เสียงสะท้อนจากหอเก่า
เงาค่ำย่ำเข้าปกคลุมกำแพงอิฐเก่าที่แตกลาย สีขาวแซมดำในแนวโค้งของหอพักพยาบาลหญิง “ศรีมาลา” ด้านหน้า สายลมเย็นต้นฤดูฝนหอบกลิ่นฝุ่นและไอชื้นมาไกล ฟ้าครึ้มเสียจนแสงไฟละเลงไปทั่วสนามหญ้าเล็กๆ มัวหม่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“โห… หอพักขลังมาก” ปาลิตากระซิบพลางหิ้วกระเป๋าใบโต พราว—ยื่นหน้าไปชะโงกดูประตูไม้แกะสลัก “หน้าต่างฝ้าดูเก๊าเก่า”
“เบาๆ หน่อย เดี๋ยวพี่แม่บ้านได้ยิน จะโดนดุ” ริรากระซิบสวน ดวงตาไล่มองรอบตัวด้วยความหวาดระแวง ทั้งห้าวงใบหน้าสลับสบตากัน ไม่มีใครอยากจะยืนอยู่นานใต้ป้ายหอไม้เม็ดที่โดนฝนกัดจนเกือบลบชื่อ
เสียงเท้าสองสามคู่เอื้อมกระแทกพื้นไม้ดังตึงๆ ทุกคนลากสัมภาระขึ้นบันไดชัน สมิหลาเหงื่อซึม หน้าผากมันเยิ้ม ทั้งที่อากาศเหมือนจะเย็นลง “เหม็นอับชะมัด ขึ้นไปเร็ว เข้าไปข้างในดีกว่า…”
พวกเธอยึดห้อง 209 ตามที่ได้รับแจ้ง ทั้งหมดหยุดหน้าประตูเก่า ฝ้าไม้ทึบบังสายตา “เหล็กกลอนมันหลวม” พิณน้ำพูดเสียงเบา พร้อมเหยียบเท้าอีกข้างไปหยั่งพื้น—อยู่ๆ เสียงกุกกักบางอย่างใต้พื้นก็แว่วมา ทุกคนหยุดนิ่ง หัวใจเต้นแรง
“เค้าคงคิดไปเองมั้ง” ปาลิตาขำกลบเกลื่อน แต่แววตากระสับกระส่าย พลัน ริราเปิดประตูเข้าไป กลิ่นอับผสมอะไรบางอย่างคลุ้ง ปิดตามาด้วยเสียงปะทะของไม้กับไม้ ทุกคนต้องกลั้นหายใจ ประสาทตื่นตัวกับเสียงที่ไม่สมเหตุสมผลในหอเก่า
การตรวจเช็กห้องตามประสานักศึกษาใหม่ใช้เวลาไม่นาน ไม่มีอุปกรณ์เครื่องใช้ทันสมัย มีเพียงพัดลมโบราณ โต๊ะไม้หลุดเดือย และโคมไฟเก่า
“จะรอดมั้ยเนี่ย ปีหนึ่งนี้” สมิหลาถอนหายใจยาว มองเพดานแสงมืดๆ เงาสลัวจากหน้าต่างทำให้ห้องดูแปลกประหลาด หนาวลึกกว่ากาย ผนังฝั่งหนึ่งมีรอยร้าวยาวเหมือนลายมือข่วน
คืนนั้น พวกเธอยังคบเทียนจนดึก คุยเรื่องเรียน เรื่องอาจารย์ใหม่ ก่อนที่พิณน้ำ ผู้ที่เก็บตัวและไม่ค่อยพูด จะหันไปถามเสียงเบา
“ใครได้ยินเสียงน้ำหยดมั้ย?”
เงียบงัน ทั้งสี่หันมองหน้ากัน หูเงี่ยฟัง เสียงหยดน้ำดังติ๊ก…ติ๊ก… จากในห้องน้ำในตัวห้อง
สมิหลาขยับตัว พลางผงะ “เมื่อคืนเราปิดก๊อกแน่ๆ…”
ริรายิ้มฝืน “แค่ก๊อกมันเก่าเอง อย่าเพิ่งคิดมาก เดี๋ยวพรุ่งนี้บอกพี่แม่บ้านให้มาดู”
เสียงหยดน้ำยังคงดังต่อไปจนรุ่งสาง แม้ไม่มีใครกล้าลุกไปตรวจ
วันรุ่งขึ้นหอพักกลับเงียบสงัด เพื่อนร่วมชั้นห้องข้างๆ ก็ไม่ค่อยเปิดประตู ไม่มีใครออกมาทักทาย ในขณะที่ฤดูสอบใกล้มาถึง
เช้าวันที่สอง ร่องรอยผิดปกติแรกเริ่มปรากฏ ปาลิตาทักขึ้นระหว่างแต่งตัว “เมื่อคืน ใครวางกระจกเงามุมนี้?” มือชี้ไปที่กระจกสูงบานเฟี้ยมหน้าห้องน้ำ
ริรามึนงง “บ้าน่า เราไม่มีใครขนกระจกใหญ่แบบนี้ แล้วเมื่อคืนยังวางกระเป๋าทับอยู่”
“อย่าหลอกกันนะ” เสียงพราวสั่น ๆ “เมื่อคืนฉันฝันว่าได้ยินเสียงคนเดินในห้องน้ำ…”
สมิหลาส่ายหน้า แบบเอือม “จะเจออะไร ขออย่าได้หลอนพรุ่งนี้มีสอบ…”
บรรยากาศเช้านั้นอึมครึม พวกเธอหลีกเลี่ยงเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่พอช่วงบ่าย กระจกบานนั้นร้าวดังแคร็กเหมือนฝีมืออะไรบางอย่างไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
ในช่วงค่ำ หลังกลับจากห้องสมุด ริรากลับบ้านช้าสุด เปิดประตูห้องพลันเหลือบไปเห็นเงาดำยืนในห้องน้ำก่อนเลือนหาย ร่างทั้งห้าตื่นตกใจ ไม่มีใครพูดอะไร ต่างคนต่างหลบตา ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงสิ่งที่เห็น
เช้าวันถัดมา ปาลิตาดูท่าหงุดหงิด เธอเจอรอยข่วนใหม่ตรงประตูฝั่งใน กรีดลึกกว่ารอบเก่า “คืนนี้มีใครออกจากห้องมั้ย?”
“ใครจะกล้า เราก็ล็อก” สมิหลาเถียง “เมื่อวานยังไม่มี… มันเพิ่งมา…”
เสียงเงียบว่างแทรกอยู่กลางบทสนทนา แต่บอกไม่ได้ว่าระหว่างนั้นมีบางอย่างสอดแนมอยู่หรือเปล่า ทุกคนระแวงกันเองมากขึ้น—ต่างคนต่างย้อนคิดว่ามีใครกันแน่ที่แอบทำอะไรตอนกลางคืน
คืนนั้นเสียงน้ำหยดเปลี่ยนจังหวะ เป็นติ๊ก… ตึกๆ… เหมือนอะไรบางอย่างเดินวนเวียนรอบห้องน้ำ ริรากระสับกระส่าย ไม่กล้าลุก แม้แต่พราวที่ขี้กลัวที่สุดยังเก็บผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัว
รุ่งเช้า เห็นได้ชัดว่าทุกคนหลับไม่เต็มตา พิณน้ำถามอย่างลังเล “ใครปิดไฟดวงนี้เมื่อคืน?” ทุกคนส่ายหน้าช้า ๆ ไฟบนหัวเตียงดับเองทั้งที่ไม่มีใครแตะต้อง
ตอนสาย สมิหลาเริ่มบ่น “หรือมันไฟเก่า? หรือ…มีใครล้อกันเล่น?” เธอสอดส่ายตามองไปที่หน้าต่างฝ้า เอื้อมไปจับ แต่บานหน้าต่างไม่เปิด ไม่ขยับเลย ราวกับมีอะไรกดทับอยู่
ตอนสายวันเดียวกัน ริรามาหยุดที่บันได รู้สึกเย็นวาบอยู่ใต้ฝ่าเท้า พวกเธอสังเกตเห็นรอยเท้าชื้นๆ พาดยาวจากบันไดขึ้นถึงหน้าห้อง 209 สีหน้าทุกคนเปลี่ยนไปในทันที
“เมื่อคืนใครเดินแถวนั้น?” ปาลิตาถามเสียงเครียด
“ไม่มี!” พราวตอบทันควัน สายตาหวาดระแวง หายใจถี่
สมิหลาพึมพำเสียงแผ่ว “หรือมีใครเข้ามา? เราล็อกสองชั้นนี่…”
คืนนั้นเสียงเดินลากยาวใต้เตียงและเสียงเคาะเบา ๆ ดังสม่ำเสมอ ไม่มีใครกล้านอน ไฟทุกดวงเปิดทิ้งไว้จนรุ่งเช้า
อีกวัน พราวซึมเศร้า เธอไม่ยอมออกจากห้องน้ำ นั่งเหม่อจ้องประตูกระจกอยู่เป็นชั่วโมง ๆ ริรากับสมิหลากระซิบปรึกษากัน “พราวเป็นอะไร ตั้งแต่คืนที่สาม เธอเปลี่ยนไปเลย”
ปาลิตาขมวดคิ้ว “เราว่าต้องมีอะไรผิดปกติที่นี่ อย่าบอกนะว่านี่… ห้องที่มีข่าวเมื่อปีก่อน?”
พิณน้ำมองต่ำ หลบตา ทุกคนเพ่งมองเธอทันที “เธอรู้?” สมิหลาถาม
พิณน้ำอ้ำอึ้ง “เรา…ได้ยินมาว่า มีเด็กปีหนึ่งหายตัวไป ไม่มีใครเคยเจอศพ” เงียบเสียงในห้อง แน่นขนัด ริรากลั้นหายใจ
ปาลิตากลืนน้ำลาย “แล้ว…เป็นห้องนี้?”
พิณน้ำพยักหน้าช้า ๆ “209… คราวนั้นก็มีเสียงน้ำหยด แล้วคนที่หายไป พูดถึงรอยข่วนที่ประตูเหมือนกัน”
เมื่อคืนต่อมา เสียงผิดปกติยิ่งดังขึ้น จากในผนังและใต้พื้น เสียงกรีดร้องแผ่วเบาเหมือนทะลุมาจากอดีต สมิหลาขึ้นเสียงใส่ “ใครเล่นอะไร เธอ…บอกมาตรงๆ!”
พราวร้องไห้ “ไม่ใช่เรา! ฉันแค่… ฉันฝันเห็นผู้หญิงนั่งร้องไห้อยู่ใต้เตียง… แล้วฉันตื่นมาก็ได้ยินเสียงน้ำหยดอยู่ข้างหู”
พิณน้ำส่ายหน้า “คืนนี้เราออกไปนอนกับเพื่อนห้องอื่นดีกว่า”
แต่เมื่อพยายามจะออกไป ประตูกลับเปิดไม่ออก เหล็กกลอนเหมือนสนิมจับแน่น ริราตะโกนสุดเสียง “เปิดไม่ได้เลย!”
เสียงจากห้องใกล้ ๆ เงียบราวกับไม่มีใครอยู่ในตึก หอทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบสงัดอย่างไม่ปกติ
เสียงเคาะแผ่ว ๆ จากภายในห้องน้ำดังขึ้น ผนังเริ่มมีไอเย็นเยียบซึมออกมา ทุกคนจ้องหน้ากันด้วยสายตาวิตก
ขณะทุกคนง่วนอยู่กับการขว้างหมอน เพื่อทุบผนังหวังจะเปิดทางออก พราวร้องออกมาเสียงหลง “ดูตรงรอยข่วนนั่น! มันเปลี่ยนรูปร่าง!!”
ที่ประตู รอยกรีดกลายเป็นตัวอักษรเหมือนคำสาป—บางภาษาโบราณที่ไม่มีใครอ่านออก เสียงกรีดร้องแว่วเบาดังขึ้นจนทุกคนหันไปมอง
ปาลิตาน้ำตาไหล “พรุ่งนี้…พรุ่งนี้ต้องมีใครช่วยเราแน่!”
แต่คืนถัดมา ก็ไม่มีใครออกจากห้อง 209 ไม่ได้ยินเสียงจากข้างนอก ทั้งห้าคนนั่งจับมือกันใต้แสงไฟสลัว ความหวาดกลัวครอบงำใจ
เสียงก๊อกน้ำหยุดไป แต่แทนที่ด้วยเสียงกระซิบแผ่ว ๆ เงาของบางสิ่งรูปร่างเหมือนมนุษย์เดินช้าไปมาในห้องน้ำ ไม่มีใครกล้าขยับ
สมิหลาตะโกน “ถ้ามีใครอยู่ที่นี่ ขอร้อง…อย่าทำร้ายเรา!”
ทันใดนั้น ประตูห้องน้ำเปิดแอ๊ด ไอเย็นไหลทะลักออกมา ทุกคนเห็นเพียงเงาวูบเดียวใต้แสงเทียน—ก่อนจะดับวูบทั้งห้อง
เมื่อทุกคนลืมตาอีกครั้ง กลางความมืด ร่างของหญิงสาวปรากฏในกระจก ริมฝีปากเลือดซึม ข่วนประตูอย่างเดิม ทุกคนรู้ทันทีว่านี่คือคนที่หายตัวไปเมื่อปีก่อน
เธอยังคงเงียบ… แต่เสียงในหัวแต่ละคนดังก้อง พิณน้ำสะอื้น “เราขอโทษ…เราไม่รู้จริงๆ ว่าที่นี่มีความลับอะไร”
เสียงหยดน้ำในห้องน้ำดังขึ้นอีกครั้ง… แต่คราวนี้ไม่ใช่เสียงน้ำ หากเป็นเสียงร้องแผ่วๆ ปนกับเสียงกระซิบย้ำเตือน
“อย่าบอก อย่าออก อย่าอภัย—”
เงาดำเริ่มล้อมกรอบ ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกกักขังในห้องเล็ก ๆ ที่ไม่มีทางหนี ริราถามเสียงสั่น “จะให้เราทำอะไร…?”
ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงน้ำหยด..ดังถี่ขึ้น จนทุกคนเริ่มตระหนักว่าสิ่งที่ต้องปล่อยให้อยู่ในความมืดนั้นอาจมีเหตุผลของมัน ไม่มีใครหนีออกจากหอพักศรีมาลาได้อีก
เช้าวันใหม่ ห้อง 209 เงียบสนิท เหมือนไม่มีใครอยู่ พี่แม่บ้านเดินมาล็อกประตูอย่างเคย พลางรำพึง “ห้องนี้…เมื่อไหร่จะว่างเสียที…”
กลางความเงียบ รอยข่วนบนประตูเริ่มปรากฏใหม่…เป็นนามสกุลของทั้งห้าคน