ใต้แสงดาวที่เรามองไม่เห็น
แสงจากคอมพิวเตอร์ส่องสะท้อนบนใบหน้าปิ่น เวลาเกือบสองทุ่ม ในห้องทำงานเงียบ ๆ ที่มีแต่เสียงแป้นพิมพ์ ปิ่นหรี่ตามองงานออกแบบสุดท้ายด้วยสายตาเหนื่อยล้าก่อนสูดลมหายใจ บนโต๊ะข้าง ๆ ภูผายังคงก้มหน้าเช็กเอกสาร สีหน้าขึงขัง ปากขยับเบา ๆ เหมือนคิดในใจ ปิ่นเหลือบมองนาฬิกาแล้วลุกขึ้นหยิบขวดน้ำ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จะไปแล้วเหรอ” ภูผาเอ่ยเบา ๆ โดยไม่เงยหน้า
“เปล่าค่ะ…แค่จะไปเติมน้ำ” ปิ่นตอบเสียงเบา พลางบีบขวดน้ำในมือเบา ๆ
ภูผานิ่งไปพัก มุมปากขยับคล้ายจะพูดบางอย่างแต่ก็เปลี่ยนใจ กลายเป็นความเงียบที่ยาวนาน บ้านเมืองข้างนอกส่องแสงไฟลอดหน้าต่างเข้ามา ทั้งสามคนที่เหลือในบริษัทคือปิ่น ภูผา และแม่บ้านที่กำลังเช็ดพื้นอีกฝั่งหนึ่ง
“งานวันนี้ต้องเสร็จนะ ไม่งั้นพรุ่งนี้คุยกับลูกค้าไม่ทัน” ภูผาเอ่ยแบบไม่สบตา เหมือนวัดใจ
ปิ่นพยักหน้า ตั้งใจกลับไปที่โต๊ะ เหลียวมองเอกสารเก่า ๆ ที่กองอยู่ข้าง ๆ ก่อนมือสั่น ๆ จะลูบผ่านกระดาษบางแผ่น นึกถึงอดีตในคืนฝนตกเมื่อสองปีก่อน ที่เธอเคยผิดพลาดจนเสียคนที่เชื่อใจมากที่สุดไป
“เห็นสีหน้าแล้วไม่มั่นใจเลย ทำเสร็จค่อยกลับ อย่าฝืน” ภูผายังคงปากแข็ง แต่สายตาห่วงใยหลุดออกมา ก่อนเขาจะส่ายหัวใส่ตัวเองเล็ก ๆ
ขณะที่ปิ่นกำลังตั้งใจทำงาน ข้อความในแชทมือถือปรากฏขึ้น “แม่อยากเจอหนู” ปิ่นมองแววตาเศร้าแล้ววางเครื่องลงเบา ๆ เธอสูดลมหายใจ เอื้อมมือไปหยิบปากกาจากถาดที่โต๊ะภูผาและเผลอมองหน้าเขาอย่างลังเล
“ขอโทษนะคะ ยืมปากกา…” ปิ่นเอื้อนเอ่ยเบา ๆ
ภูผาเงยหน้าทันที สีหน้านิ่งเจือเศร้าอยู่ชั่วขณะ “เอาไปเถอะ ไม่ต้องคืนก็ได้”
ปิ่นค่อย ๆ เดินกลับโต๊ะ บรรยากาศยังพอมีประกายนุ่มนวลละเอียดอ่อน จากไฟสลัว ๆ ในบริษัทเล็ก ๆ ที่เว้นช่องว่างแห่งความกลัวและความไม่กล้าภายในใจสองหนุ่มสาวนี้ไว้
วันรุ่งขึ้น ทีมงานรวมตัวประชุมเครียด ศิรินเพื่อนร่วมงานไฟแรงตั้งคำถามหลายประโยคจนภูผาเริ่มอารมณ์เสีย เสียงจิบน้ำกาแฟกระทบแก้วดังแว่วเป็นจังหวะ หนึ่งในข้อเสนอของปิ่นถูกปฏิเสธทันทีโดยไม่มองหน้า
“ตั้งใจเหรอ ปิ่น? นี่ไม่ใช่แฟ้มงานในฝันนะ อย่าใส่อะไรที่เอาแต่ใจ” ภูผาแทรกขึ้นมา เหมือนตั้งใจจะขัดทุกอย่างจากเธอ
ปิ่นหน้าเสีย พยายามกลั้นน้ำตาไว้ แต่ก็ส่งกลับแนวคิดใหม่ให้ทีม ขณะที่ศิรินเลิกคิ้วเล็ก ๆ แล้วกระซิบเบา ๆ “ใจเย็นหน่อยเถอะพี่ภู เขาทำดีที่สุดแล้ว”
เลิกประชุม ปิ่นออกมายืนพิงราวระเบียง สายลมเย็นพัดผ่านเส้นผม ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ซ้ำไปมา กดพิมพ์ข้อความถึงน้องชายแต่ลบทิ้งไป
เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ ภูผาเดินเข้าใกล้ เอ่ยเสียงเรียบ “ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ ถามได้ ไม่ต้องกลัว”
ปิ่นถอนหายใจ มองไปข้างล่าง “ฉันแค่ไม่มั่นใจว่าจะทำถูกใจหัวหน้าได้บ้างรึเปล่า”
ภูผานิ่ง “มันไม่ใช่เรื่องถูกใจ แต่มันคือบริษัทจะรอดหรือเปล่า เข้าใจไหม?”
ปิ่นกลอกตาเล็กน้อย “ค่ะ…”
ภูผาเงียบไปอีก เขาชำเลืองมองขอบฟ้า ปล่อยลมหายใจยาวก่อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา “แต่ที่จริง…เธอก็แตกต่างดีนะ”
ปิ่นหันไปสบตาเขาเป็นครั้งแรกในรอบ 2 วัน ความเงียบปะปนคำถามลอยอยู่ในอากาศก่อนที่ทั้งคู่จะต่างคนต่างเดินกลับเข้าห้องทำงาน
คืนวันศุกร์ ปิ่นอยู่ทำโอทีอีกครั้ง ข้างโต๊ะที่มีงานค้างไปถึงเที่ยงคืน ภูผาเดินมาโยนขนมขบเคี้ยวลงบนโต๊ะ เสียงดังตึ้ง ๆ โดยไม่พูดอะไร ปิ่นเงยหน้าขึ้นสบตา รอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ฝืนก็เกิดขึ้นระหว่างทั้งสอง
“กินอะไรรองท้องมั่ง เวลาดึก ๆ แบบนี้” ภูผาเอ่ย
“ขอบคุณนะคะ…” ปิ่นพูดกระซิบ
ภูผากลั้นยิ้มหัวเราะ “ให้แค่วันนี้ พรุ่งนี้ก็กลับเองละ”
ปิ่นหลุดหัวเราะเบา ๆ สองมือสั่น ๆ ขณะเปิดขนม ขอบตายังแดงจากความกดดันแต่อารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เช้าวันหยุด ปิ่นเจอภูผาอีกครั้งที่ร้านกาแฟข้างบริษัท ภูผานั่งอ่านนิตยสารสีหน้าเคร่งขรึม ปิ่นลังเลแต่ก็โบกมือให้ ทว่าภูผาแค่เหลือบมองแล้วก้มหน้ากลับ เขาทำเหมือนไม่สนใจ แต่เธอเห็นปลายนิ้วจับคอเสื้อตัวเองแน่นอย่างผิดปกติ
“มาคนเดียวเหรอ” ปิ่นถามทัก
“อืม…ปกติวันเสาร์ฉันก็ชอบอยู่คนเดียว” ภูผาตอบเสียงติดเหนื่อย ท่ามกลางกลิ่นกาแฟหอมฟุ้ง
“พี่ไม่ชอบคนเยอะเหรอ” ปิ่นซักต่อ
“ก็ไม่ทั้งหมด แต่บางที…ใจมันไม่พร้อมจะพูดกับใคร” ภูผาค่อย ๆ เงยหน้ามองตาอย่างเปิดใจขึ้นเล็กน้อย
ต่างฝ่ายต่างนิ่ง ไม่มีใครพูดเรื่องงาน ตลอด 20 นาทีแห่งความเงียบ ปิ่นนั่งจิบนมอุ่นช้า ๆ หัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ ขณะภูผาคอยเหลือบตามองเป็นระยะ
“ถ้าพี่ภูไม่โอเคกับอะไรในที่ทำงาน บอกหนูได้นะ” ปิ่นพูดทิ้งท้ายก่อนเดินออกจากร้าน ทิ้งเสียงถอนหายใจยาวของภูผาไว้เบื้องหลัง
แล้วฤดูฝนก็มาเยือน การนำเสนอโปรเจกต์ใหญ่ของบริษัทใกล้เข้ามา ปิ่นรับหน้าที่พรีเซนต์ชิ้นสำคัญต่อหน้าลูกค้าใหญ่ เธอเครียดจนแทบกินข้าวไม่ลง ในขณะที่ภูผาคอยสังเกตห่าง ๆ อย่างระวัง ท่าทางทั้งห่วงและเก็บระยะห่าง
วันนำเสนอ ปิ่นขึ้นเวที เสียงฝนข้างนอกกระทบกระจกดังก้อง เธอพูดตะกุกตะกัก มือสั่น ลูกค้าบางคนชี้ข้อผิดพลาด แต่ภูผาพยักหน้าเชิงให้อภัยและให้เธอลองใหม่ ปิ่นจึงกลั้นใจสู้ เล่ารางานด้วยความจริงใจจนจบ
หลังจบงาน ทีมงานหลายคนไม่พอใจ บ่นลับหลัง “เพราะปิ่น งานเลยเกือบล่ม” ปิ่นได้ยินเธอนั่งก้มหน้าร้องไห้อยู่ตรงบันไดหนีไฟ ฝนหยุดแล้ว เสียงฝีเท้าคนเดินมาใกล้
ภูผานั่งลงข้าง ๆ ความลังเลแฝงในน้ำเสียง “เอาเข้าจริง ฉันก็เคยกลัวแบบเธอ…แต่ตอนนั้นไม่มีใครให้กำลังใจด้วยซ้ำ”
“แล้วเพราะแบบนั้น…พี่ถึงไม่กล้าเปิดใจเหรอ?” ปิ่นถามเสียงแผ่ว
“ฉันแค่กลัวทำให้คนอื่นผิดหวังซ้ำ ๆ” ภูผาก้มหน้าหลบสายตา
“หนูเคยผิดพลาด…เลยไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้อีก เหมือนเรื่องนั้นมันยังคาใจแม่ถึงวันนี้” ปิ่นยิ้มทั้งน้ำตา
ภูผาเงียบ ก่อนจะเอื้อมมือแตะแขนเบา ๆ “บางครั้ง การให้อภัยตัวเองน่าจะช่วยให้คนอื่นรักเราได้นะ”
ปิ่นนิ่งงันไป คำพูดนั้นฝังลึกมากกว่าที่เธอคาดหวังไว้
ช่วงเวลานั้นความสัมพันธ์เปลี่ยนไป ทั้งคู่เริ่มแชร์ข้าวกลางวันด้วยกันบ่อยขึ้น มีงานแฮงเอาต์กับเพื่อนร่วมงาน ปิ่นหัวเราะง่ายกว่าเดิม ภูผาแม้ยังปากแข็งแต่ยอมรับข้อเสนอไอเดียของเธอมากขึ้น
เช้าวันจันทร์ มีอีเมลแจ้งข่าวร้าย—บริษัทล้มเหลวในการคว้าสัญญาหลัก งานของภูผาจะโดนปลดครึ่งทีม ปิ่นกลัวและเสียใจ ภูผาเองน้ำเสียงเปลี่ยนไป เขาบอกทุกคนเบา ๆ “ถ้าใครเลือกจะไป…เขียนลาออกได้เลยภายในสัปดาห์นี้” ทุกคนในทีมตกใจ มีคนเริ่มเก็บของเดินออกไป ทิ้งปิ่นกับภูผาไว้ในห้องประชุมที่เต็มไปด้วยความเงียบ
ปิ่นจ้องเขม็งอย่างสับสน “แล้วพี่จะยังอยู่ไหม?”
ภูผาลังเลยาวนาน สายตาเต็มไปด้วยแววคล้ายขอร้อง “ถ้าเธออยู่…ฉันจะอยู่”
อากาศขมุกขมัวเหมือนฝนกำลังจะตกอีกครั้ง ปิ่นกลั้นน้ำตาไว้ แล้วเอ่ยเสียงเบา “เรายังสู้ด้วยกันได้ไหม…”
ภูผาสบตา “ขอโทษที่ชอบใจเย็น ๆ กับเธอ จริง ๆ แล้ว…ฉันแค่ไม่อยากเสียเธอไปอีกคน”
ปิ่นเงียบ ก่อนยิ้มบางและก้มหน้า “กลัวเหมือนกัน”
หลังเกิดวิกฤตการณ์ สองคนร่วมมือใช้เวลาหลังเลิกงานคิดไอเดียใหม่ ๆ ให้บริษัท หัวเราะเงียบ ๆ เวลาพลาด หยอกกันเมื่อขัดใจจนเสียงหัวเราะดังกว่าคำบ่น ทุกเย็น หัวใจทั้งคู่ขยับเข้าใกล้กันทีละน้อยโดยไม่มีใครพูดออกมา
งานชิ้นใหม่ประสบความสำเร็จในที่สุด แม้ไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่คืบหน้าพอบริษัทอยู่รอด ภูผายืนยิ้มขำดูปิ่นดีใจ หัวใจเขาเต้นแรงเกินควบคุม เขากุมมือแน่นก่อนเอ่ยย้ำ “เธอเก่งกว่าที่คิด”
“ถ้าไม่มีพี่ หนูคงไม่กล้าทำขนาดนี้” ปิ่นเงยหน้าสบตา เสียงสั่นปนน้ำตา
ภูผายิ้มอาย ๆ “ถ้าฉันไม่เจอเธอคงลืมไปแล้วว่าฝันมันสำคัญ”
วันหนึ่ง ปิ่นได้รับข้อเสนอจากบริษัทต่างชาติ เป็นโอกาสไปตามฝันที่ต่างประเทศ เธอสับสน ภูผาได้ยินข่าวจากปากศิริน แค่ยิ้มจาง ๆ แล้วพึมพำ “สุดท้ายแล้ว…เราก็ฝันไม่เหมือนกัน”
ปิ่นลังเล สองคนต่างเว้นระยะห่างมากขึ้น ชีวิตประจำวันกลายเป็นความเงียบ ปิ่นตัดสินใจไปคุยกับแม่ แม่เธอโอบกอด “อย่ากลัวจะผิดต่อใคร ถ้ารักตัวเองก็ต้องกล้าเลือก”
กลางค่ำคืนที่สำนักงาน ปิ่นยืนมองกรุงเทพจากกระจก เงาสะท้อนของภูผายืนซ้อนข้างหลัง เธอเอ่ยสั่น ๆ “ถ้าหนูเลือกไป ต่างคนจะเป็นยังไง?”
ภูผาเม้มปากยาวนาน “ไม่รู้…แต่ถ้ามีโอกาสให้เลือกอีก ฉันจะเลือกพูดทุกอย่างที่เคยเก็บไว้”
ปิ่นน้ำตาคลอ “อย่าทำเหมือนจะหายไปสิ…”
ภูผาเข้าใกล้ช้า ๆ ประชิดจนไหล่สัมผัส “บางครั้งก็ต้องเสี่ยงรัก ทั้งที่กลัวที่สุด”
ก้าวเดินในค่ำคืนสุดท้ายก่อนปิ่นจะบิน เธอทิ้งจดหมายสั้น ๆ ไว้บนโต๊ะเขา “ขอบคุณที่สอนให้กล้าฝันอีกครั้ง”
หลายเดือนผ่านไป ภูผาพัฒนาไอเดียบริษัทเล็ก ๆ ที่เจริญขึ้นด้วยวิธีใหม่ ขยัน เปิดใจรับความเปลี่ยนแปลง ปิ่นส่งอีเมลมาหาสั้น ๆ ทุกสองอาทิตย์ เล่าเรื่องความสำเร็จกับความกลัวที่ยังคงมีอยู่
คืนหนึ่ง ใต้แสงดาวในต่างประเทศ ปิ่นส่งข้อความสั้น ๆ “เมื่อไหร่จะยอมให้อภัยตัวเองจริง ๆ ซะที?”
ภูผานิ่งอ่านข้อความยาวนานก่อนตอบ “เมื่อรู้ว่ามีใครคนหนึ่งยังเชื่อในฉัน…”
เช้าหลังฝนแห่งฤดูถัดมา ปิ่นกลับมาเยือนไทย เดินเข้าบริษัทที่เปลี่ยนไป ภูผายืนรอขอบประตู ยิ้มเงียบ ๆ แบบที่ปิ่นไม่เคยเห็นมาก่อน
“คิดถึง” คำเดียวในความเงียบ ก่อนทั้งสองคนต่างมองหน้ากัน น้ำตาปริ่มด้วยความยินดีและแรงฝัน
ไม่ต้องสารภาพ ไม่ต้องคำสัญญา แค่เดินเคียงข้างกันในบริษัทเล็ก ๆ ที่มีความรักเติบโตขึ้นอย่างกล้าแกร่ง…ใต้แสงดาวที่เรามองไม่เห็น