ระยะห่างของสายรุ้ง
เสียงฝนตกกระทบหลังคาปลิวซ่าอยู่หน้าตึกกิจกรรมนักศึกษา ฝนยืนกอดอกมองหยาดน้ำฝนไหลผ่านกระจก เธอถอนหายใจเบา ๆ ขณะเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ทุกนาทีที่ผ่านไปเต็มไปด้วยความกดดัน—วันนี้เป็นวันนัดประชุมกลุ่มกิจกรรมครั้งแรก ท่ามกลางเสียงฝน ทั้งห้องประชุมมีเพียงเธอกับแผ่นกระดาษโน้ตแผ่นโต ๆ วางอยู่บนโต๊ะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มารอแต่เช้าเลยเหรอ” เสียงทุ้มติดจะกวนดังมาจากประตู ธีร์ ผลุนผลันเข้ามาพร้อมร่มเปียก ๆ กับหัวที่เหมือนเพิ่งโดนฝนสาดมาหมาด ๆ
ฝนปรายตาใส่ “แล้วไงล่ะ วันนัดต้องตรงเวลาสิ”
ธีร์เอาร่มไปพาดกับผนัง แล้วหย่อนตัวนั่งฝั่งตรงข้าม เอื้อมหยิบโน้ตไปอ่าน “เคร่งจังนะเรา เห็นทีแรกนึกว่าผู้หญิงวิศวะจะดุขนาดนี้ทุกคน” เขายิ้มล้อ
“ไม่ตลกหรอก” ฝนยิ้มแห้ง ไม่สบตา เธอไม่ชอบคำพูดเสียดสีอะไรเทือกนี้ตั้งแต่เรียนมัธยมแล้ว ทุกครั้งที่ใครทำท่าไม่จริงจังกับงาน เธอจะหงุดหงิดเสมอ
เวลาผ่านไป คนอื่น ๆ ทยอยมา ฝนยังนั่งนิ่งคอยเช็คชื่อ ท่ามกลางความวุ่นวายบทสนทนา เพื่อนบางคนแซวธีร์เรื่องที่แทบไม่เคยรักใครจริงจังจนขึ้นชื่อว่า ‘พี่ธีร์ติสต์แตก’ ธีร์หัวเราะกลบเกลื่อนแล้วหันมาสบตาฝนแวบหนึ่ง
“แล้วเราจะพึ่งพาเขาได้ไหมวะ” เพื่อนที่ชื่อบอยกระซิบข้าง ๆ ฝน หล่อนทำหน้าตึง “ไม่รู้อะ บางทีอีกฝ่ายก็ดูไม่สนใจอะไรสักอย่างเลย”
ธีร์ลุกขึ้นเพื่อจะนำเสนองานแบบคร่าว ๆ แต่ก็ออกแนวเล่าตลกใส่สีตีไข่มากกว่าจะจริงจัง ฝนรีบเสริมโครงสร้าง แก้ไขแผนเพื่อให้เป็นรูปเป็นร่าง เสียงเธอกับธีร์แข่งกันอยู่พักใหญ่ คนรอบข้างมองพลางหัวเราะเบา ๆ เพราะรู้ว่าคู่นี้ต่างคนต่างเชื่อในวิธีของตัวเอง
เมื่อเลิกประชุม ฝนเดินออกจากตึกพร้อมเสียงฝนยังไม่หยุด ธีร์เดินตามช้า ๆ เขายกมือขัดหลังคอตัวเองแล้วพูดเบา ๆ
“เรารู้ว่าเคร่งงาน ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้นด้วย”
ฝนนิ่งไป ไม่ตอบ เธอตั้งใจหยิบร่มขึ้นก้าวต่อ ธีร์มองราวกับรอคำอธิบายแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ทุกอย่างจบลงด้วยความเงียบของฝนและสายฝนที่โปรยปรายอยู่ด้านนอก
สัปดาห์ถัดมา ฝนกับธีร์ต้องกลับมาเจอกันอีกครั้ง ครั้งนี้เพราะอาจารย์บังคับให้ทั้งกลุ่มเข้าค่ายอาสาร่วมกัน พวกเขานั่งรถบัสเตรียมออกนอกเมือง ฝนเลือกนั่งริมหน้าต่าง ธีร์ถูกเพื่อนจับโยนมานั่งข้าง ๆ เธอ
“จะเงียบกันไปทั้งทริปเลยปะ?” ธีร์พูดติดตลก พลางวางเป้พิงชายเสื้อตัวเอง
ฝนเหล่มองนิดหนึ่ง “ก็แล้วแต่คุณ จะคุยก็เรื่องงาน”
ธีร์ยิ้มจาง ๆ สายตาแปลก ๆ คล้ายคิดอะไรในใจ “เราแค่คิดว่า… คนอย่างฝน น่าจะชอบอยู่กับตัวเองมั้ง”
ฝนกลอกตา “มันสำคัญตรงไหน”
ธีร์หัวเราะเบา ๆ แล้วหยุดพูดต่อ ต่างคนต่างจมอยู่กับเสียงเครื่องยนต์รถ จนฝนเคลิ้มหลับไปตอนไหนไม่รู้
ระหว่างค่ายอาสา มีหลายกิจกรรม ทั้งสร้างฝาย ทำอาหารแจกชาวบ้าน ฯลฯ ฝนทุ่มเทสุดตัว ทั้งเหนื่อยและหงุดหงิดง่าย โดยเฉพาะเวลาธีร์อู้หรือหายตัวไปหาถ่ายรูปเล่น เธอเริ่มอดทนไม่ไหว จนวันหนึ่งธีร์เดินหายไปนานกว่าปกติ
เย็นวันนั้นฝนพบธีร์นั่งคนเดียวริมลำธาร จ้องกล้องถ่ายรูปด้วยใบหน้าเหงา ๆ เธอมองอยู่พักแล้วตัดสินใจเดินเข้าไป
“ทุกคนเขาทำงานเหนื่อยกันอยู่นะ”
ธีร์ไม่เงยหน้า “ขอโทษที่ไม่ได้ช่วย… เธอเคยมีความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบไม่มีที่ให้ตัวเองบ้างปะ?”
ฝนชะงักไป เธอไม่ตอบทันที เพียงนั่งลงข้าง ๆ สูดลมหายใจ “เคย…แต่ไม่ใช่เวลาทำงานนะ”
ธีร์สะอึก แล้วหัวเราะห้วน ๆ เขาเงียบไปนาน ฝนจ้องหน้าธีร์ พูดเบา ๆ “ถ้าคุณเบื่องานนี้จริง ๆ ก็ไม่ต้องฝืน อะไรก็ได้ที่มันคือคุณจริง ๆ แบบที่ชอบทำ”
ธีร์กัดปาก สีหน้าลังเล “แล้วถ้าความชอบของเรามันสวนกับความคาดหวังของคนอื่นล่ะ?”
ฝนเงียบ หันไปมองลำธาร “เราก็ต้องเลือกเองว่าจะเดินตามใคร… เราก็เคย เลือกผิดมาเยอะ…”
บทสนทนาเงียบไปอีกครั้ง ราวกับมีบางอย่างเคลื่อนไหว พวกเขาต่างนั่งฟังเสียงน้ำอยู่ครู่หนึ่งก่อนแยกย้าย โดยไม่มีการสัญญาหรือคำหวานใด ๆ ทิ้งไว้
คืนนั้น ฝนเปียกเพราะฝนตก แม่โทรมาเตือนให้ดูแลตัวเอง ฝานเปิดประตูห้องพักพบธีร์ยืนอยู่หน้าประตูพร้อมผ้าขนหนูและน้ำอุ่นในมือ
“เอาไปก่อน เดี๋ยวป่วย” ธีร์ยื่นมาโดยไม่สบตา
“ขอบคุณ” เสียงเจ้าตัวเบาทำเอาธีร์เก้อ ๆ เขายืนนิ่งยิ้มบาง ๆ แล้วรีบเดินจากไป ทิ้งบรรยากาศชื้น ๆ และใจสั่น ๆ ไว้กับฝน
ช่วงเวลาหลังจากนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองเปลี่ยนแปลง เธอกับเขายังมีเรื่องขัดกันเสมอ — ธีร์ล้อฝนเวลาเคร่งกับโปรเจ็คต์ ฝนเอาแต่จ้องจับผิดธีร์เวลางานไม่เดิน แต่กระนั้นก็เริ่มมีช่วงเวลาที่พวกเขาผ่อนคลายมากขึ้น หัวเราะขำในมุกติสต์ของกันและกันระหว่างทำกิจกรรม หรือช่วยกันแก้ปัญหาค่ายยาก ๆ ด้วยกัน
บางทีตอนเย็น ขณะเก็บอุปกรณ์ ฝนเห็นธีร์นั่งปรับรูปร่างกล้องถ่ายรูป เขาเปิดภาพให้เธอดู เป็นภาพกลุ่มเพื่อน ภาพบรรยากาศแสงยามเย็น “ภาพพวกนี้… มันทำให้เรารู้สึกว่า บางทีชีวิตก็ดีเหมือนกันนะ” เสียงเขานุ่ม มีอะไรซ่อนอยู่
ฝนเหลียวมองรูปตรึงตา สักครู่เธอพูดเบา ๆ “เวลาที่เราอยู่กับใครสักคนไว้นาน ๆ … บางทีก็เหมือนได้เห็นโลกอีกแบบหนึ่ง”
พวกเขาเงียบ พลางมองภาพผ่านจอกล้อง โลกภายนอกไม่สำคัญเท่ากับเสี้ยววินาทีนั้น
หลังค่ายจบ ฝนกลับมาโฟกัสโปรเจ็คต์อย่างเต็มที่ ธีร์กลับเปลี่ยนไป เขากลายเป็นคนเข้าร่วมประชุมมากขึ้น มีไอเดียน่าสนใจ แม้จะยังดูขี้อู้บ้าง ฝนเริ่มเปิดใจรับฟังมากขึ้น เช่นยอมให้เขาประยุกต์งานศิลป์เข้ามาในกิจกรรมนักศึกษา
แต่ปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้น เมื่อโปรเจ็คต์ใกล้วันจัดจริง มีข่าวลือว่า ฝนกับธีร์มีความสนิทเกินกว่าธรรมดา เพื่อนบางคนเริ่มซุบซิบ แถมยังนำความลับที่ฝนเคยบอกธีร์ไปแซวเล่นในกลุ่ม หนึ่งในนั้นคือเรื่องที่เธอเคยเลือกคณะที่ตรงข้ามกับความฝันของแม่
วันนั้น ฝนโมโหมาก เธอวิ่งไปที่ตึก ถามธีร์ตรง ๆ ด้วยน้ำเสียงสะท้อนความโกรธ “คุณพูดเรื่องของฉันในที่สาธารณะทำไม!”
ธีร์ตกใจ หน้าเสีย “เปล่า… เราไม่ได้พูด เราสัญญา… เรื่องนี้เราไม่เคยบอกใคร”
ฝนยังไม่เชื่อ “แล้วคนอื่นจะรู้อะไรเกี่ยวกับฉันได้ยังไง ถ้าไม่ใช่คุณ!” น้ำเสียงเด็ดขาด มองเขาด้วยความผิดหวัง
ธีร์พยายามอธิบาย แต่ฝนปรี่หนีไปก่อน ก้อนอารมณ์ปนเปอยู่ในอกของทั้งสอง—บทสนทนาถูกปล่อยให้ค้างคา
หลังเหตุการณ์นั้น ฝนหลีกเลี่ยงธีร์ เธอมุ่งมั่นกับงานมากขึ้น จนวันหนึ่งเพื่อนในกลุ่มเปิดใจ อธิบายว่า จริง ๆ แล้วเป็นคนอื่นที่แอบฟังการคุยของเธอกับธีร์ตอนอยู่ค่าย และเอาเรื่องไปเล่าต่อโดยไม่ได้ตั้งใจ
ฝนอึ้ง ชะงักไป พอรู้ความจริง จึงเริ่มรู้สึกผิดที่ตัดสินธีร์เร็วเกินไป เธอรวบรวมความกล้าจะไปขอโทษ แต่กลับพบว่า ธีร์ขอถอนตัวจากโปรเจ็คต์ไปแล้ว เพราะกลัวจะเป็นตัวถ่วงกลุ่ม
เย็นวันหนึ่ง ฝนตัดสินใจวิ่งฝ่าสายฝนไปที่หอพักของธีร์ เขายืนหน้าต่าง มองแสงฟ้าครึ้ม สีหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนล้า
“ถ้าฉัน…ตัดสินคุณเร็วไป ขอโทษนะ” ฝนพูดช้า ๆ คำว่าขอโทษเหมือนกลืนไม่ลง แต่เธอก็ยืนข้างเขาโดยไม่หลบตา
ธีร์ถอนหายใจ “บางครั้ง เราก็กลัวคนอื่นจะผิดหวังในตัวเรา เหมือนเรากลัวว่าตัวเองจะ…ไม่มีค่า”
ฝนเงียบ หล่อนรู้จักความกลัวนั้นดี เธอลังเล แต่สุดท้ายก็จับแขนเขาเบา ๆ “เราเองก็เคยทำผิดเหมือนกัน… ถ้าเราจะเริ่มใหม่ แค่ในฐานะเพื่อน… จะได้ไหม”
ธีร์ยิ้มบาง ๆ เงยหน้ามองฟ้า มีน้ำฝนซึมอยู่ในดวงตา “เราไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีไหม แต่ถ้าฝนยอมให้โอกาส… เราก็อยากลองเหมือนกัน”
หลังจากวันนั้น ทั้งสองมาทำโปรเจ็คต์ด้วยกันอีกครั้ง คราวนี้ทุกอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น มุกตลกของธีร์ยังคงอยู่ ฝนยังจริงจังกับงาน แต่ทั้งคู่เริ่มแชร์ความคิด เปิดใจกัน และเวลาผิดพลาด ทั้งคู่จะเป็นกำลังใจให้กันเสมอ
คืนก่อนวันงานใหญ่ ฝนยังวุ่นเตรียมพร็อพ ธีร์เดินเข้ามา เอากล้องมาชี้หน้า
“ขอถ่ายรูปไว้หน่อย ไว้ดูว่าพรุ่งนี้จะเหนื่อยกว่านี้อีกไหม”
ฝนหัวเราะ เสียงสดใสกว่าหลายครั้งที่ผ่าน “ขอให้ถ่ายออกมาไม่ขี้เหร่ก็พอ”
ธีร์คลี่ยิ้ม มองผ่านเลนส์ด้วยแววตาอบอุ่น ฝนขยับเข้าข้างเขาเงียบ ๆ ต่างคนหัวเราะโดยไม่พูดอะไร
วันงานจริง ทั้งหมดวุ่นวายกับกิจกรรม จนตอนเย็นงานใกล้จบ ฝนยืนอยู่ริมระเบียง ตากแดดอ่อน ๆ รอธีร์
ธีร์เดินเข้ามา หยิบภาพโพลารอยด์จากกล้องส่งให้เธอ เป็นภาพสองคนยิ้มข้างกันอย่างเป็นธรรมชาติ
“เรากลัวมาตลอดว่า… การอยู่กับใครจะทำให้ตัวเองเปลี่ยนไป” ธีร์พูดช้า ๆ สบตาที่สั่นไหว “แต่เราคิดว่า… การได้รู้จักฝน ทำให้เราเข้าใจว่าบางที ‘การเปลี่ยนไป’ อาจไม่ใช่สิ่งเลวร้าย”
ฝนยิ้มจาง ๆ มือถือรูปแน่น “เราก็กลัวเหมือนกัน ว่าจะไม่ได้เป็นตัวของตัวเองถ้าเดินตามใคร… แต่เราเลือกที่จะลอง”
ธีร์หัวเราะเบา ๆ “จะลองเดินข้าง ๆ ดูไหม ระหว่างที่สายรุ้งยังไม่จาง”
ทั้งสองยืนอยู่บนระเบียง ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อน ๆ และภาพท้องฟ้าที่ค่อย ๆ สดใส ราวกับสายฝนกำลังเปลี่ยนสี กลายเป็นสายรุ้ง สะท้อนแสงระยิบของวันที่ความกลัวถูกเปลี่ยนเป็นความกล้า—และวันพรุ่งนี้ที่ทั้งคู่พร้อมจะก้าวไปพร้อมกัน แม้บนเส้นทางที่ไม่มีใครรู้จุดจบ