เธอที่ริมหน้าต่างฤดูฝน
เสียงฝนตกกระทบกระจกหน้าต่างห้องเช่าขนาดเล็ก ละอองน้ำเลื่อนหมอกขาวลงมาเบลอขอบฟ้าด้านนอก อคินวางสมุดสเก็ตช์ลงกับเข่าก่อนถอนหายใจยาว เขาไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมทุกครั้งที่ฝนตก งานวาดของเขามักหยุดนิ่งเหมือนอารมณ์ที่กักไว้มานาน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเคาะหน้าต่างเบาๆ ดังขึ้น เมย์ในชุดกันฝนตัวใหญ่ยืนอยู่ข้างนอก แววตาสดใสดั่งรอยยิ้มประจำตัว
“เปิดหน่อยสิ จะเปียกอยู่แล้ว!” เธอยิ้มอ่อน กึ่งชวนกึ่งบ่น อคินดึงบานหน้าต่าง เปิดรับสายฝนและเสียงชีวิตเข้าสู่ห้อง
“เมย์ มาไม่นัดอีกแล้ว” อคินหลบตา กั้นขอบเขตระหว่างความเคยชินกับความรู้สึกจริงที่เจือจางในใจ
“ถ้าไม่มาก็คงไม่ได้เห็นมนุษย์โลกวาดภาพเศร้าอีกคนล่ะสิ” เมย์ทิ้งตัวลงข้างเขา ปัดหยาดฝนออกจากผม
เงียบงันแผ่ซ่าน อคินทำท่าเหมือนจะพูดบางอย่างแต่ชะงัก เมย์หันมามอง ปลายนิ้วเธอแตะรอยดินสอในกระดาษ “ฝนยังไม่หยุด นายก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลย”
อคินลากนิ้วตามเส้นรอยสเก็ตช์ “นายเองก็ยังไม่เบื่อฉันเหรอ” เสียงเขาเบา เหมือนกลัวคำตอบที่เจ็บปวด
“สิเบื่อ ฉันจะมานั่งตรงนี้ทำไมล่ะ?” เมย์หัวเราะ ลอยๆ กลบความสั่นไหวในน้ำเสียง
ในความเงียบหลังเสียงหัวเราะ อคินหันไปมองเมย์ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความลังเล เงาฝนทาบหน้าเธอเหมือนฉากหนังขาวดำ
วันต่อมา อคินเดินตามถนนสายเดิมที่เต็มไปด้วยรอยรองเท้าละอองน้ำสาด เมย์ส่งข้อความหา ‘ร้านกาแฟใหม่ตรงมุมถนน ลองไปด้วยกันไหม?’ เขาตอบตกลง ทั้งที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากเจอเมย์หรือกลัวที่จะห่างเธอ
เสียงแก้วกาแฟกระทบจานข้างในร้าน เพลงแจ๊ซเบาๆ ลอยคลอ อคินนั่งมองเมย์จิ้มฟองนมบนแก้วด้วยสีหน้าใจลอย
“ช่วงนี้วาดรูปอะไร” เมย์ถาม อีกมือใส่น้ำตาลคลุกเคล้า เพื่อเบี่ยงเบนเส้นสายความคิดจากดวงตาของอคิน
“เหมือนเดิม พวกวิว ฝน… ฉันไม่ค่อยกล้าวาดคน” อคินพูดติดขัด
“ก็เลยวาดแต่เงาของตัวเองนะเหรอ” เมย์เอียงหัว ยิ้มบางๆ
อคินหลบตา ความเงียบอึดอัดคืบคลาน “บางครั้ง ฉันคิดว่าฉันคงติดอยู่กับอดีตมากเกินไป”
เมย์ไม่ได้รีบตอบ เธอวางช้อน หันจ้องตาอคิน “นายยังโกรธพ่อใช่ไหม เรื่องเมื่อนั้น…”
เสียงฝนกระทบกระจกอีกครั้ง อคินนิ่งไปนาน ก่อนตอบ “ฉันไม่แน่ใจว่าคือโกรธหรือกลัว… บางทีฉันกลัวจะถูกทิ้งไว้อีก”
หวังแต่แอบลุ้นครึ่งยิ้มจากเมย์ แต่เธอกลับเงียบ เสียงเพลงกลบความลังเล และความจริงที่ลอยวนในร้านกาแฟ
หลายวันต่อมา เมย์ชวนอคินไปร้านหนังสือเก่า เธอเลือกเล่มนิทานที่ปกสีซีด “ชอบเรื่องเจ้าชายนักวาดรูปไหม?” เธอยื่นให้ ดูเหมือนถามลอยๆ
“มันจบยังไง” อคินถามกลับโดยไม่เปิดหนังสือ
“เจ้าชายเขียนภาพอยู่คนเดียว…จนเข้าถึงใจตัวเอง” เมย์กระซิบก่อนเดินไปเลือกหนังสือเล่มอื่น ทิ้งอคินไว้กับรอยยิ้มลึกซึ้ง
ฤดูฝนผ่านไปบางส่วน อคินพบว่าตัวเองเริ่มลืมอดีตได้บ้าง เมย์ชวนออกไปวาดรูปข้างนอก ท้องฟ้าสลัว ใบไม้ฉ่ำด้วยหยาดฝน อคินวาดหน้าของเมย์ครั้งแรกโดยไม่ได้ตั้งใจ เมย์หัวเราะเบาๆ “ในที่สุดก็กล้าวาดคนแล้ว”
“นายรู้ไหม เวลาเงียบๆ ฉันกลัว” เมย์พูดช้าๆ แล้วก็หยุดนิ่ง “กลัวว่าสักวันนายจะไม่ต้องการฉันอีก”
อคินไม่กล้าตอบ นิ่งงันไปนาน ก่อนจะวาดลายเส้นใหม่ทับรอยเดิมในภาพ ราวกับต้องการย้ำความรู้สึกที่ใจตนเองยังไม่กล้าเอื้อนเอ่ย
เย็นวันหนึ่ง อคินได้รับจดหมายจากแม่ แม่บอกว่าพ่อป่วยหนัก อยากให้เขากลับไปเยี่ยม อคินนั่งเงียบอยู่ริมหน้าต่าง สายฝนเหมือนเดิมแต่ใจไม่เหมือนเดิม เมย์เข้ามานั่งข้างๆ
“จะกลับบ้านไหม?” เมย์ถามเสียงอ่อน อคินหันไปสบตา น้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้ “ฉันไม่พร้อมเจอพ่อ”
“แต่ถ้านายไม่ไป…จะไม่เสียใจเหรอ?” เมย์เอื้อมมือแตะมือเขาเบาๆ อคินกลืนน้ำลาย ยังคงลังเล
“ฉันกลัวจะถูกทิ้งไว้อีก ฉันกลัวความหวังดีจะทำให้ผิดหวัง ตอนแม่จากไป ฉันยังโกรธพ่อไม่หาย”
เมย์นิ่งไปนาน กระซิบแผ่ว “ไม่มีใครอยู่กับเราได้ตลอดไปหรอก… ถ้านายยังไม่ให้อภัยคนที่รักเรานะ นายจะวาดรูปที่แท้จริงของตัวเองได้ยังไง”
หลายวันต่อมา อคินจึงตัดสินใจกลับบ้าน เมย์ช่วยจัดเป้ เดินมาส่งถึงป้ายรถโดยสาร เธอไม่ได้พูดอะไรมาก แค่ยิ้มและยกมือโบกลา สายตาเธอเหมือนจะบอกว่าถ้านายกล้า ฉันจะรออยู่ตรงนี้
บ้านในวัยเด็กเปียกชื้นด้วยกลิ่นฝนเก่า พ่อของอคินซูบผอมแต่ยิ้มจาง อคินนั่งอยู่ขอบเตียง ความรู้สึกหวั่นๆ กับความโกรธเก่าไหลรวมกันในอก
“ชีวิตมันไม่ง่ายใช่ไหม” พ่อถามเสียงแผ่ว
อคินส่ายหน้า ไม่กล้าสบตา ลมหายใจหนึ่งผ่านไป เสียงฝนหยดลงกระเบื้องหลังคา “ผมผิดหวัง แต่ก็กลัวจะเสียพ่อไปจริงๆ”
“บางครั้งคนเราต้องเสียอะไรไปก่อน ถึงจะเข้าใจว่ารักแปลว่าอะไร” พ่อยิ้มจาง น้ำตาเอ่อในตาอคินโดยไม่รู้ตัว
คืนสุดท้ายก่อนกลับ อคินนั่งวาดรูปใต้ไฟสลัว ภาพครอบครัวในอดีต ถ่ายซ้อนกับภาพตัวเองในปัจจุบัน เขาร้องไห้ครั้งแรกในรอบหลายปี รู้สึกโล่งอกเมื่อเขียนข้อความใต้ภาพว่า “ให้อภัยตัวเอง”
เมื่ออคินกลับกรุงเทพฯ เมย์มาต้อนรับ ตบไหล่แล้วหยิบหนังสือเล่มเดิมยื่นคืน “เจ้าชายนักวาดรูป กลับมาจากปราสาทของตัวเองแล้วเหรอ?”
เธอยิ้มแบบรู้ทันแววตา อคินหัวเราะเบาๆ อายแต่เต็มไปด้วยความหมาย
จากนั้นสองคนใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น เมย์พาอคินเดินชมหอกลางเมือง ลองวาดรูปผู้คน อคินเริ่มสนุกกับการวาดชีวิตจริงมากขึ้น
แต่เมื่ออคินถูกเชิญไปแสดงงานศิลป์ครั้งใหญ่ที่เชียงใหม่ เขาต้องเลือกระหว่างความฝันกับความผูกพันใหม่ เขาลังเล เพราะหากย้ายไปอาจห่างเมย์ไปอีกไกล
“ฉันควรไปไหม” อคินถามเมย์ ทั้งที่ในดวงตาซ่อนไว้ด้วยคำว่าขอร้องให้รั้ง
เมย์เงียบ นิ่งขรึม “ฉัน…ไม่อยากให้นายไป แต่ถ้าไม่ไป นายจะเสียใจยิ่งกว่านี้”
“แล้วเราจะเป็นยังไง?” อคินใจสั่น
“ก็ขาดกันไปชั่วคราวไง…แต่ฉันอยากให้นายเห็นโลกกว้างขึ้น” เมย์เสียงเบา ดวงหน้าฝืนยิ้ม
วันเดินทาง เมย์มาส่งที่สถานีรถไฟ สายฝนโปรยปรายเบาๆ เมย์ลังเลอยู่นานก่อนพูด “ห้ามลืมบันทึกภาพที่ฉันอยากเห็น… คือ รอยยิ้มเวลาเจอนายอีกครั้ง”
อคินแบกเป้ขึ้นรถไฟ ใจปั่นป่วนพลางโบกมือ เมย์ยิ้มกล้ำกลืน น้ำฝนผสมหยดน้ำตาบนหน้า
เวลาผ่านไปหลายเดือน อคินส่งรูปสเก็ตช์ชีวิตใหม่มาให้เมย์ทางจดหมาย เมย์บันทึกเสียงเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของเธอ ทั้งคู่ค่อยๆ ปรับตัวกับชีวิตที่ห่างกัน ติชมผลงานกันและกัน ความคิดถึงกลายเป็นแรงบันดาลใจ
คืนหนึ่ง หลังงานนิทรรศการใหญ่ อคินมองภาพวาดผู้คนยิ้มในหอศิลป์ เขานึกถึงแววตาเมย์ น้ำเสียงของเธอ และความกล้าที่เขาได้รับจากการรักและให้อภัยตัวเอง
สุดท้ายเมื่อฤดูฝนเวียนมาอีกครั้ง อคินกลับมาเยี่ยมกรุงเทพฯ เขาไม่รู้ว่าเมย์รออยู่หน้าต่างห้องเช่าหรือไม่ แต่เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไป เมย์ยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมรอยยิ้มที่คุ้นเคย
ไม่มีคำพูดยาว เมย์หัวเราะ “แล้วเจ้าชายของเธอล่ะ…ได้เห็นรอยยิ้มของตัวเองรึยัง”
อคินหัวเราะ พร้อมน้ำตาแห่งการเริ่มต้นใหม่ “เห็นแล้ว เพราะเธอเลย”
เสียงฝนพรำเบาๆ กลายเป็นเพลงประกอบชีวิตของคำว่า “เราสองคน” ที่หวานซึ้งและเป็นจริงทุกหยด