เสียงเพรียกแห่งแม่น้ำลึก
เสียงหยดน้ำกระทบผิวน้ำดังแผ่วจากแม่น้ำสายลึกที่ทอดตัวผ่านหมู่บ้านแก่งซ้อน รุ้ง เด็กสาววัยสิบหก ปีนขอนไม้เก่าๆ ริมตลิ่งแทบไม่หายใจ สีหน้าเธอเคร่งเครียด ดวงตาสั่นระริกขณะมองแสงวับวาบใต้ผิวน้ำ ราวกับมีบางสิ่งเรียกหาเธออยู่เบื้องล่าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“รุ้ง จะแอบมานั่งอีกแล้วเหรอลูก?” เสียงแม่เอื้อนเรียกเบาๆ จากบนบ้าน รุ้งสะดุ้ง หันมาตอบคล้ายโกหก “หนูแค่มาดูปลาเองค่ะแม่” แม่ยังจับสายตาลูกไม่ได้ เงียบไปเหมือนเข้าใจและปล่อยให้รุ้งนั่งลำพังกับความคิดของเธอ
กลางหมู่บ้าน ตี๋ รปภ.วัยกลางคนเดินลากเสียงรองเท้า เขามองทางด้วยดวงตากระด้าง แต่แวววางเปล่าชั่วขณะหนึ่งเมื่อเขามองผ่านใต้ต้นโพธิ์ ตี๋เดินมาหยุดหน้าร้านชำ “ยายพร เจอของหายเมื่อคืนไหม?”
“ยังเลยตี๋ มันหายไปสามวันติดแล้ว ของในตู้หายแต่ไม่มีรอยงัด บ้านฉันเริ่มกลัวแล้ว” ยายพรตอบเสียงเคร่ง น้ำเสียงแกสั่นไหว
เสียงหยาดฝนแรกของฤดูดังลงเหนือหลังคากระเบื้อง บรรยากาศชื้นเหนียว เงามืดของภูเขาสูงล้อมหมู่บ้านไว้ ตรงฝั่งแม่น้ำ คราม หนุ่มนักข่าวหัวรั้นนั่งบนรถกระบะเก่า เขาค่อยๆ เปิดกระดาษบันทึกเก่าๆ ออก พึมพำคนเดียว “ปีนั้น…จมน้ำสามคน จนวันนี้ไม่เจอศพ”
ครามปิดบันทึกเหมือนกลัวใครจะมาเห็น เขาสูบลมหายใจยาว มือหยาบกร้านสั่นน้อยๆ ขณะหันมองไปยังผืนน้ำดำ บนบันทึกมีชื่อรุ้งลวกๆ เขียนไว้ตัวเล็ก ครามกดโทรศัพท์ ลังเลแล้ววางสาย
คืนนั้น รุ้งฝันอีกครั้ง เธอเดินเท้าเปล่ากลางแม่น้ำลึก เงาสลัวของคนจำนวนมากยื่นมือผ่านม่านน้ำใส ร้องเรียก “มาหาเรา…” รุ้งสะดุ้งตื่น มือเธอสั่น น้ำตาซึม เธอไม่กล้าปลุกแม่ ได้แต่นอนกอดเข่าตัวเองในความมืด
เช้าวันใหม่ ครามมาหายายพร เคาะประตูไม้เสียงดัง “ขอคุยเรื่องคดีเก่าสักหน่อยได้ไหม?” ยายพรมองชายหนุ่มแปลกหน้าอย่างระแวดระวัง ก่อนเปิดประตูช้าๆ “แกเป็นใครกันแน่?” ครามยื่นสมุดนักข่าว “ผมชื่อคราม ผมอยากหาความจริงปี 2548…เรื่องจมน้ำ นอกจากข่าวยังคาใจ”
ยายพรผ่อนลมหายใจยาว เหมือนจะปฏิเสธแต่เปลี่ยนใจ “คืนนั้นฟ้าไม่มีดาว… แม่น้ำเหมือนมีเสียงร้อง มันวังเวง…ลูกชายฉันไม่มีวันกลับมา” แกน้ำตาคลอเบ้า ครามนิ่งฟังนาน
รุ้งแวะร้านชำ เห็นครามถามยายพร เธอแอบมองจากข้างร้าน ครามสังเกตเห็นเด็กสาว มองสบตาทำให้รุ้งรีบหันหนี ราวกับกลัวจริงๆ ครามไม่ได้ตามไป แต่แววตาคาดเดาอะไรบางอย่าง
ช่วงบ่าย ฝนตกหนักจนหมู่บ้านมืด ครามไปยืนริมน้ำ เห็นรุ้งนั่งกอดเข่า เขาค่อยๆ เข้าไปนั่งห่าง เงียบอยู่นานก่อนจะพูด “เธอกลัวอะไรเหรอ?” รุ้งหลบตา “ไม่รู้…แต่หนูฝันถึงคนที่จมน้ำมาตลอด”
ครามนิ่ง รอ เธอพูดต่อ “เขาเรียกหา…เขาบอกให้ช่วย” เธอเสียงสั่น ครามถามต่อ “ปี 48 เธอยังเล็ก อะไรทำให้จำน้ำเสียงได้?” รุ้งเงียบ ยิ้มเศร้า “มันไม่ใช่ความทรงจำ…มันเป็นเสียงในหัวทุกคืน”
เสียงเคาะประตูบ้านรุ้งยามค่ำ แขกไม่ได้รับเชิญคือโสม หมอผีเฒ่าผู้ไม่ค่อยมีใครอยากคบ แกมายืนกลางฝน บอกเสียงนิ่ง “เด็กนั่นต้องระวัง…เงาในน้ำมันเริ่มเข้มขึ้น แม่ของรุ้งใจสั่นถาม “หมายความว่าไงโสม?”
โสมทอดสายตาเศร้า “ทุกปีเมื่อน้ำสูง วิญญาณเก่าจะลุกขึ้นเรียกหาสิ่งที่มันขาด” รุ้งหัวใจเต้นแรง ไม่เข้าใจแต่รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างกำลังไหลมาใกล้เธอมากขึ้นทุกที
คืนนั้นฝนตกหนักกว่าคืนไหน รุ้งนอนไม่หลับ เสียงน้ำไหลกลบเสียงแมลง แม่น้ำเหมือนจะขยับตัว คลื่นกระเพื่อมขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ เธอลุกเดินไปยังระเบียงบ้าน ภาพเงาสะท้อนบนน้ำเหมือนจะขยับเงาหลายเงาซ้อนกัน รุ้งกลั้นหายใจ
จู่ๆ มีเสียงกระซิบแผ่วๆ ข้างหู “มาช่วยพวกเรา…” รุ้งทรุดตัวลงกับพื้น น้ำตาไหล เธอร้องให้แม่ แม่รีบเข้ามาประคอง “หนูฝันร้ายอีกแล้วลูก” รุ้งโอบกอดแม่แน่น “หนูกลัว…กลัวจะหายไป”
รุ่งเช้า ตี๋เข้ามาตรวจดูชายฝั่ง พบรอยเท้าปริศนาเดินลงสู่แม่น้ำแต่ไม่มีรอยกลับ ตี๋นิ่งงัน เขาเรียกชาวบ้านหลายคนให้มาดู ต่างคนต่างมองหน้ากันอย่างหวาดหวั่น
ครามได้ข้อมูลใหม่ เขากลับไปนั่งค้นเอกสารเก่า ลายมือเด็กในบันทึก ภาษาเหมือนบอกใบ้ถึงครอบครัวหนึ่ง เขาโทรไปยังหมายเลขเก่าในแฟ้ม ไม่มีคนรับสาย ร่องรอยสุดท้ายจมหายเหมือนศพล่องลอยใต้สายน้ำ
วันต่อมารุ้งออกจากบ้านช่วงเย็น เดินเลียบตลิ่งอย่างคนหลงทาง รุ้งหยุดที่ต้นโพธิ์ใหญ่ รู้สึกถึงอากาศเย็นวาบ เธอก้มมองน้ำ เห็นเงาตัวเอง…ก่อนจะเห็นมือขาวซีดเอื้อมออกจากเงานั้นไปเกาะข้อเท้า
รุ้งก้มร้อง กรีดเสียงร้องลั่น บ้านข้างเคียงรีบวิ่งมา โสมก็มาด้วย แก้อุ้มรุ้งขึ้นมา บอกแม่รุ้งเสียงเบา “เขาจะกลับมาเอาสิ่งที่ขาด คืนนี้ต้องระวัง” แม่รุ้งหน้าซีดเผือด ครามเดินเข้ามาถาม “คุณโสม หมายถึงอะไร?”
โสมเงียบอยู่นาน น้ำเสียงมีแววเศร้า “ปีนั้น…ลูกข้าเอง คนที่จมหายรวมถึงลูกข้า มันมีบางอย่างในน้ำที่ไม่ยอมให้ลูกกลับบ้าน”
ครามจับสังเกตความเชื่อมโยง เหงื่อแตก “เงาในฝันของรุ้ง” “คำขอของคนในน้ำ”…เขาพึมพำเสียงเบา รุ้งมองคราม น้ำตาคลอ “ถ้างั้นเขาจะเอาตัวหนูไปด้วยเหรอ?”
กลางคืน หมู่บ้านเงียบสนิท ทุกบ้านปิดประตูหน้าต่างแน่น ชาวบ้านกอดลูกหลานแน่น เสียงฝนยังดังต่อเนื่อง ตี๋ออกเดินเวรคนเดียว เขาได้ยินเสียงเหมือนใครร้องเรียกจากท่าน้ำ “ตี๋…ช่วยด้วย” เขาหยุด ใจสั่น ไม่กล้าขยับแต่ขาก้าวออกเอง พอเหลือบมองน้ำ เงาผู้ชายชุดขาวยืนอยู่ พริบตานั้นเองต้ี๋ถึงกับร้องอุทาน ถอนใจก่อนจะกระโจนถอย
เช้าวันใหม่มีข่าวลือว่าเด็กชายคนหนึ่งเกือบโดนดึงลงน้ำ รุ้งรู้สึกผิดและหวาดกลัว เธอวิ่งมาหาคราม “ช่วยหนูที หนูไม่อยากให้ใครต้องหายไปอีก” ครามสบตา เห็นความเจ็บปวดและแรงกล้าของเด็กสาว เขาตัดสินใจพาเธอไปที่ที่หนึ่งกลางป่า
ในป่าทึบ โสมรออยู่หน้าแท่นหินเก่าแก่ที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์ “จะหยุดมันได้ต้องคืนสิ่งที่ขาด” ครามถาม “สิ่งที่ขาดคืออะไร?” โสมยื่นมัดผ้าสีซีดให้รุ้ง “นี่คือผ้ายันต์ของลูกข้า ติดตัวเขาวันสุดท้าย คืนมันให้น้ำซะ…”
รุ้งกลืนน้ำลาย มือสั่น เธอมองคราม ครามพยักหน้า “เราต้องเลือก วางอดีตหรือจะให้มันกลืนชีวิตไปอีกต่อ” แววตารุ้งเปลี่ยนจากหวาดกลัวเป็นเด็ดเดี่ยว เธอเดินถือผ้ายันต์กลับไปยังแม่น้ำยามมืด
รุ้งค่อยๆ ก้าวลงน้ำ หัวใจเต้นแรง สายน้ำเย็นเฉียบ เธอยื่นผ้ายันต์เหนือผิวน้ำ กระซิบเบาๆ “ขอให้ได้กลับบ้าน…” กระแสน้ำไหลแผ่วลง เงาคนกว่าหลายคนปรากฏใต้ผิวน้ำ แต่เริ่มจางลง เงาผู้หญิงร้องไห้ขอบคุณ เต็มไปด้วยความสงบ
รุ่งอรุณ หมู่บ้านกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง รุ้งยิ้มทั้งน้ำตา หันไปมองคราม ทั้งสองสบตาอย่างคนที่ผ่านประสบการณ์เปลี่ยนชีวิต รุ้งพูดแผ่วเบา “บางสิ่งอาจยังไม่หายไป…แต่หนูไม่กลัวมันอีกแล้ว” ครามแตะไหล่เธอ “อดีตเราย้อนคืนไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะไม่ถูกมันกลืน”
โสมยืนเงียบใต้ต้นโพธิ์ นำเทียนมาจุดให้ลูกชาย ขณะสายลมอ่อนผ่าน เงาผิวน้ำไหว ราวกับเสียงกระซิบประสานขึ้นอีกครั้ง ทว่า ครั้งนี้ไม่มีใครร้องเรียกหาอีก ทุกชีวิตต่างได้โอกาสใหม่ภายใต้แสงอรุณริมแม่น้ำลึก