เสียงเงาในหอเก่า
เสียงฝนรินตกกระทบหลังคาเหล็กเก่า เงาของต้นไม้เยื้องซ้อนผ่านหน้าต่างกระจกใสในห้องพักหมายเลข 34 เมกอดแขนตัวเองขณะวางกระเป๋าเป้ลงข้างเตียง กลิ่นอับและกลิ่นสนิมฝังลึกในอากาศ «แปลกจัง» เธอบ่นเบา ๆ สายตาเหลือบสำรวจห้อง หวังจะหาเสียงคุ้นเคยมาชดเชยความว่างเปล่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เพื่อนร่วมห้องของเธอยังไม่มา หน้าประตูยังคงปิดสนิท เมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พยายามโทรหาแม่อีกครั้งแต่สัญญาณหลุด พื้นที่เงียบกริบยิ่งกว่าที่ใด เธอเดินไปที่หน้าต่าง เห็นชายคาของหอพักหลังถัดไปมีเงาใครบางคนยืนมองขึ้นฟ้าอยู่นานก่อนจะเดินหายไปหลังพุ่มไม้
เมถอนหายใจ เธอเอาหูแนบกับผนังแล้วได้ยินเสียงบางอย่าง แรกเหมือนเสียงลมหายใจ ต่อมาคล้ายเสียงกระซิบ หัวใจเต้นแรง เธอกะพริบตาเร็ว ๆ จังหวะที่เพื่อนร่วมห้อง—“เตย”—ผลักประตูเข้ามาดังโครม
«นี่คุณ…! ฉันขอโทษนะ เพิ่งมาหาเตียง» เตยยิ้มแหย เธอวางของเงียบ ๆ ไม่สบตาเมตรง ๆ แล้วรีบเปิดลิ้นชักมุมห้อง «คุณได้ยินเสียงอะไรหรือเปล่าเมื่อคืน?» เตยกระซิบเสียงแผ่ว เมส่ายหน้า «เปล่านี่…หรือฉันหลับสนิทไป»
เตยนิ่ง หันมองหน้าต่างที่เปียกชื้น นิ้วเธอกดกับกระจกเบา ๆ ดูแววสั่นกลัว
เวลาค่ำ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง เมมองเตยอย่างลังเลก่อนเดินไปเปิด พบกลุ่มรุ่นพี่สองคน—“กร” กับ “เนย” รุ่นพี่หอที่มีชื่อเสียงเรื่องชอบออกกฎแปลก ๆ «คืนนี้ห้ามเดินออกนอกห้องหลังสามทุ่มนะคะ» เนยพูดเสียงเรียบ กรเสริม «ถ้าได้ยินเสียงอะไรก็อย่าเปิดประตูเด็ดขาด»
สายตาของกรวูบผ่านพื้นทางเดิน แววตาตึงเครียดราวกับรู้มากกว่าที่พูด เมกับเตยสบตากัน รู้สึกได้ถึงกระแสความกดดันบางอย่าง
หลังไฟห้องดับช่วงสี่ทุ่ม เมสะดุ้งขึ้นเพราะเสียงกรีดร้องเบา ๆ จากทางเดิน พวกเธอซ่อนตัวใต้ผ้าห่ม เตยหนาวสั่นตัวสั่นงัน «คุณคิดว่าเสียงนั้นมาจากไหน…มันฟังเหมือนเสียงร้องขอให้ช่วย»
เวลารุ่ง เมพบว่าประตูห้องข้าง ๆ เปิดแง้มเล็กน้อย เธอแอบเดินไป เห็นห้องไร้การจัดของ ทุกอย่างยังอยู่ที่เดิมแต่ไม่มีใครอยู่ «ต้องเป็นฝีมือใครสักคนแน่» เมพึมพำ
หลังประชุมหอพักช่วงบ่าย รุ่นพี่ประกาศว่ามีนักศึกษาปีหนึ่ง—“เฟิร์น”—หายตัวไปตั้งแต่เมื่อคืน รุ่นพี่เนยขอให้ทุกคนอยู่ในหอ ห้ามติดต่อใครนอกหอ ยิ่งสร้างความไม่สบายใจให้กับเม เตย และเพื่อน ๆ
ระหว่างมื้อค่ำ เมเห็นกรกับเนยนั่งเงียบสนิทในมุมสุดห้อง ทุกครั้งที่มีคนพูดถึงเฟิร์น พวกเขาจะหลบสายตากันทันที
คืนนั้น เตยกระซิบว่าเธอเห็นเหงาหนึ่งบนระเบียงหลังห้องน้ำ เธอชวนเมไปดูด้วยกัน ทั้งสองเดินย่องเงียบ ๆ ในความมืด เสียงฝีเท้าเบา ๆ กับเสียงน้ำหยดกระทบพื้นลินที่ขรุขระ เสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดังลอดออกมาจากห้องอาบน้ำ เตยมือเย็นเฉียบ ดึงสาบเสื้อเมแน่น
ในเงาลาง ๆ ของประตู เขียนรอยเล็บขีดเป็นแนวขวาง เมยื่นมือแตะประตู รู้สึกถึงลมเย็นปะทะข้อมือ เสียงร้องหายใจเฮือกหนึ่งดังก้องพร้อมกับแสงไฟแวบหนึ่ง คนสองคนผงะถอยกลับทันที
รุ่งเช้า เตยเริ่มหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องนั้น เมเองก็ไม่กล้ากล่าวถึง ทั้งสองรู้สึกว่ามีเงาตามหลังเวลาเดินแต่ละก้าว หลังเลิกเรียน เมสังเกตว่ามีหนังสือเล่มหนึ่งตั้งอยู่โทรม ๆ ใต้เตียงของเฟิร์น พับแผ่นกระดาษแปลก ๆ ข้างใน บนหน้าปกมีเพียงคำว่า “คำขอคืน” เขียนด้วยหมึกซีด
เมแปลกใจ เธอซ่อนหนังสือไว้ใต้หมอน ตอนกลางคืนเธอได้ยินเสียงคนลากเท้า โหยหวนสั้น ๆ จากทางเดินก่อนเสียงเงียบลงแบบผิดธรรมชาติ
เช้าถัดมา ก่อนเข้าเรียน เมเดินสวนกับเนยที่หน้าบันได หญิงสาวรุ่นพี่พยายามหลบตา เมกัดฟันถาม “เฟิร์นหายไปไหน” เนยไม่ตอบ เธอเพียงกำชายกระโปรงแน่นและหันหลังเดินไป
ในห้องเรียน เตยซ่อนน้ำตาเอาไว้ เมื่อเมสงสัยจึงถามออกไปแบบลังเล “เตย…คุณมีอะไรปิดบังหรือเปล่า?” เตยมองหน้าผ่านม่านผมสีดำ “ขอโทษ…ฉันกลัว” เตยพูดเสียงสั่น
คืนนี้ฝนตกหนัก ท้องฟ้ามืดสนิท ไฟในหอพักดับทั้งตึก เตยหลบอยู่ใต้โต๊ะ เข่ากอดอก มือปิดหู เมเดินหาเทียนไขในความมืด ขณะนั้นเธอได้ยินเสียงเรียกชื่อเบา ๆ เหมือนมาจากทุกทิศทาง “เม…เม…”
เมข่มใจตอบโต้ “ใช่! ขอร้องเถอะ…” เสียงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่เสียงฝีเท้าหนัก ๆ จะกระแทกอยู่หน้าประตู เสียงกรปะปนกับเสียงเนยดังขึ้น «ห้ามออกไป! ถ้าได้ยินเสียงอะไรห้ามขานรับเด็ดขาด»
เมตัวสั่น พยายามไม่ตอบ แต่เสียงนั้นกลับแหลมขึ้น “ช่วย…ช่วยฉันด้วย…” เสียงแทงทะลุหัวใจ เตยเอื้อมมือมาหาเม “คุณเชื่อใช่ไหมว่ามีบางอย่างอยู่ที่นี่…”
ในความมืดสนิททั้งสองตัดสินใจแอบออกจากห้อง ลมหายใจตีขึ้นโสตประสาทขณะพวกเขาคลำทางไปถึงห้องน้ำท้ายตึก ในห้องน้ำ มีรอยเท้าชื้นน้ำพาดยาวไปสู่บานหน้าต่างเก่า เตยชะเง้อมอง “เธออยู่ไหนเฟิร์น…”
เมหยิบหนังสือที่พบใต้เตียงมากางหน้ากระจก หน้าในเขียนรอยมือเลอะหมึกสีดำ “คืนขอ ชีวิตขอ คำขอซ้อนเงา” เงาที่หน้าต่างสั่นไหวคล้ายมีใครยืนอยู่ตรงนั้น แต่มองยังไงก็ไม่ชัด
เสียงประหลาดดังขึ้นจากใต้ถุน คำกระซิบจากคนมากกว่าสองคน “มันยังไม่จบ…มันยังไม่จบ…” เตยเข่าอ่อนทรุดลง เมตัดสินใจตามเสียงลงไปใต้ถุน
แสงไฟฉายจากโทรศัพท์ของเมส่องผ่านแผ่นไม้ผุของหอพัก เกิดเงาทอดยาวบนพื้น ในแสงสลัวนั้นเธอเห็นเงาของนักศึกษาหลายคนกำลังยืนล้อมวง มือแต่ละคนประสานแน่น ต่างเพ่งมาที่ใจกลางวงซึ่งมีสิ่งคล้ายตุ๊กตาฟางวางทับถุงผ้าเก่า กรกับเนยยืนอยู่ด้วยในนั้น ใบหน้าพวกเขาดูเคร่งขรึมเกินปกติ
เสียงกระซิบดังขึ้นจนฝ่าฝืนได้ยาก “ทุกปี…ต้องขอ…ต้องคืน” เมเอ่ยเสียงเครือ “นี่มันพิธีกรรมอะไร?” กรตาแข็งกร้าว “สิ่งที่หอแห่งนี้ต้องชดใช้…”
เนยโผเข้าใส่เงาคล้ายฟางในวง มือเย็นเฉียบปิดปากเม เตยสั่นกลัวสุดขีด “พวกเขาทำอะไร—ปล่อย…!” เมสะบัดหลุดได้เพราะแรงสะท้อนอะไรบางอย่าง
ขณะพวกเขากำลังถอยหนี เสียงจากข้างหลังดังขึ้น—เสียงของเฟิร์น “ช่วยฉันด้วย!” แต่เมื่อหันกลับไป มีเพียงเงามืดกับเสียงหายใจ ห่าง ๆ มีเงาขยับไหว ม้วนไปกับความมืด
กรทรุดตัวลงอย่างหมดแรง “เรารักษากฎไม่ได้—มันจะเอาคืนทุกอย่าง” เมเริ่มเข้าใจ “นี่หมายความว่าอะไร?”
เนยกุมหัวแน่น น้ำตาไหลพราก “ทุกปี หอแห่งนี้ต้องมี ‘คน’ หายไป ในคืนฝนตก ถ้าไม่มี…เสียงนั้นจะเรียกมากกว่านี้”
เตยร้องไห้ “เราต้องรอดไหม? ต้องฟังเสียงแล้วนิ่งเงียบตลอดไปหรือ?” เมเริ่มสั่นกลัว มือเธอเปิดหน้าสุดท้ายของหนังสือ “ขอคืน คำขอจะยุติ เมื่อมี ‘ความจำกัดใจ’ ยอมรับความผิด”
ทุกคนในนั้นเงียบงัน เสียงจากความมืดเริ่มกึกก้อง เสมือนว่ามีใครพูดผ่านกำแพงศตวรรษ “พวกเจ้าทำผิดมานานแสนนาน คืนนี้…ไม่มีใครได้ออกไป”
กลองลั่นเงาสะท้อน เสียงกรีดร้องขาด ๆ แว่วในความมืด เทียนไขเพียงเล่มเดียวชี้ให้เห็นเงาวูบไหวบนเพดาน ทุกคนโผเข้าหากันด้วยความกลัว
ในวินาทีสุดท้าย ก่อนแสงทุกอย่างดับ เงาดำพุ่งเข้าหาเมและเตย เงาที่มีรูปหน้าคล้ายเฟิร์นแต่ไร้ตาหูจมูก ชี้นิ้วเรียกให้พวกเธอเข้าไปในแวดวงพิธีกรรม เมกัดฟันตัดสินใจขว้างหนังสือ “ฉันยอมรับผิด…แต่ขอจบตรงนี้”
ทุกอย่างเงียบงัน เสียงเงาซ้อนทับหายไปในความว่างเปล่า ไฟในห้องใต้ถุนติดขึ้นอีกครั้ง ทุกคนยังคงยืนอยู่—แต่เฟิร์นไม่อยู่แล้ว ห้องหอพักทั้งตึกเย็นเยียบ เมกับเตยเดินออกมา เงียบ ไม่พูดจา มีเพียงเสียงฝนกับเงาในกระจกที่ยังสะท้อนคล้ายใครกำลังเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา
แม้ทุกอย่างดูเหมือนจะจบ สิ่งที่ทิ้งไว้คือความรู้สึกว่าพิธีกรรมไม่สิ้นสุด ทุกคืนฝนตก เงาและเสียงขอคืนยังคงหลอนผู้รอดชีวิต และความผิดที่ไม่มีวันได้รับการชดใช้หมดสิ้น…