เงาสะท้อนในคฤหาสน์บางอำพัน
ลมแรงกระแทกกระจกหน้าต่างจนเสียงดังสะท้อนอยู่ทั่วคฤหาสน์ร้าง รวงข้าวแห้งสะบัดไหวริมคลองเปลี่ยว ขณะที่รถยนต์สีหม่นคันหนึ่งเลี้ยวผ่านประตูเหล็กเก่าซึ่งขึ้นสนิมทับถม เรณูจอดรถด้วยมือที่ยังสั่นเล็กน้อย เธอเป่าลมหายใจออกมาช้า ๆ มองไปยังตัวคฤหาสน์บางอำพันซึ่งเคยเป็นบ้านของเธอตอนเด็ก ๆ แต่ปัจจุบันคล้ายกับหลุมดำกลืนกินแสงและเสียงรอบข้าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ด้านหลังรถ นรี เพื่อนสนิทและผู้ช่วยออกแบบจัดลมหายใจให้เข้าที่แล้วหันไปหยิบแฟ้มเอกสาร ก่อนจะลอบสังเกตใบหน้าตึงเครียดของเรณู “ถ้าหากไม่ไหว…เรากลับกรุงเทพฯ วันนี้ก็ได้” เสียงของเธอเบาราวกลัวยุ่งกับอะไรในอากาศ
เรณูส่ายหน้า สีหน้าแข็งกระด้าง “ฉันต้องทำงานนี้ให้เสร็จ ฉันต้องเผชิญกับมันสักที”
ทั้งสองเดินเข้าสู่ประตูไม้ซึ่งลั่นกุญแจไว้หลายชั้น ไร้เสียงตอบกลับจากภายใน นอกจากเสียงสะบัดของเงาบางอย่างผ่านช่องว่างใต้บันได ห้องรับแขกเต็มไปด้วยฝุ่น กลิ่นอับจากของเก่าทำให้เรณูต้องปิดปากกลั้นหายใจ แล้วข้างภาพถ่ายกรอบทองซีดจางบนผนัง ฉายเงาคนตัวเล็ก ๆ สองคนแฝงทับภาพเธอกับน้องสาวสมัยเด็ก
“บ้านนี้ยังไม่ลืมคนในภาพเลยเหรอ…” นรีพูดเสียงแผ่ว ก่อนจะปล่อยให้ความเงียบคลุมพื้นที่เป็นฉากหลัง พวกเธอเดินสำรวจบ้านทีละห้อง พวกเธอหยุดลงหน้าห้องหนึ่งซึ่งปิดตายแน่น เรณูวางมือบนลูกบิดแต่ลังเล ไม่กล้ากด
ต่อคืนแรก เรณูนั่งหลังโซฟาหน้าหน้าต่างบานกว้าง เสียงแมลงร้องและเสียงสายลมดังลอดเข้ามา ไม่ทันไร เสียงกระซิบแผ่วเบาดังจากมุมห้อง ราวมีคนเดินเลื่อนไปมาบนพื้นไม้ด้านบน เธอหยุดนิ่งฟัง ริมฝีปากเริ่มแห้ง สิงห์ เพื่อนในทีมงานซึ่งตามมาสมทบอีกคน เดินออกมาหรี่ไฟให้สลัวขึ้น “คิดว่าข้างบนมีหนูเหรอ?” เขาพูดกลั้วขำ แม้แววตาจะเหลือบระแวงมากกว่าใครเพื่อน
แต่เรณูไม่ตอบ เธอมองเห็นเงาบางอย่างสะท้อนบนกระจกกรอบใหญ่ข้างผนัง เงานั้นคล้ายเป็นผู้หญิงผมยาวใส่ชุดขาวยืนซ้อนหลังเธอ แต่พอหันกลับกลับไร้สิ่งใดอยู่ตรงนั้น
รุ่งเช้าอากาศเย็นเฉียบ แสงสลัวลอดม่านฝุ่น เรณูนั่งอ่านเอกสารบันทึกเก่า คำพูดของพ่อที่ตายในอุบัติเหตุยังดังก้องในหัว เธอเคยตกน้ำหลังบ้านวันหนึ่ง น้องสาวเป็นคนช่วยเธอ…แต่จู่ ๆ ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย นรีเดินมาวางมือบนบ่าของเธอ
“คืนที่แล้วนายพูดไรตอนหลับ ๆ บ้างรึเปล่า ฉันได้ยินเสียงเหมือนนายเรียกใครซ้ำ ๆ”
เรณูอึกอัก สีหน้าหวาดระแวง “ฉัน…แค่ฝันถึง Ae” (ชื่อของน้องสาว) เธอตอบเสียงอ้อมแอ้ม
แต่แล้วสายตาเรณูเหลือบไปเห็นรอยเปื้อนน้ำบนพื้นใกล้ประตูหลัง ทั้งที่ปิดทุกบานแน่นสนิท เธอลูบไหล่ตัวเอง สั่นโดยไม่รู้สาเหตุ
ช่วงสาย สิงห์เดินสำรวจบ้านร้างด้านหลังคนเดียว เขาแปลกใจที่หน้าต่างห้องหนึ่งปิดไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ลูกบิดแน่น ใกล้ ๆ กันเขาเห็นชุดกระโปรงเด็กพลิ้วไหวติดอยู่ข้างประตูเก่า เสียงหัวเราะแว่วมาไม่ทราบแหล่งที่มา สิงห์ขมวดคิ้วหันซ้ายขวา เขาตัดสินใจถ่ายรูปเก็บไว้ แต่ดูภาพในมือถือแล้ว ชุดกระโปรงในภาพหายไป มีแต่เงาดำขยุกขยุยหลังหน้าต่างแทน
เย็นนั้น ระหว่างประชุมงาน นรีพูดถึงการซ่อมโครงสร้างด้านทิศเหนือที่มีร่องรอยไฟไหม้ในอดีต เรณูเผลอเบะปากขณะมือกำเอกสารแน่น “ตรงนั้น…เป็นที่ที่ฉันกับ Ae เล่นซ่อนแอบวันสุดท้าย” เธอพูดเสียงเบา…หยุดเงียบเมื่อสบตาเพื่อน
สิงห์ฟังเงียบ ๆ รอยยิ้มจางหาย เขาก้มมองกระดาษจดงาน รอยน้ำหยดตกใส่กระดาษอย่างไม่มีที่มา ทั้งสามคนสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงประตูด้านหลังบ้านดังปังราวมีอะไรทุบ กระจกสะท้อนเงาดำวูบผ่านไป แม้จะรู้สึกผิดปกติแต่ไม่มีใครกล้าเดินไปตรวจดู
คืนนั้น เรณูนอนไม่หลับ เธอลุกเดินในบ้าน ระแวดระวังกับทุกเสียงผิดปกติ เธอหยุดยืนหน้าห้องที่ปิดตาย ทันใดเสียงกระซิบดังขึ้นอีก “Ae… ช่วยพี่ด้วย” เสียงนั้นคล้ายเสียงตัวเองในวัยเด็ก เธอผลักบานประตูที่ควรล็อกแน่น กลับเปิดออกช้า ๆ ราวใครบางคนดึงจากข้างใน
ภายในห้องเย็นจัดเหนือปกติ ผนังเต็มไปด้วยเงาสะท้อนที่บิดเบี้ยว เรณูเห็นเด็กหญิงผมยาวนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง เงาของเธอดีดไปมาประหลาด เรณูตัวแข็งทื่อ เจ็บจี้กลางหัวใจจนหายใจไม่ออก เธอยื่นมือไปยังเด็กคนนั้น แต่ปลายนิ้วสัมผัสได้แค่อากาศว่างเปล่า
จู่ ๆ ห้องกลับมืดสนิท เสียงชักโครกน้ำดังขึ้นโดยไม่มีใครใช้ เสียงหัวเราะของเด็กหญิงดังคลอเคล้า “พี่…ลืมอะไรไว้ในน้ำ” เงาบางอย่างพุ่งมาใกล้จนเรณูต้องออกจากห้องอย่างตื่นตระหนก
รุ่งเช้า สิงห์พบร่องรอยเปียกน้ำอีกเส้นตามพื้นไม้ ทว่าเส้นนั้นนำไปถึงตู้กระจกกลางห้องรับแขก เป็นกระจกเดียวกับที่เรณูเห็นเงาในคืนแรก ซึ่งไม่มีใครในทีมจำได้ว่าเคยมีตู้กระจกตรงนี้ นรีขมวดคิ้ว เธอลองตั้งข้อสังเกตว่า “หรือบ้านจะสะท้อนบางอย่างที่ข้างในเรายังไม่กล้าจำ?” ทั้งสามถกเถียงกันเสียงหวาดหวั่น สิงห์แอบเดินไปลูบกระจก มือเย็นเฉียบจนสะดุ้ง เงาตัวเองในกระจกสั่นไหว แตะกับเงาเด็กอีกคนอยู่ข้างใน
บรรยากาศภายในคฤหาสน์เปลี่ยนไป หลายจุดเริ่มเย็นกว่าปกติ ทั้งเสียงแปลกประหลาดและกลิ่นชื้นน้ำจากที่ไหนไม่รู้ ค่ำวันนั้น บานประตูหน้าบ้านปิดเองเสียงดัง ลมหมุนวนอยู่นาน ทุกคนต่างกอดอกนิ่งประเมินสถานการณ์ สิงห์เริ่มอยากจะถอยกลับตั้งแต่คืนนี้ นรีสายตาซื่อแต่ปากแข็ง “เรายังต้องรู้ให้ได้ ว่าอะไรกำลังรอให้เรานึกถึงมัน”
ช่วงค่ำ เรณูตื่นขึ้นกลางดึก เสียงหยดน้ำในห้องน้ำไม่หยุด เธอทนไม่ไหวต้องเดินไปดู ทว่าเมื่อเปิดไฟ เธอเห็นข้อนิ้วเล็ก ๆ วาดเป็นวงกลมอยู่บนกระจกฝ้า ก่อนจะจางไปเอง เธอพยายามลบแต่รอยกลับฝังลึก ภาพเงาตัวเองในกระจกบิดเบี้ยว พริบตาเดียว บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงกระซิบซ้อนกัน “คืนวันนั้น พี่ลืมฉัน…”
เรณูกระวนกระวายในแต่ละวัน เงาทะมึน กระจกที่ย้ายที่เอง รอยน้ำบนพื้นและเสียงน้ำทำให้เธอหลอนตลอด เธอเริ่มเห็นเงาเด็กหญิงในมุมตาหลายครั้งขึ้น บางคืนเสียงร้องไห้ผะแผ่วนั้นทำให้นอนแทบไม่ได้ สิงห์ที่นั่งดูเอกสารโบราณจนดึกเจอสัญลักษณ์คล้ายตราวงกลมไขว้กับเงาคนปนกับภาพในกระจกชำรุด เขาถ่ายรูปเก็บไว้ ลองค้นประวัติพบแค่ว่า คฤหาสน์นี้เคยมีคนจมน้ำเสียชีวิตแต่ไม่เจอศพในวันเดียวกับที่ Ae หายไป
ค่ำคืนที่บ้านเต็มไปด้วยความเงียบ ไม่ว่าทำอะไร เสมือนมีสายตาเฝ้ามอง แต่คนทั้งสามไม่พูดถึงมันตรง ๆ บทสนทนาระหว่างเรณูกับนรีเริ่มหน่วง “นายแน่ใจนะ…ว่าจำทุกอย่างได้หมดแล้ว?” “ฉันแค่…ฉันจำไม่ได้ทั้งคืนวันนั้น นายรู้อะไรเหรอ?” แต่ละคนหลบตากันเหมือนมีบางอย่างติดอยู่ในอก
วันถัดมา สิงห์หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งเรณูและนรีควานหาทั่วบ้าน รอยเท้าเปียกน้ำหยุดที่ตู้กระจกกลางบ้าน ภายในกระจก เงาของสิงห์เหมือนโบกมืออยู่ข้างในแต่ไร้ร่างจริง
นรีเริ่มหวาดกลัวจนตัดสินใจหนีออกไป แม้เธอกลัวเรณูแต่ยิ่งกลัวสิ่งที่มองไม่เห็น เธอขับรถผ่านประตูร้าง ปล่อยให้เรณูเหลือลำพัง ขณะนั้นเองเสียงเด็กหญิงในบ้านดังขึ้นเรื่อย ๆ “พี่…กลับมาดูฉันสิ”
เรณูตัดสินใจเดินเข้าสู่ห้องท้ายสุดของบ้านอีกครั้ง คราวนี้ฝนตกหนัก สายน้ำไหลจากเพดานจนพื้นเปียกแฉะ เธอเข้าใกล้ตู้กระจกที่เคยเห็นเงา สัมผัสมันอีกครั้ง ภาพในกระจกฟุ้งฝันก่อนค่อย ๆ เปลี่ยนฉาก—เธอกับ Ae เด็กน้อยวิ่งเล่นริมคลอง วันนั้น Ae พลัดตกน้ำ เธอรีบคว้ามือแต่กลับปล่อยมือน้องด้วยความตกใจ
น้ำเย็นเฉียบขังในหู ความเงียบพุ่งขึ้นเต็มหัวใจ เสียงร้องของ Ae เบาบาง “พี่…ทำไมไม่ช่วยฉัน…” ทุกอย่างดำมืด เรณูสะอื้นพลางสำนึกผิด เธอค่อย ๆ ขออโหสิจากเงาสะท้อนในกระจก เด็กหญิงในนั้นเงียบงัน มองเธอด้วยสายตาว่างเปล่า
ทันใด เงาในกระจกขยับออกมาช้า ๆ เงา Ae ค่อย ๆ ผสานกับเรณู เสียงน้ำหยดดับลง กลิ่นดินเปียกหายไป ทุกอย่างเงียบสนิท
เรณูนั่งอยู่หน้าตู้กระจก โดยมีแต่เงาสะท้อนของตัวเองและเด็กหญิงในนั้นตลอดไป
เช้ารุ่งขึ้น นรีพาทีมกู้ภัยกลับมา พบเพียงคฤหาสน์ว่างเปล่ากลางเงาสะท้อน เงาของเรณูกับเด็กหญิงยังเคลื่อนไหวอยู่ในกระจก…คฤหาสน์บางอำพันกลายเป็นคุกของปริศนาและความผิดบาปที่ไม่รู้จบ