รุ่งอรุณแห่งสายหมอก
ละอองหมอกขาวปกคลุมเส้นทางแคบที่ตัดลึกสู่ใจกลางหุบเขา เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วถูกกลืนหายไปในความนิ่งของเช้าวันใหม่ กุ้ง เด็กหญิงอายุสิบสองปีผมดำยาว หน้าตาขาวอมเหลืองไปด้วยไอเย็น ตื่นขึ้นด้วยจิตใจหนักอึ้ง เธอจำฝันเมื่อคืนแทบไม่ได้—ฝันว่ามีเงาคนกวักมืออยู่ที่ขอบป่า และเสียงกระซิบเรียกชื่อเธอ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แม่…เมื่อไหร่จะกลับมา” เด็กหญิงพูดกับหมอนเก่า ๆ บนฟูกในเพิงไม้ กุ้งลุกขึ้น หยิบเสื้อคลุมไปเปิดประตูบ้านด้วยจังหวะอึกอัก หมอกขาวหนาทึบแทบมองไม่เห็นปลายเท้า
เสียงกระดิ่งวัวจากชายป่าดังแตะหู ใต้ร่มหมอก ร่างสูงผอมโซเดินอย่างเงียบเชียบกลับเข้าหมู่บ้าน ใบหน้าผู้ชายคนนั้นผอมกรามชัด ตาแดงเรื่อ ร่างกายเปลือยเปล่ายกเว้นเสื้อขาดรุ่งริ่ง เขาคือ “ลุงพีท” ชายที่ใคร ๆ ในหมู่บ้านต่างหวาดระแวงด้วยอดีตสีหม่นของเขา
กุ้งเยื้องย่างไปใกล้ต้นไทร ระแวดระวัง หยิบก้อนกรวดในมือ ทันใดนั้นเสียงต้นไม้ไหว ๆ ฝีเท้าคนแปลกปลอมดังใกล้ขึ้น กุ้งหลบหลังต้นไม้ มองลอดสายหมอก เห็นสองเงาทะมึนถกเถียงกันเงียบ ๆ ท่าทีร้อนรน
เสียงชายหนึ่งกระซิบอย่างโกรธ ๆ “อย่าพูดออกไปเด็ดขาด ไม่งั้นแกไม่ได้กลับเข้าหมู่บ้านอีก” อีกเสียงหนึ่งสะอื้นเบา ๆ
ความกดดันในอากาศทำให้กุ้งอยากหนี แต่ความอยากรู้อยู่เหนือความกลัว เธอหยิบก้อนกรวดพกไว้อีกก้อน จดจำเงาทั้งสองไว้ในใจ ก่อนจะหมอบต่ำกลับบ้าน
เมื่อกลับถึงบ้าน บรรยากาศในครัวยังเงียบเชียบเหมือนเดิม น้ำต้มสมุนไพรบนเตาเดือดอ้อยอิ่ง เสียงแม่เลี้ยง “น้อย” เอื้อมมือปาดเหงื่อ “ไปแอบอะไรแถวนั้นแต่เช้า” น้ำเสียงสั้นติดรำคาญ กุ้งกัดฟัน ใจหนึ่งอยากเล่าทุกอย่าง แต่อีกใจกังวลเกินกว่าจะพูด
“ไม่มีอะไรค่ะ…” เธอก้มหน้า แม่เลี้ยงหันหลังให้โดยไม่พูดต่อ
กุ้งเดินออกหลังบ้าน ขาเล็ก ๆ เหยียบลงบนดินเย็นชื้น จู่ ๆ เสียงร้องไห้แผ่วจากอีกฟากสวนดังก้อง เธอมองลอดรั้วไม้เก่า เห็นร่างผู้หญิงวัยกลางคนนั่งฟุบอยู่ใต้ต้นลำไย เสียงสะอื้นกับชื่อ “นัท” ดังลอดออกมาเป็นระยะ
หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเหมือนห้องที่ไม่มีประตู ทุกคนเห็นกันแต่ไม่เห็นหัวใจของใครจริง ๆ เด็กหญิงเดินไปหยิบกะละมังดินเผามาล้าง เหม่อมองท้องฟ้า รู้สึกกระสับกระส่ายในใจ
เสียงรถเครื่องเก่าส่งเสียงกระหึ่มจากปลายหมู่บ้าน เพื่อนบ้านชื่อ “โขง”—ชายวัยสามสิบ ท่าทางขี้กลัว เดินลงมาจากรถพร้อมข่าวลือประจำวัน “เมื่อคืนอีกแล้ว มาทั้งตัวเปียกโคลนแบบนี้…”
ผู้เฒ่าด้านหลังตลาดงึมงำ “เข้าไปในป่ากลางหมอก ใครเคยรอดบ้าง…”
กุ้งเงี่ยหูฟัง ประโยคเหล่านั้นกระตุกใจเธอ มือกำก้อนกรวดแน่นขึ้น ขณะเดียวกัน ลุงพีทเดินโซซัดโซเซผ่านแผงผัก ใคร ๆ ต่างเบือนหน้าหนี ทว่าแววตาของกุ้งกลับรู้สึกสงสารเขาอย่างประหลาด
“อยู่เฉย ๆ ก็ถูกมองเป็นตัวซวย” ลุงพีทกล่าวกับตัวเอง ขณะสะดุดนิ้วเท้ากับเศษไม้ เขาพยายามมองหาบางสิ่งในสายหมอกที่คนอื่นมองไม่เห็น
เวลาเที่ยง ฟ้าเริ่มสว่าง เสียงลูกเด็กตามหลังมากระตุ้นกุ้ง “เมื่อคืนฝันเห็นแม่ด้วยเหรอ?” หนึ่งในเด็กชาย เสียงสูงและพลิ้ว เหลือบตาสงสัย กุ้งนิ่งอึ้ง ไม่รู้จะตอบอย่างไร
เพื่อนอีกคนหัวเราะเยาะ “แม่ของกุ้งไม่ไปไหนหรอก อยู่ตามใจวิญญาณหมอกไง!” น้ำเสียงล้อเลียนแต่แฝงด้วยความกลัว
กุ้งนิ่ง เธอยิ้มเศร้า “เรานึกถึงแม่น่ะ” เสียงเบาราวกับกลืนหายไป ช่วงจังหวะนั้นเอง เด็กชายคนแรกดึงข้อแขนกุ้ง “ไปโกยฟืนกับเราไหม จะได้ไม่กลัวผี”
พวกเขาเดินลัดเลาะแนวป่า ร่างเด็ก ๆ ผลุบเข้าในสายหมอก กุ้งเดินช้า ๆ หวนนึกถึงเสียงกระซิบเมื่อคืนที่ตามหลอกหลอน
จู่ ๆ ฟืนของเพื่อนล้มลง กลิ่นดินเปียกกวาดเข้าใส่ กุ้งก้มเก็บ สายตาเหลือบไปเห็นเศษผ้าที่เย็บเป็นชื่อตัวอักษร “น-ั-ท” ติดอยู่บนดินใกล้กัน รอยเลือดซีด ๆ แห้งกรังตรงขอบ เธอรีบซ่อนเศษผ้าไว้ในมือ
เสียงหัวเราะเงียบลง เด็ก ๆ พากันนิ่งจ้องหน้ากัน กุ้งสบตาโขง เขาขมวดคิ้วทันที “นี่ไม่ใช่ของเธอใช่มั้ย…” น้ำเสียงต่ำสั่น แววตาหวาดกลัว
กุ้งส่ายหน้า ชูเศษผ้าขึ้นเบา ๆ “เจอที่นี่” ทุกสายตาต่างสะดุดกับสิ่งที่เห็น
เมื่อตกเย็น หมอกเริ่มกลับมาทึบอีกครั้ง ลุงพีทเดินวนเวียนรอบบ้าน เขามองตรงจุดที่กุ้งยืน โรยเศษขี้เถ้ารอบบ้านอย่างระแวดระวัง
“เขามาแล้ว…คืนนี้พายุหนัก” ลุงพีทพึมพำ คุณย่างวางมือบนหัวเด็ก “ถ้าฝันอีก บอกลุง อย่าไปคนเดียว” น้ำเสียงจริงจังจนกุ้งรู้สึกอบอุ่นประหลาด น้ำตาคลอจาง ๆ ในดวงตาของเด็กหญิง
กลางคืน เสียงฝนโปรยบางเบาแทรกเสียงหมอก เด็กหญิงขดตัวใต้ผ้าห่ม ฝันถึงหญิงสาวผมยาวเดินผ่านทุ่งหมอก มือเปื้อนดินเรียกหา “นัท…ลูกแม่อยู่ไหน” เงารอบตัวสั่นไหวด้วยเสียงกระซิบไร้ต้นเสียง
เมื่อเช้าใหม่เงียบงัน เธอพบอีกชิ้นหนึ่งของเสื้อผ้าในถังขยะข้างบ้าน คราวนี้เป็นกระดุมเงินเรียงกันสี่เม็ด กุ้งหมุนมองดูในมือ รู้สึกเหมือนสิ่งเหล่านี้คือร่องรอยใครสักคน
เด็กหญิงตัดสินใจไปหาลุงพีท ลุงมองเศษผ้าด้วยตาลึก “ของของนัท…ลูกสาวยายมาลัย” น้ำเสียงสั่นพร่า “ก่อนหน้านี้ก็คนอื่นหายไปหลายคน—แต่ไม่มีใครกล้าพูด”
“แม่ก็หายแบบนั้นเหรอ…” เด็กหญิงเอ่ยเสียงเบา ความเงียบวูบหนึ่งก่อนลุงพีทจะพยักหน้าช้า ๆ
“ถ้าเราไม่หาความจริง ใครก็พูดแทนเราไม่ได้”
กุ้งกัดริมฝีปาก ก่อนจะรวบรวมความกล้าเสนอ “ไปค้นป่าด้วยกันนะคะ” แววตาเด็ดเดี่ยวขึ้น ในขณะที่ลุงพีทเหลือบตาไปทางบ้านผู้ใหญ่บ้าน—ใจหนึ่งลังเลแต่สุดท้ายก็รับปาก
การเดินสำรวจริมป่าเริ่มต้นขึ้น อากาศอึมครึม ลุงพีทเดินนำหน้า กุ้งเดินตามตัวติด โขงเข้ามาสมทบกลางทาง—แต่สายตาวอกแวกตลอด “เรากลัว…ถ้าโดนจับได้จะซวยไปด้วยหมด…”
“เธอมีอะไรปิดบังใช่มั้ยโขง” ลุงพีทจ้องตาตรง เพื่อนชายสะอึก “เปล่า ไม่มี…”
เสียงกรวดบดบนพื้น รอยเท้าขนาดเล็กแถวหนึ่งลึกเข้าไปในดินเปียก สายหมอกปกคลุมจนต้องหยีตา กุ้งเอื้อมมือแตะรอย—พบว่าบางจุดมีหยดเลือดจาง ๆ
โขงใบหน้าซีด เหงื่อผุดที่ขมับ “…เราว่าวันนั้นเราน่าจะเห็นนัทกับใครบางคนในหมอก…” เสียงขาดหายกลางประโยค
“ใครบ้างที่กล้าเดินเข้าไปในหมอกหนึ่งคืนนั้น” กุ้งถามห้วน ๆ โขงเมินหน้า ใช้มือล้วงกระเป๋า หายใจถี่ขึ้น
สายลมวูบหนึ่งพัดแรง เงาเคลื่อนไหวไว ๆ ในสายหมอกปรากฏต่อหน้า ชั่วพริบตาก่อนที่พวกเขาจะกลั้นหายใจ
“ไป! กลับบ้านกัน!” โขงเสียงสั่น จูงแขนกุ้งแน่น กุ้งดึงกลับ “ยังไม่เจออะไรเลยนะ!”
ขณะที่ทั้งสามลังเล เสียงผู้หญิงร้องชื่อ “นัท…นัท…” ดังก้องลึกจากหมอก ทุกคนหยุดนิ่ง … (ต่อภายในเนื้อหา)}