในห้อง ศิลปินทั้งสี่คนต่างหยุดหายใจ มองหน้ากันอย่างตื่นตระหนก
“จะ…จะมีใครเป็นอะไรมั้ยอะ” เบญจากระซิบ สายตาวูบไหว อิงฟ้าเดินเข้าไปก้มดูรอยเปื้อน พลางสูดกลิ่นมันจาง ๆ เนื้อสีไม่แห้ง ทั้งที่อากาศในหอศิลป์ควรทำให้ระเหยแล้ว
เชษฐ์โผล่มาอย่างฉับพลัน “เสียงอะไร!” เขาตาตี่เดินมา พลางก้มพิศดูรอยสีบนพื้น สีหน้าเปลี่ยนวูบเป็นกังวล แต่แสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน “พวกเราทำงานต่อเลย ยังมีอีกหลายอย่างต้องจัด” เขาไม่พูดถึงซากุระแม้แต่นิด
ตกค่ำ อิงฟ้านั่งนิ่งอยู่บนม้านั่งหน้ากระจก ยกมือถือขึ้นส่องมุมห้อง พยายามหาเงาซากุระในกล้องถ่าย เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเงาเส้นหนึ่งปรากฏบนเลนส์ แม้ในห้องจะว่างเปล่า
“อิง…” เสียงแทนดังขึ้นข้างหลัง “เราว่าเราเห็นอะไรแปลก ๆ อะ ในห้องเก็บงานเก่า” เขามือสั่นถือไฟฉาย อิงฟ้าก้าวตามไปช้า ๆ
ประตูห้องเก็บของเปิดอ้า เสียงล้อถังสีไหลไปเองทั้งที่ไม่มีใครแตะ แพทกับเบญจาเดินตามหลัง เงาทุกคนทอดยาวผิดธรรมชาติบนพื้นไม้
ในห้อง เก่าเบียดแน่นด้วยกรอบรูปคลุมผ้า ฝุ่นฟุ้ง กลางห้องมีเฟรมขนาดย่อม ลวดลายเหมือนรอยฝ่าเท้าเปื้อนสีดำ วิ่งวนไปทั่วแคนวาส อิงฟ้ามองหน้าทุกคน แต่ละคนรู้ได้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่เกี่ยวกับซากุระ
แทนเอื้อมมือไปลูบขอบเฟรม ทันใดนั้นไฟในห้องกะพริบวูบ ร่างหนึ่งเหมือนวูบในสายตา ท่ามกลางความมืด ทุกคนหวีดร้อง อิงฟ้ายืนแข็งเช่นถูกตรึงไว้ด้วยสายตาคู่นั้นที่ลอบกะพริบในเงามืด
แล้วยามไฟกลับมา เฟรมภาพฝ่าเท้ายังคงอยู่ แต่กลิ่นนั้นรุนแรงกว่าก่อน ทั้งหมดเงียบกริบ แต่รู้ว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติ หลายคนกระซิบ ไม่กล้าเอ่ยชื่อซากุระอีก จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูจากด้านนอก ทุกคนหยุดนิ่ง หัวใจเต้นรัว เงาของใครบางคนลอยข้ามช่องประตูด้านนอก ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครยืนตรงนั้น
แพทย์เก็บมือปิดปาก ตาเบิกกว้าง “มันเหมือนกับ…มันจ้องเราอยู่” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกลัว ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ยังไม่มีใครขยับหนี ความกลัวเปลี่ยนเป็นความเทาเป็นเงาปกคลุมห้อง
คืนนั้นพวกเขาไม่มีใครข่มตาหลับได้ เสียงฝีเท้าบนเพดาน ดังเป็นช่วง ๆ เงาปรากฏ และหายไป อิงฟ้าลุกขึ้นไปที่กระจก ริมหน้าต่างเมฆหนาทึบ เธอเงยหน้ามองดูเงาสะท้อนในตัวเองอีกครั้ง เพิ่งสังเกตว่าในเงาสะท้อนมีแค่เธอ—แต่ทุกคนบนเตียงยังอยู่ครบ
เช้าตรู่วันถัดมา บรรยากาศในสตูดิโอแน่นตึงไปด้วยความเงียบ ทุกคนต่างระแวงซึ่งกันและกัน อิงฟ้าเอ่ยถามพี่เชษฐ์ตรง ๆ “เมื่อคืนพี่เจออะไรมั้ย เรื่อง…รอยสี…” เชษฐ์หลบสายตาแล้วทำท่าเปิดตารางงานต่อ ไม่ยอมพูดอะไร
แทนเดินเข้ามาหาอิงฟ้า “เราคิดว่า…มันเกี่ยวกับรูปวาดต้องห้ามอันเก่า พี่เชษฐ์เคยบอกว่าห้ามเปิดผ้าคลุมอันนั้นใช่มั้ย” เสียงเขาลดลงจนแทบเป็นกระซิบ
แพทกับเบญจาเดินเข้ามาสมทบ “เราว่าเราช่วยกันค้นหาสาเหตุดีกว่า ถ้าเราปล่อยไว้อย่างนี้…อาจจะไม่ใช่แค่ซากุระที่หายไป” แพทกระซิบเสียงสะท้อนแข่งกับความกลัวในใจตนเอง
ทั้งสี่จึงตัดสินใจ ปลุกความกล้าขึ้นมาต่อสู้กับความกลัวที่เรื้อรังในใจ เดินเข้าห้องเก็บงานพร้อมกันอีกครั้ง พวกเขาดึงผ้าคลุมออกจากเฟรมต้องห้าม ภาพตรงหน้าคือหญิงสาวไร้หน้า มือสองข้างวาดเป็นเงาสีดำกำลังไขว่คว้าบางอย่างอยู่นอกกรอบ
“มัน…เหมือนกับที่เราเห็นเมื่อคืน” เบญจาพูดช้า ๆ เสียงแผ่ว แต่เต็มไปด้วยความทุกข์ใจ แพทขยับปากเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่หยุดไป สุดท้ายเอ่ยออกมาคำหนึ่ง “รูปนี้…คืออดีตของใครบางคนใช่มั้ย”
เชษฐ์เดินเข้ามาเงียบ ๆ สีหน้าซีดขาวอย่างกังวล “ฉัน…ขอโทษ ฉันเคยเจอเรื่องแบบนี้ตอนสร้างสตูดิโอใหม่ ๆ มีคนหายไปหนึ่งคน…และเขาไม่เคยกลับมาอีก”
“แล้วถ้า…เราวาดอะไรลงไปใหม่ จะช่วยซากุระได้มั้ย” อิงฟ้าถามเสียงเบาหวิว น้ำตาคลอ หนึ่งในความกลัวใหญ่สุดของเธอคือต้องสูญเสียคนที่เพิ่งเริ่มผูกพัน ในใจส่วนลึกเธอผิดกับใครมาตลอด เธออยากเปลี่ยนมัน
ทุกคนช่วยกันวางแผน เบญจาร่างเค้าโครง แพทหยิบสีดำออกจากกล่อง อิงฟ้าเติมรายละเอียดบนใบหน้าในภาพตรงนั้น แทนวาดมือยื่นออกมานอกกรอบ ฝ่าฟันความกลัวไปพร้อมกัน เสียงพู่กันลากบนผ้าใบดังก้องกังวานในใจทุกคน
เพียงชั่วขณะ หญิงสาวในภาพเริ่มได้รูปหน้า แววตาเศร้าโศก บรรยากาศโดยรอบเริ่มสั่นไหว ลมแรงพัดจนหน้าต่างสั่น เงาสีดำบนพื้นค่อย ๆ จางหาย เงาของซากุระคล้ายกำลังหลุดออกมาจากเฟรม แต่สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวด อิงฟ้าก้าวไปจับมือเงานั้น “ขอโทษนะ…ฉันควรฟังเธอตั้งแต่เธอขอคุยใจจริง”
น้ำตาของซากุระไหลอาบหน้า เธอกระซิบว่า “อย่าพึ่งตัดสิน ฉันแค่ไม่กล้าไว้ใจใคร…” ก่อนร่างจะค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยยิ้มเศร้าบนแคนวาส ผนึกความทรงจำและความลับของทุกคนไว้ในสีสดนั้น
เหตุการณ์นั้นกลายเป็นบทเรียน ทุกคนต่างเปลี่ยนแปลง อิงฟ้ากล้าคุยตรง ๆ กับคนรอบข้าง แทนเริ่มซื่อตรงกับความรู้สึกตนเอง แพทและเบญจาเรียนรู้ที่จะไม่ใช้เสียงหัวเราะกลบเกลื่อนสิ่งที่กลัว ส่วนเชษฐ์ยอมรับอดีตเสียที
นิทรรศการเปิด วันนั้นภาพหญิงไร้หน้าแขวนอยู่กลางห้องสะท้อนแสงแดด ทุกคนมองมันด้วยแววตาใหม่ แม้ซากุระจะไม่มีตัวตนกลับมา แต่ความสัมพันธ์และความเข้าใจในหมู่เพื่อนฝึกงานก็ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม เงาบนพื้นจางไป เหลือเพียงเสียงหัวเราะอบอุ่นที่จริงใจและแววตาเต็มด้วยความหวังปนเศร้าที่ยังคงงดงามเหนือชั้นเมฆ