ดอกไม้ใต้สายฝน
เสียงฝนตกกระหน่ำลงบนหลังคาอาคารมหาวิทยาลัย กลิ่นดินเปียกชื้นลอยคลุ้งอยู่กลางห้องเรียนที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงปลายนิ้วของ ‘ไข่มุก’ เคาะโต๊ะเป็นจังหวะที่จะว่าเบื่อก็ไม่เชิง เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง สายฝนพร่ำกับท้องฟ้าที่หม่นหมอง กลายเป็นภาพที่ตัดกับสายตาเด็ดขาดของ ‘พายุ’ ชายหนุ่มที่นั่งอยู่มุมขวาของห้อง พายุก้มหน้ากับสมุดโน้ต ไม่ใส่ใจเสียงจอแจของคนรอบข้าง เช่นเดียวกับที่เขาไม่เคยสนใจไข่มุกเลยแม้แต่นิดเดียว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นี่… นายคิดว่าอาจารย์จะให้จับคู่ไหม” ไข่มุกหันไปถามสาวเพื่อนข้าง ๆ ด้วยเสียงที่แหบนิด ๆ จากอารมณ์ค้างคาประหลาด
สายตาของพายุหลุบขึ้นผ่านเลนส์กรอบดำแวววับ ราวกับรับฟังบทสนทนาแต่ไร้ความสนใจใยดี
จู่ ๆ อาจารย์เดินเข้ามา พร้อมประกาศจับคู่โปรเจ็กต์ข้ามคณะอย่างเยือกเย็น “โปรเจ็กต์นี้ ผมจะจับคู่ให้นะครับ ทุกคนต้องร่วมงานกับคนที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน” สายตาของนักศึกษาทั้งห้องเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและประหม่า รวมทั้งไข่มุกที่เงียบไปชั่วขณะ
เมื่อรายชื่อคู่ประกาศออกมา ‘ไข่มุก – พายุ’ เธอมองหน้าพายุตาโต ส่วนชายหนุ่มโคลงศีรษะแล้วยักไหล่ หลีกเลี่ยงการสบตากันเงียบ ๆ
ช่วงหลังเลิกคลาส ฝนยังไม่หยุด ไข่มุกเดินตรงไปหาพายุที่เตรียมลุกออกจากเก้าอี้ “เราต้องคุยกันเรื่องโปรเจ็กต์นะ นายว่างตอนไหน” เธอยิ้ม ฝืนเก็บความเกร็งไว้ข้างใน
พายุดึงกระเป๋าขึ้นบ่า ลอบถอนหายใจเล็กน้อยก่อนตอบ “เย็นนี้ ที่ห้องสมุด” น้ำเสียงเรียบเฉยและห้วนตามสไตล์เขา เธอยิ้มจาง ๆ ตอบรับ
ณ ห้องสมุดเงียบสงัด เสียงฝนที่หยาดรินเคล้ากับเสียงกระซิบ ไข่มุกเปิดโน้ตบุ๊กจอใหญ่ นั่งตรงข้ามกับพายุที่เน้นแต่ดูเอกสารไม่เงยหน้า ไข่มุกพยายามเริ่มต้นการสนทนา เบา ๆ “นายอยากทำหัวข้ออะไร”
“แล้วเธออยากทำอะไร” พายุตอบสวนโดยไม่มองหน้า
บทสนทนาดำเนินอย่างเงียบ ๆ ระหว่างการค้นคว้า ไข่มุกรับรู้ถึงกำแพงที่พายุก่อไว้ เธอเองก็ไม่ได้เข้าใจเขามากนัก ทั้งที่ไว้ใจง่ายกับทุกคน พายุกลับไม่เปิดใจแม้แต่จะถกปัญหาเล็ก ๆ
เมื่อถึงเวลาแยกย้าย ใต้ชายคาห้องสมุด ไข่มุกลังเลจะเปิดร่มหรือไม่ เพราะสองคนต้องเดินกลับหอพร้อมกัน เธอชวนคุยด้วยเสียงขวยเขิน “นายมาจากต่างจังหวัดเหรอ”
พายุหยุดเดินไปก้าวหนึ่ง “ใช่” เขาไม่พูดต่อ ปล่อยให้ฝนกลบความเงียบไว้
สัปดาห์ต่อมา ไข่มุกต้องเป็นฝ่ายส่งข้อความหาแทบทุกครั้ง “นายเสร็จส่วนของตัวเองยัง” แต่ก็มักได้แต่คำตอบสั้น ๆ เช่น “ยัง” หรือ “เดี๋ยวส่งให้” ไข่มุกเริ่มสับสนกับความนิ่งเฉย แต่เหตุผลที่เธอไม่ถอย คือลึก ๆ มีความอยากรู้จักตัวตนข้างในของเขา
วันหนึ่ง ขณะพายุมาถึงห้องเรียนสาย ทันทีที่เหลือบเห็นข้อมือเขามีรอยแผลเป็นเล็ก ๆ ไข่มุกเหลือบมองแต่ไม่กล้าถาม ความเงียบขรมคลุมบรรยากาศ
งานโปรเจ็กต์เริ่มมีปัญหา เพราะแนวคิดไม่ตรงกัน “ฉันว่าควรเน้นประเด็นด้านสังคมนะ จะได้เข้าถึงง่าย” ไข่มุกเสนอ
“แต่ถ้าไม่เจาะลึก ก็ไม่มีอะไรให้น่าสนใจ” พายุสวนทันควัน กลายเป็นปะทะอารมณ์เล็ก ๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในทีมของไข่มุก การเถียงครั้งนั้นจบลงอย่างกระอักกระอ่วน เมื่อทั้งสองต่างหันหน้าหนีและไม่พูดอะไรกันอีกไปพักใหญ่
คืนวันฝนพรำ ไข่มุกนั่งทวนสคริปต์โปรเจ็กต์อย่างเครียด โทรศัพท์ดังขึ้น เป็นข้อความจากพายุ “ขอโทษ เรื่องวันนี้” เพียงแค่นั้น เธอยิ้มเบา ๆ ขณะตอบกลับว่า “ไม่เป็นไร ฉันเองก็อาจดื้อไปบ้าง” กำแพงบาง ๆ ดูเหมือนจะเริ่มร้าวทีละน้อย
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังการโต้เถียง ไข่มุกกับพายุพบกันที่โรงอาหารโดยบังเอิญ ไข่มุกลังเลจะทักทาย แต่สุดท้ายตัดสินใจนั่งร่วมโต๊ะ “เราต้องคุยกันเรื่องโปรเจ็กต์นะ… เอาจริง ยังอยากจะร่วมมั้ย”
“จะหนีไปได้ไงล่ะ” เขาตอบพลางหลบตาเล็กน้อย
ทั้งสองเริ่มแบ่งงานกันใหม่ พายุดูแลการวิเคราะห์ ส่วนไข่มุกดูแลนำเสนอและออกแบบ แม้จะเป็นวิธีที่ชวนให้อึดอัดระยะแรก แต่ก็พบว่า ต่างฝ่ายต่างมีจุดแข็งสำหรับชดเชยกัน
ค่ำวันหนึ่ง หลังประชุมกลุ่มเสร็จ ไข่มุกเดินตากฝนกลับหอคนเดียว จู่ ๆ พายุเดินตามหลังกางร่มให้แบบเงียบ ๆ โดยไม่ได้เอ่ยอะไร ไข่มุกเหลือบมองเขา อยากพูดบางอย่างแต่ก็ไม่กล้า ท่ามกลางหยาดฝนนั้น มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะและความอึดอัดในอากาศ
วันหยุด ไข่มุกได้รับสายโทรศัพท์จากแม่ ซึ่งพูดถึงปัญหาการเงินของครอบครัว น้ำเสียงแม่เต็มไปด้วยความกังวล ไข่มุกนั่งนิ่ง ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟังดี พายุผ่านมาเห็นและนั่งลงข้าง ๆ เงียบ ๆ สายตาของเขาบ่งบอกถึงความเป็นห่วง โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำพูด
ระหว่างที่พานั่งทบทวนงานในห้องสมุด ไข่มุกเปิดใจเล่าเรื่องครอบครัวให้ฟัง “ที่บ้าน…ไม่ค่อยพร้อมเรื่องเงิน ไม่อยากเป็นภาระให้ใคร” พายุไม่ได้ปลอบ แค่บอกเบา ๆ ว่า “ฉันเองก็ไม่ได้โตมาแบบสบายสักเท่าไหร่” ประโยคสั้นนั้นทำให้ช่องว่างของความห่างเหินแคบลง
คนสองคนที่เคยตั้งกำแพง เริ่มเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้กันมากขึ้น
เวลาผ่านไป งานโปรเจ็กต์ดำเนินต่อเนื่อง ความขัดแย้งเล็ก ๆ แปรเปลี่ยนเป็นกำลังใจ ทั้งสองคนเริ่มคุยกันมากขึ้นในเรื่องส่วนตัว ไข่มุกถามถึงบ้านของพายุ เขาเพียงเล่าอย่างสั้น ๆ ว่า “ที่บ้านอยู่ชนบท ต้องดูแลแม่กับน้อง…เลยไม่ค่อยสุงสิงกับใคร” ดวงตาเขามีแววเศร้าเจืออยู่ ร่องรอยอดีตซึ่งเก็บซ่อนมานาน
ไข่มุกชวนพายุดูหนังที่จัดโดยชมรมในมหาวิทยาลัย ระหว่างชมภาพยนตร์ ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกันเลย แต่บรรยากาศเงียบ ๆ แบบนั้น กลับอบอุ่นอย่างแปลกประหลาด
พายุเริ่มคอยสังเกตไข่มุกมากขึ้น เธอชอบดอกไม้ป่า ชอบเดินหลบฝน มักจะยิ้มให้ทุกคนแม้ตัวเองไม่ค่อยมีความสุขนัก
เช้าวันหนึ่ง พายุเอาดอกไม้ป่าดอกเล็ก ๆ วางไว้บนโต๊ะเรียนของไข่มุก เธอเห็นแล้วยิ้ม หัวใจเต้นแรงกว่าเดิม
ในขณะที่ความสัมพันธ์คลี่คลาย ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัว เธอเริ่มหวั่นไหวกับความเงียบและการดูแลอย่างแปลกประหลาดของเขา แต่ก็ยังหวั่นใจ ไม่กล้าคิดอะไรมากไปกว่านั้น
ค่ำหนึ่งหลังจากซ้อมพรีเซนต์งานในห้องเรียน ไข่มุกถามขึ้นด้วยท่าทีลังเล “ถ้าโปรเจ็กต์ผ่าน…นายจะกลับบ้านเลยมั้ย”
พายุเม้มปากนิ่งอยู่นาน ในที่สุดก็ยอมรับ “อาจจะต้องกลับ ที่บ้านต้องการฉัน” อารมณ์สับสนเข้าแทรกกลางหัวใจไข่มุก เธอได้แต่พยักหน้าแล้วก้มหน้ากลั้นน้ำตา
ท่ามกลางฝนที่โปรยปราย พายุรับรู้ความเศร้าในดวงตาไข่มุกแต่ไม่ได้พูดอะไร ทุกอย่างจมอยู่ในบรรยากาศอึดอัด ไม่กล้าสานต่อหรือถอยหลัง
ใกล้ถึงวันพรีเซนต์จริง ทั้งสองช่วยกันเตรียมงานอย่างเคร่งเครียด ติดปัญหาเทคนิคในคืนก่อนวันจริง พายุจนปัญญาเลยฟุบหน้ากับโต๊ะ เงียบอยู่นาน ไข่มุกนั่งข้าง ๆ ลูบแขนเบา ๆ “ไม่เป็นไรนะ เวลานายเหนื่อย…ฉันรับฟังได้เสมอ” น้ำเสียงเธออ่อนโยนโดยไม่ต้องพูดคำว่าห่วงใยออกมาตรง ๆ
งานผ่านไปด้วยดี เกินคาด ทุกคนต่างชมเชย ทีมของทั้งคู่กลายเป็นดาวเด่นของคลาส
แต่เพียงวันถัดมา พายุก็เงียบหายไป ไลน์และโทรศัพท์ของเขาไม่ตอบรับ ไข่มุกรู้สึกว่างเปล่า เหมือนขาดอะไรบางอย่าง เธอเดินไปยังมุมโปรดที่พายุนั่งเป็นประจำในห้องสมุด แต่พบเพียงความว่างเปล่า
ผ่านไปหลายวัน เธอกลั้นน้ำตาไม่ได้ สุดท้ายตัดสินใจส่งข้อความหนึ่งบรรทัด “ถ้าไม่อยากคุย ก็บอกกันตรง ๆ ดีกว่านะ”
คืนวันฝนตก ไข่มุกนำร่มกางออกมาเดินฝ่าสายฝนคนเดียว โดยไม่รู้ว่าพายุกำลังยืนหลบอยู่ใต้มุมคณะ วิศวะฯ เขาจ้องมองเธอเงียบ ๆ แล้วถอนหายใจลึก ๆ ในมือคือจดหมายที่เขาเขียนแต่ไม่กล้าส่งให้เธอ
กว่าเขาจะปรากฏตัวก็เป็นช่วงสายวันรุ่งขึ้น ใต้ต้นไม้หน้าคณะ ไข่มุกเงยหน้าขึ้นสบตาพายุ “นายหายไปไหนมา” คำถามเต็มไปด้วยความน้อยใจปนโกรธ
พายุซ่อนมือไว้ข้างหลัง เขาลังเลนานจนในที่สุดก็บอกว่า “ที่บ้านโทรมาตาม…แม่ป่วยต้องรีบกลับบ้าน เลย…ไม่ได้บอก” เสียงจาง ๆ นั้นทำให้ไข่มุกนิ่งงัน เธอเข้าใจที่เขาต้องเลือกครอบครัวก่อนทุกอย่าง
ไข่มุกพยายามปลอบใจตัวเองและทำกิจกรรมในมหาลัยต่อ แต่หัวใจเธอหนักอึ้ง รู้สึกขาดใครบางคนไป เธอแอบร้องไห้ในห้องน้ำ โดยมีเพื่อนสนิทคอยกอดปลอบ
พายุกลับมาเรียนอีกครั้งหลังลางานไปหนึ่งสัปดาห์ หน้าตาเขาโทรมลง น้ำเสียงเย็นชากว่าเดิม แต่ในแววตายังมีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่
ภายหลังเรียนจบโปรเจ็กต์ไปแล้ว ทั้งคู่แทบไม่ได้พูดคุยกันอีก พายุมักจะเลือกเส้นทางกลับหอก่อน ไข่มุกอยู่กับเพื่อน ๆ แต่ใจยังคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่หายไป
วันสุดท้ายของเทอม ไข่มุกเห็นพายุนั่งคนเดียวนอกอาคาร นัยน์ตาเหม่อลอย เธอตัดสินใจเดินตรงไป “นายมีอะไรจะพูดกับฉันมั้ย”
พายุเอื้อมมือส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้ เป็นจดหมายที่ไม่มีหัวข้อ เขียนเล่าว่า เขาเงียบ ไม่ใช่เพราะรังเกียจหรืออยากผลักไส แต่เพราะกลัวจะผูกพัน แล้วต้องแยกจาก เธออ่านข้อความจนจบ น้ำตาคลอ
“ฉันไม่รู้หรอกว่าบางอย่างจะเป็นยังไงต่อไป แต่…ขอบคุณที่ทำให้ฉันเป็นตัวเองโดยไม่ต้องกลัว” เขาพูดเบา ๆ
ไข่มุกจับมือเขาไว้เงียบ ๆ ไม่มีคำสัญญา ไม่มีการสารภาพรัก มีเพียงสัมผัสที่บอกว่าความรู้สึกลึก ๆ ของทั้งคู่ ต่างเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดออกมา
ฝนเริ่มตกลงมาอีกหน ไข่มุกกางร่มให้เขา เดินเคียงข้างกันช้า ๆ ท่ามกลางสายฝน เวลานี้ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อย ต่างคนต่างเรียนรู้ที่จะเติบโต แม้จะต้องกลัวหรือผิดพลาด แต่ก็กล้าที่จะเผชิญความรู้สึกของตัวเองเสียที