เสียงสะท้อนในหอเก่า
เสียงฝนตกหนักกระหน่ำลงบนหลังคาสังกะสีของหอพักเก่า ราวกับโลกทั้งใบกำลังยุบตัวลง ภายในห้องโถงชั้นล่าง แสงไฟสลัว ๆ จากหลอดนีออนที่กะพริบเป็นจังหวะฉายเงาของเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า ๆ ทาบลงบนพื้นกระเบื้องร้าว ๆ ห้าเงากำลังนั่งล้อมวงเงียบ ๆ สัมผัสความอึดอัดที่แทรกซึมเข้ามาในทุกอณูของห้อง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไอ้ฝนบ้า ทำเอาเน็ตดับหมดเลย” พีท บ่นพลางเขวี้ยงมือถือใส่หมอน น้ำเสียงขุ่น ๆ ของเขาสะท้อนความหงุดหงิดลึก ๆ
“เราทำไรกันดีวะ นั่งเงียบ ๆ แบบนี้กูว่าไม่นานต้องบ้าตาย” เกรซเปรยขึ้น พยายามกลั้นหัวเราะกับความเหงาง่วงที่เริ่มกัดกิน
“รอฟ้าหยุดฝนก็ได้มั้ง” ส้มพูดเสียงเรียบ เธอกอดอกแน่น ดวงตาคอยเหลือบมองไปที่ประตูทางออกซึ่งติดล็อกแน่นหนา
“ประตูมันเหมือนจะล็อกเองตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ใครเป็นคนล็อกวะ?” อาร์ตถาม พลางเดินไปดึงลูกบิดแล้วลองเขย่าดู เสียงเหล็กกระทบกับกรอบไม้เก่า ๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“ไม่มีใครล็อก กูเห็นเปิดอยู่ตอนสี่ทุ่มเอง” พีทโต้ทันควัน แต่สายตาเขากลับเต็มไปด้วยความลังเล
ไฟในห้องดับวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาติดใหม่ เสียงของหลอดนีออนดังจี่ ๆ ผสมกับเสียงฝนและลมหวีดหวิวจากรอยแตกของหน้าต่าง ยิ่งขับบรรยากาศให้ขนลุก
มุก นั่งนิ่งอยู่มุมห้องไม่พูดอะไร ดวงตาเธอเหม่อมองไปยังรูปถ่ายเก่าบนผนัง “รูปนั้น…มีคนยืนอยู่ตรงหน้าหอเหมือนกำลังมองเราอยู่เลย” เธอพึมพำเบา ๆ
เกรซเอื้อมมือไปจับแขนมุก “อย่าเล่นอะไรหลอน ๆ แบบนี้สิ ประสาทจะกินอยู่แล้ว”
เสียงบางอย่างดังแว่วขึ้นจากชั้นสอง คล้ายเสียงลากของอะไรหนัก ๆ กับพื้นไม้ ทุกคนหยุดนิ่ง ความเงียบอึดอัดแผ่ปกคลุม ก่อนที่อาร์ตจะฝืนหัวเราะแห้ง ๆ “แมวหรือเปล่า?”
“ที่นี่ไม่มีแมว…” ส้มพูดเสียงเบา เงียบลงทันทีราวกับเพิ่งนึกได้ว่าคำพูดตัวเองขัดกับความคาดหวังของทุกคน
“ถ้ามีคนอยู่ข้างบนจริง ๆ ล่ะ?” พีทถามเสียงต่ำ สีหน้าดูไม่มั่นใจ
“อย่าไปคิดมาก แค่เสียงไม้ลั่น” เกรซพยายามปลอบ แต่กอดตัวเองแน่นขึ้น ไม่กล้าลุกไปสำรวจ
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เสียงน้ำหยดจากรอยรั่วหลังคาดังตามจังหวะ ทุกสายตาต่างจดจ้องไปที่บันไดซึ่งทอดยาวขึ้นสู่ความมืด
อาร์ตถอนหายใจแรง “งั้น…คืนนี้คงต้องนอนกันตรงนี้แหละ เช้าเดี๋ยวค่อยเช็คว่ากุญแจมันเสียหรือเปล่า”
แต่ไม่มีใครตอบรับหรือคัดค้าน ต่างคนต่างจมอยู่กับความคิดของตนเอง ความเงียบแทรกตัวเข้ามาระหว่างทุกถ้อยคำ—และบางสิ่งที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยชื่อ
เวลาสามทุ่มครึ่ง เสียงคล้ายคนเดินบนชั้นสองดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ฟังดูหนักแน่นและใกล้มากขึ้น ส้มกระซิบถาม “ใครจะขึ้นไปดูด้วยกันไหม?” ไม่มีใครตอบ เสียงฝนยังคงกระหน่ำ ความเงียบขยายใหญ่ขึ้นจนเหมือนจะกลืนกินทุกอย่าง
ในที่สุด เกรซตัดสินใจคว้าไฟฉาย “ไปก็ไปวะ เบื่อรอเฉย ๆ แล้ว” เธอหัวเราะฝืน ๆ ก่อนจะเดินนำขึ้นบันได อาร์ตกับพีทลุกตามอย่างลังเล ส่วนมุกกับส้มเดินรั้งท้าย
เมื่อเท้าสัมผัสพื้นไม้ของชั้นสอง ทุกคนรับรู้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากผนัง เสียงไม้ลั่นดังเป็นระยะ ราวกับสิ่งปลอมปนในห้วงเวลาปัจจุบันกับอดีต
เกรซสาดไฟฉายไปตามทางเดินแคบ ๆ เงาเตียงและโต๊ะเก่าทอดยาวบนผนัง มีรอยเท้าดินเปียกนำไปหยุดที่ประตูห้องหมายเลข 207
“ใครมาเดินตอนฝนตก?” อาร์ตพึมพำ พลางยื่นมือแตะลูกบิด เย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง ส้มเดินเข้ามาใกล้ “เปิดดูไหม?”
พีทกลืนน้ำลาย “ถ้าเปิดแล้วมีอะไรอยู่ข้างในล่ะ…”
เกรซกัดฟัน กลั้นกลัว “เปิดเถอะ จะได้จบ ๆ” อาร์ตค่อย ๆ หมุนลูกบิด ประตูแง้มออกอย่างช้า ๆ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นฝนโชยออกมาปะทะหน้า
ห้อง 207 ว่างเปล่า มีเพียงโต๊ะเรียนเก่า ๆ กับเตียงที่ผ้าปูขาดแหว่ง ข้างหน้าต่างมีรูปถ่ายติดผนัง รูปหญิงสาวคนหนึ่งในชุดนักศึกษายืนข้างเตียง เธอยิ้มบาง ๆ แต่นัยน์ตากลับว่างเปล่า ส้มชะโงกมอง “ใครคือ… แพร?” เธออ่านชื่อที่เขียนด้วยปากกาสีดำใต้รูป
จู่ ๆ เสียงเหมือนผ้าม่านขยับดังขึ้น ทุกคนหันขวับไปพร้อมกัน แต่ม่านกลับนิ่งสนิท ไฟฉายในมือต่างสั่นระริก—ไม่จากความเย็น แต่จากความหวาดกลัวที่ค่อย ๆ ก่อตัว
“กูว่า…กลับไปข้างล่างดีกว่า” พีทเอ่ยขึ้นเบา ๆ ไม่มีใครขัด พวกเขารีบเดินลงบันได ทิ้งความหนาวเย็นและความรู้สึกไม่ปลอดภัยไว้เบื้องหลัง
เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ เสียงฝนยังคงไม่หยุด แต่ทุกคนต่างรู้สึกเหมือนบางอย่างตามลงมาด้วย ในห้องโถง พีทหยิบมือถือขึ้นมาอีกครั้ง ไฟหน้าจอประหลาดใจแวบหนึ่ง “เฮ้ย…ใครส่งข้อความมาเนี่ย?”
บนหน้าจอมีเพียงข้อความเปล่า ๆ ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีเนื้อความ ในนั้นถูกส่งมาเวลาสามทุ่มสิบเก้านาที ขณะที่พวกเขาอยู่ในห้อง 207 กันทั้งหมด
“หรือว่า…ใครเล่นมือถือในห้องนั้น?” ส้มหน้าซีด เกรซมองไปรอบ ๆ ช้า ๆ “ตอนเราอยู่ข้างบน มือถือนอนอยู่ตรงนี้หมดเลย”
“มันจะเกี่ยวกับแพรหรือเปล่า?” มุกพูดเสียงสั่น ทุกคนหันไปมองหน้ากันอย่างหวาดระแวง
“แพรไหน?” อาร์ตร้องถามอย่างร้อนรน
“ก็ในรูปนั่นไง” มุกชี้นิ้วไปที่บันได สีหน้าเธอซีดเผือด พีทกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
“ไม่มีเรื่องเล่าย้อนหลังใช่ไหม? กูไม่อยากฟังอะไรหลอน ๆ ตอนนี้” เกรซฝืนพูดกลบเสียงหัวใจที่เต้นโครม ๆ
แต่เสียงหยาดฝนและเงาในห้องกลับตอบกลับมาด้วยความเงียบ—เงียบเกินไป
เวลาตีหนึ่ง ทุกคนยังนั่งเงียบ ๆ อยู่ที่เดิม ไม่กล้าขึ้นไปชั้นบนอีก เสียงประตูห้องน้ำตรงปลายทางเดินดังแอ๊ดอย่างแผ่วเบา “ใครไปเข้าห้องน้ำ?” อาร์ตถาม
ไม่มีใครตอบ ไฟฉายถูกส่องไปยังต้นเสียง เห็นเพียงประตูเปิดค้างกับความมืดภายใน
“เมื่อกี้…ประตูยังปิดอยู่นี่” ส้มพูดเสียงสั่น
“กูจะไปดูเอง” เกรซเอ่ยเสียงแข็ง เดินไปชะโงกหน้าดูในห้องน้ำ ไม่มีใครตามไป ด้านในกลับว่างเปล่า เหลือเพียงเงาตัวเองสะท้อนในกระจก
เงาที่มองกลับมาเหมือนกำลังยิ้มบาง ๆ ดวงตาเล็ก ๆ วาวในความมืด เกรซชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเดินกลับมา
ทุกคนต่างเริ่มระแวงต่อกัน พีทว่าขึ้น “มีใครเคยได้ยินเรื่องอะไรเกี่ยวกับหอนี้บ้างไหม?”
มุกเบือนหน้าหนี ไม่ตอบอะไร ส้มขบกรามแน่น ก่อนจะเอ่ย “เคยมีคนเล่าว่าเมื่อสิบปีก่อน มีนักศึกษาคนหนึ่งหายตัวไปในหอคืนนี้แบบนี้แหละ ไม่เคยมีใครเจออีกเลย”
“พูดจริงเหรอ?” อาร์ตถามเสียงแผ่ว
“เออ ชื่อแพร…” มุกกระซิบ ทุกคนหันขวับไปมอง
เสียงฝีเท้าจากชั้นสองดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักแน่นและต่อเนื่อง เหมือนกับมีคนเดินวนไม่หยุด
เวลาตีสอง เกรซเริ่มหงุดหงิด “ทุกคนจะไม่พูดอะไรเลยเหรอ? จะรอให้ถึงเช้าเฉย ๆ งั้นเหรอ?”
พีทพยายามยิ้มกลบเกลื่อน “หรือจะเล่นเกม ถามความลับกันคนละเรื่อง?”
ทุกคนลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะตกลง พีทเป็นคนเริ่ม “โอเค…กูสารภาพก่อน เมื่อเดือนก่อนกูแอบเข้าไปในห้องเก็บของตอนดึก เจอสมุดบันทึกเล่มนึง เปิดอ่านแค่หน้าเดียว มีแต่ลายมือเขียนว่า ‘อย่าเชื่อใครในหอนี้’”
ความเงียบวาบเข้ามาอีกครั้ง อาร์ตพูดต่อเสียงเรียบ “กูเคยเห็นใครไม่รู้เดินไปมาในหอช่วงตีสาม แต่พอเดินตามไป…กลับไม่มีใคร”
ส้มสารภาพ “เมื่อปีที่แล้ว กูเคยฝันถึงผู้หญิงคนหนึ่ง มายืนปลุกกูหน้าห้อง แล้วพูดว่า ‘ออกไป’ แต่กูไม่เชื่อ… พอตื่นมาประตูห้องเปิดอ้าอยู่เอง”
มุกก้มหน้า “กูเคยแอบฟังเสียงคนคุยกันในห้องว่าง ไม่มีใครยอมรับว่าเป็นคนพูด”
เกรซกลืนน้ำลาย “ตอนกูเพิ่งย้ายเข้ามา…ได้ยินเสียงคนร้องไห้จากห้อง 207 ทุกคืน จนต้องใส่หูฟังนอน”
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์บ้านเก่า ๆ ที่ตั้งอยู่ปลายโถงดังขึ้น ทุกคนสะดุ้งเฮือก เสียงกริ่งแหลมเสียดหูท่ามกลางความเงียบ
ไม่มีใครกล้าเดินไปรับ มันดังอยู่อย่างนั้นจนดูเหมือนจะไม่มีวันหยุด สุดท้ายอาร์ตตัดสินใจเดินช้า ๆ เข้าไปใกล้ หยิบหูโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
ทางปลายสายมีเพียงเสียงหายใจแผ่ว ๆ ตามด้วยเสียงกระซิบ “ออกไป…” แล้วสายก็ขาดหายไปทันที
อาร์ตหันกลับมามองเพื่อน ๆ หน้าเขาซีดเผือด “เขาบอกให้ออกไป…”
“แต่เราออกไม่ได้ ประตูก็ล็อก” ส้มพูดเสียงสั่น
เกรซเดินไปลองเปิดหน้าต่าง ทุกบานถูกตรึงแน่นด้วยไม้กระดานเก่า ๆ ราวกับมีใครตั้งใจขังพวกเขาไว้
เวลาสามนาฬิกา ทุกคนเริ่มหวาดระแวงกันเอง สายตาแต่ละคนแฝงด้วยความไม่ไว้ใจ
พีทตั้งข้อสงสัย “หรือจะมีใครในพวกเราที่เป็นต้นเหตุ?”
ไม่มีใครตอบ เสียงฝนยังคงดังข้างนอก ทว่าข้างในห้องกลับเย็นชืดผิดปกติ เงาของทุกคนทอดยาวบิดเบี้ยวบนพื้นราวกับไม่ใช่ของมนุษย์
เวลาสี่นาฬิกา เสียงฝีเท้าจากชั้นบนหยุดนิ่ง ทันใดนั้นไฟในห้องดับพรึ่บ ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดสนิท
“ใครมีไฟฉายบ้าง?” เกรซถามเสียงตื่น
เสียงข้าง ๆ ตอบกลับมาเบา ๆ “อยู่ที่ฉันเอง…” มุกยื่นไฟฉายให้ นิ้วมือเธอเย็นเฉียบ
เกรซเปิดไฟฉาย ส่องไปที่หน้าต่าง เห็นเงาผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่นอกบานกระจก เธอยิ้มจาง ๆ พลันหายวับไปเมื่อไฟฉายสั่นไหว
อาร์ตพึมพำ “หรือเราไม่มีใครออกไปได้อีกแล้ว?”
ส้มค่อย ๆ ทรุดตัวนั่งกับพื้น “ถ้าเราทำอะไรบางอย่างผิดพลาดไปตั้งแต่แรก… หรือเราเป็นคนเดียวกับคนที่เคยอยู่ที่นี่?”
“ไม่ใช่ กูจำได้ว่ากูเพิ่งย้ายมา” พีทว่า
แต่คำพูดนั้นไม่มีใครตอบสนอง ทุกคนเหมือนถูกกลืนหายไปในความเงียบอันเย็นยะเยือก สายตาต่างมองไปรอบ ๆ ราวกับลองสำรวจขอบเขตของตัวเอง
เวลาห้านาฬิกา ความเงียบถูกทำลายด้วยเสียงเพลงเก่า ๆ ดังแผ่ว ๆ จากห้อง 207 เสียงคนร้องประสานเบา ๆ ฟังไม่ออกว่าเป็นภาษาอะไร
ทุกคนขยับตัวอย่างไม่แน่ใจ ก่อนที่จะตัดสินใจเดินขึ้นไปชั้นสองอีกครั้ง คราวนี้พวกเขาเดินอย่างระมัดระวังแต่มั่นใจมากขึ้น
เมื่อไปถึงหน้าห้อง 207 เกรซยื่นมือไปเคาะประตู “แพร… ถ้าอยู่ในนั้น ออกมาคุยกันเถอะ!”
ทันใดนั้น ประตูเปิดออกอย่างช้า ๆ ข้างในมืดสนิท มีกลิ่นฝนและกลิ่นดินโชยออกมา ภายในห้องมีเงาผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างเตียง ดวงตาเธอวาววับในความมืด
“ออกไป…” เสียงกระซิบดังขึ้นพร้อม ๆ กันจากทุกมุมห้อง เงาในห้องเริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
ทุกคนตัดสินใจวิ่งหนีลงบันได เสียงฝีเท้าดังสะท้อนในโถงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่เมื่อวิ่งถึงชั้นล่าง กลับพบว่าประตูและหน้าต่างหายไป เหลือเพียงกำแพงปิดล้อมห้องโถง
“เราติดอยู่ที่นี่…” มุกพูดเสียงแผ่ว
ความเงียบเข้ามาแทนที่ เสียงฝนข้างนอกค่อย ๆ เบาลงจนเงียบสนิท เหลือไว้เพียงเสียงหายใจของแต่ละคน
เวลาหกนาฬิกา แสงแรกของวันส่องลอดผ่านรอยร้าวบนหลังคา พีทค่อย ๆ เดินไปที่บันได พบเงาของตัวเองทอดยาวผิดปกติขึ้นไปถึงชั้นสอง เงานั้นบิดเบี้ยวและเหมือนราวกับมีใครกำลังจับมือเขาอยู่
“เราไม่เคยออกไปจากที่นี่จริง ๆ…” ส้มพึมพำ
ในที่สุด ทุกคนต่างทรุดตัวลงกับพื้น ความเหนื่อยล้าปะปนกับความกลัว ภายในห้องโถงมีเพียงเสียงสะท้อนจากอดีต ดังก้องในความเงียบอย่างไม่มีวันจางหาย
เสียงกระซิบสุดท้ายแว่วมาจากชั้นสอง “ออกไป…” แต่ไม่มีใครขยับอีกต่อไป