ดอกไม้ใต้หิมะ
ลมหายใจของแพรไหมกลายเป็นไอขาวจาง ๆ ในแสงสลัวของรุ่งเช้าบนหมู่บ้านโป่งฟ้าสีขาวโพลน พื้นหิมะหน้ากระท่อมไม้กรอบกรุบใต้ฝ่าเท้า เธอจัดถุงเป้เก่าเสร็จแล้วเงยหน้ามองฟ้าสีหม่น หัวใจบางเบาและหนักอึ้งในเวลาเดียวกัน เสียงของแม่ซึ่งแน่นิ่งอยู่บนฟูกข้างเตาผิงยังดังก้องอยู่ “ถ้าแม่ตื่นมาแล้ว หนูไม่อยู่ แม่จะดีใจหรือเสียใจนะ” แพรไหมสะกดกลั้นน้ำตา เช็ดแก้มลวก ๆ ออกประตู
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงหิมะตกกระทบหลังคาไม้พร้อมเสียงกระดิ่งจากฝูงจามรีที่เจ้าคำอ้าย คนเลี้ยงสัตว์เจ้าคำขวัญ ผิวปากดังมาจากปลายซอย เขาเงยหน้ายิ้มให้แพรไหม—รอยยิ้มอ่อนล้าแต่ใจดี “จะไปจริงเหรอ เด็กน้อย”
“ต้องไปค่ะ” เธอพยายามฝืนยิ้ม ส่งคืนผ้าพันคอผืนอุ่นที่แม่ถักให้คืนมือเจ้าคำอ้าย “ฝากดูแลแม่หนูด้วยนะคะ ถ้าข้ากลับมา… อย่าเพิ่งบอกแม่ว่าข้าไปตามมงกุฎดอกไม้วิเศษนะ”
เจ้าคำอ้ายส่งแววตาหนักแน่นให้แพรไหมก่อนจะพยักหน้า ผ้าพันคอยังคงอยู่บนมือเขา “ระวังตัวดี ๆ โลกนอกภูเขาโหดร้ายกว่าที่เจ้าคิด”
เธอก้มหน้าลูบขนจามรีขาวตัวใหญ่ สูดลมหายใจเข้าปอด พยายามจดจำความอบอุ่นของบ้าน สองขาเล็ก ๆ ก้าวลงจากหมู่บ้านบนเนินหิมะแรกในชีวิตโดยไร้คนอำลา
ซานตะวันเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าเมื่อแพรไหมออกมายืนกลางทุ่งน้ำแข็งอันไพศาล เธอหยิบแผนที่ผ้ากาวจากอกเสื้อ คลี่ออก เงาสะพานไม้ยาวทอดไกลข้ามทะเลสาบน้ำแข็งที่ลือว่ามีปีศาจสิงสถิต มือเล็กสั่นไหวขณะกลัวยิ่งกว่าขั้นตอนต่อไป
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ตรงเข้ามาจากเบื้องหลัง เธอรีบหันพลางกำมีดสั้นที่เหน็บเอวแน่น ชายในเสื้อคลุมดำเดินตรงมา — ขุนพล น้ำเสียงติดห้วน “คิดว่าคนเดียวจะข้ามสะพานไหวไหม?”
แพรไหมลังเล “ข้า… ข้ามได้ค่ะ”
ขุนพลไล่สายตาตั้งแต่หัวถึงเท้า “หน้าตาแบบเจ้านี่—กลัวความสูงหรือเปล่า”
เธออยากเถียงแต่เสียงฝีเท้าสั่นไหว “ข้าต้องไป… แม่ข้าป่วย ข้าต้องหามงกุฎดอกไม้วิเศษ”
ขุนพลแค่นหัวเราะ “ไม่มีใครข้ามสะพานคนเดียวได้หรอก ฉันไปทางเดียวกัน” เขาชี้ไปยังปลายสะพาน “เดินตามมา ถ้าไม่กลัวตาย”
แพรไหมชะงัก ก่อนจะกัดฟันตาม ร่างเล็กของเธอลอยเคว้งเมื่อก้าวแรกเหยียบลงบนสะพานไม้โยกคลอน สายลมเย็นเกาะแขนสองข้าง ขุนพลเดินนำหน้าอย่างไม่รอใคร เสียงลมหายใจเขาเข้มแข็ง แต่มุมปากมีรอยยิ้มเย็นชาที่ยากจะอ่านออก
ครู่เดียวกลางสะพาน แผ่นไม้ใต้เท้าแพรไหมแอ่นตัว ส่งเสียงดังเป๊าะ เธอชะงัก หัวใจเต้นระส่ำ “ขุนพล… ฉัน…” เสียงแหบ
ขุนพลหันมา ใบหน้าข้างขวาใต้ผ้าพันคอมีรอยแผลเก่าคล้ายรอยไหม้ “เธอกลัวเหรอ”
“ข้า… ข้าไม่รู้ว่าทำได้ไหม” น้ำเสียงเธอสั่นเครือ
ขุนพลยื่นมือมา “ถ้าร่วงลงไป ก็ไม่มีกลับบ้านอีก เธอจะเสียใจไหมถ้าไม่ลอง”
แพรไหมจ้องตาเขา สัมผัสถึงบางอย่างในแววตานั้น—เศร้าแต่ดื้อรั้น เธอฝืนกลั้นใจจับมือขุนพล ทุกก้าวผ่านช่องว่าง หัวใจเต้นตึก สะพานยาวเกินกว่าเด็กสองคนจะจินตนาการไหว
ในที่สุด ทั้งคู่ข้ามสะพาน เธอปล่อยมือขุนพลช้า ๆ เมื่อถึงดินฝั่งตรงข้าม ต่างก็ยืนหอบหายใจ ท่ามกลางทะเลสาบสีเงินสะท้อนเงาปีศาจหิมะไหววูบที่ไกลโพ้น
“กลัวแต่ก็ยังเดินต่อ—ทำไมไม่กลับบ้าน?” ขุนพลถามในที่สุด
แพรไหมเงียบงัน สายตาแนบต่ำ “หากข้ากลับบ้าน แม่ข้าจะไม่มีวันหาย ข้าถึงต้องกล้า…”
ขุนพลถอนหายใจ หัวเราะแห้ง “งั้นเราก็ต้องเดินต่อเหมือนกันสินะ” ในน้ำเสียงต่ำเทายังมีอะไรบางอย่างอ่อนโยนที่เขาเองคงไม่อยากให้รับรู้
เมื่อเดินลึกเข้าป่าครามที่ล้อมรอบด้วยต้นสนสูงเย็นยะเยือก แพรไหมหยิบผ้าพันคอจากกระเป๋าออกมา เธอมอบมันให้ขุนพลอย่างลังเล “เธอหนาวหรือเปล่า”
ขุนพลรับผ้าช้า ๆ ไม่สบตา “ของสำคัญหรือ”
“แม่ถักให้” เธอยิ้มจาง ๆ “แต่ลมคืนนี้แรง เธอก็ต้องรอดเหมือนกัน”
ขุนพลนิ่งไปชั่วขณะก่อนรับไปพันรอบคอ ตัวสั่นน้อย ๆ ที่แพรไหมนึกว่าเพราะลม
สองคนจุดกองไฟใต้ต้นสน สองมือยื่นเหนือเปลวไฟ ขุนพลถอนหายใจยาว “ฉันมีเหตุผลต้องไปต่อ—คงเหมือนเธอ แต่ของฉันมัน… ซับซ้อนกว่านั้น”
แพรไหมมองหน้าเขา แต่อีกฝ่ายไม่พูดอะไรอีก กองไฟค่อย ๆ เผาเงาสองร่าง โต๊ะสนทนาหยุดลงในความเงียบและแสงอ่อน
รุ่งเช้า ทั้งคู่เตรียมเดินต่อ เสียงปีกนกหิมะกระพือบนยอดไม้ สร้างเงาลายบนหิมะขาวบริสุทธิ์ ขุนพลมองไปไกล เหมือนกำลังคุมอารมณ์ที่ขอบฟ้า
“เธอเคยเสียใจในสิ่งที่เลือกบ้างไหม” เขาถาม
แพรไหมนิ่ง “ทุกครั้งที่ล้มเหลว ข้าก็ถามแบบนี้ แต่ถ้าไม่ลองไปต่อ ข้าจะเสียใจมากกว่า”
ขุนพลยิ้มหยันเหมือนกลั้นบางอย่างไว้ “บางทีฉันอาจอยากหนีตัวเองมากกว่าพิชิตปลายทาง”
ทั้งคู่เดินเข้าสู่หมอกบางที่ปกคลุมแนวเขตแดนใหม่ดินแดนแปลกตา ท่ามกลางเสียงฝีเท้าสะท้อนเสียงหัวใจทุกคน
เมื่อตกดึกทั้งคู่หลบลมหนาวใต้ร่มไม้สูง ไฟในเตาตะเกียงวูบไหว แพรไหมนั่งขีดเขียนปากกาสีน้ำเงินลงสมุดบันทึก ขุนพลแอบมองนิ้วมือเธอที่สั่นงัน ๆ
“บันทึกถึงแม่?” เขาถามเบา ๆ
แพรไหมพยักหน้าไม่พูด รอยยิ้มบาง ๆ ซ่อนน้ำตา
ขุนพลเอื้อมมือให้ถุงขนมแห้ง “กินหน่อย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะไม่มีแรงเดิน”
มือแพรไหมแตะถุงเบา ๆ “ขอบคุณ เธอใจดีมาก… ข้าไม่ค่อยเจอคนใจดีบนนอกหมู่บ้าน”
ขุนพลหลบตา “ไม่ได้ใจดี ที่ให้เพราะ… กลัวเธอจะล้มตายกลางทาง”
เสียงหัวเราะเกิดขึ้นเบา ๆ ระหว่างหิมะและความเหน็บหนาว เสียงไฟแตกดังเป๊าะเป็นจังหวะหยุดใจ
“พรุ่งนี้จะข้ามทุ่งดอกไม้แข็งใช่ไหม” แพรไหมถาม
ขุนพลพยักหน้า “เคยมีคนหายสาบสูญที่นั่น แต่ถ้าเราไปพร้อมกัน—ฉันจะไม่ทิ้งเธอ”
แก้มสองข้างแพรไหมร้อนผ่าว เธอเบือนหน้า หัวใจสั่นไหวอย่างประหลาด เงาของไฟเต้นระริกบนหิมะและดอกไม้แข็งที่โพรกเต็มผืนน้ำแข็งปลายแสงจันทร์