เสียงสะท้อนใต้บันได
สายฝนโปรยปรายลงมาบนหลังคาไม้ของบ้านเก่า เสียงหยดน้ำกระทบเหล็กสังกะสีสลับกับลมแรงที่พัดใบมะม่วงหน้าบ้านไหวโอนเอน อิฐยืนนิ่งอยู่หน้าประตูรั้วสนิมเขรอะ กระเป๋าเป้เก่าใบหนึ่งสะพายไหล่ อิฐไม่ได้กลับมาที่นี่นานเกือบสิบปี หลังการหายตัวไปของ ‘ภีม’ ในคืนนั้น ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มือสั่นเล็กน้อยขณะไขกุญแจประตู เสียงแก๊กของเหล็กดังก้องในความเงียบ อิฐสูดลมหายใจลึกก่อนเดินเข้าไป ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ราวกับเวลาหยุดเดิน โถงกลางบ้านมีบันไดไม้ทอดตัวยาวขึ้นสู่ชั้นสอง เงาของมันสะท้อนยาวลงบนพื้นเปียกชื้น
“กลับมาแล้วเหรอ อิฐ?” เสียงทุ้มต่ำของอาโอภาสดังมาจากห้องรับแขก เขายังดูเหมือนเดิมแต่ดูเหนื่อยล้ากว่าแต่ก่อน อิฐพยักหน้ารับ ฝืนยิ้ม
“บ้านมันดูเงียบเกินไปนะ” อิฐพูดเสียงเบา ดวงตาไล่มองรอบบ้านที่เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นอับ
“มันก็แบบนี้แหละ ตั้งแต่…คืนนั้น” อาโอภาสเว้นจังหวะ ก่อนเปลี่ยนเรื่อง “นอนที่นี่สักคืนเถอะ พรุ่งนี้เพื่อนเก่าจะมากันครบ”
ตกกลางคืน อิฐนั่งอยู่ในห้องนอนเดิม มองเงาสะท้อนตัวเองในกระจก เงานั้นดูบางเบา ว่างเปล่า จู่ ๆ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังจากใต้บันได อิฐขยับหูฟัง เงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา ราวกับเสียงเด็กพูดว่า “มาหาฉันที…”
เช้าตรู่ เพื่อนเก่าสามคนทยอยมาถึง ป่าน ผอมสูง มีรอยแผลเป็นที่ข้อมือ เขาเหลือบตามองบ้านอย่างหวาดระแวง ตุ้ม พูดน้อย ใจร้อน เดินวนเวียนไม่หยุด และจ๋า เด็กสาวที่เงียบขรึมมองทุกคนด้วยสายตาเศร้า ๆ
“จำได้ไหม คืนสุดท้ายนั้น…” ตุ้มถามขึ้นกลางโต๊ะอาหาร อิฐหลบสายตา “อย่าเริ่มเลย เรามากันเพื่อ…”
“เพื่อเจอความจริง!” ตุ้มตวาดเสียงต่ำ “ถ้าภีมยังอยู่ เขาจะพูดอะไรกับพวกเรา?” จ๋าเม้มริมฝีปากเงียบ ป่านลูบแผลเป็นเบา ๆ
ค่ำคืนที่สอง เสียงใต้บันไดยังไม่หายไป แต่คราวนี้มีเสียงขีดข่วนเบา ๆ ตามมา อิฐลุกขึ้นเดินลงไปช้า ๆ ทุกคนเงียบกริบ จ๋าลอบซ่อนน้ำตาไว้เบื้องหลังแว่นตา
“ใครมัน…เล่นอะไร?” ป่านกระซิบ กลัวแต่พยายามแสร้งแข็งแกร่ง ทุกคนรวมตัวกันที่บันได ตุ้มก้มลงมองช่องว่างใต้บันได เงาดำเคลื่อนไหวยุกยิก “มันไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมาก” ตุ้มว่า แต่เสียงกระซิบกลับชัดเจนขึ้น “ช่วยฉันที…”
เช้าวันต่อมา จ๋าเริ่มพูดน้อยลง ใบหน้าซีดเซียว เธอบอกว่าเมื่อคืนฝันถึงภีม แต่บอกเล่าเพียงว่า “เหมือนเขายังอยู่ตรงนี้” ตุ้มเริ่มหงุดหงิด ป่านเอาแต่จ้องบันไดสายตาแข็งกร้าว
ตกเย็น ระหว่างมื้อเย็น มีเสียงเคาะเบา ๆ จากใต้โต๊ะอาหาร จ๋าทำช้อนหล่น ทุกคนหยุดนิ่ง อิฐจับมือจ๋าไว้แน่น “พอกันที คืนนี้เราต้องรู้ให้ได้” ตุ้มประกาศ
กลางดึก ทั้งสี่คนถือไฟฉายไปสำรวจใต้บันได ช่องไม้แคบแต่มองเห็นว่ามีเศษผ้าขาด ๆ กองหนึ่ง ตุ้มสอดมือเข้าไป ควานหาอะไรบางอย่าง แล้วชะงัก “มีอะไรบางอย่างตรงนี้” เขาดึงกล่องเหล็กขึ้นมา ฝุ่นคลุมหนาแน่น
กล่องถูกเปิดออก ข้างในมีจดหมายเก่า ๆ หลายฉบับ ทุกคนอ่านพร้อมกัน เสียงหัวใจเต้นแรง ท่ามกลางความเงียบ จดหมายนั้นเขียนด้วยลายมือของภีม เล่าถึงความกลัวและโดดเดี่ยว ถูกขังอยู่ในบ้านหลังนี้
“เขาไม่ได้หนีไป” จ๋าพึมพำ “เขาหายไป…ที่นี่”
ป่านเดินไปที่บันได เหยียบขั้นไม้เสียงดังเอี๊ยด เงาในกระจกหน้าบันไดเหมือนมีเด็กคนหนึ่งยืนอยู่ ทุกคนมองตามเสียงนั้น เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้เบา ๆ ความเย็นยะเยือกปกคลุมทั่วบ้าน
คืนนั้น หลังจากที่ทุกคนแยกย้าย อิฐนอนไม่หลับ เสียงขีดข่วนใต้บันไดดังขึ้นอีกครั้ง อิฐเดินไปหยุดหน้าบันได ก้มลงกระซิบกลับ “ภีม… นายอยู่ตรงนั้นจริง ๆ เหรอ?”
ไม่มีเสียงตอบ แต่เงาดำเคลื่อนผ่านช่องใต้บันไดอย่างรวดเร็ว อิฐถอยหลังชนผนัง หัวใจเต้นแรง
รุ่งเช้า ตุ้มดูวิตกจริตมากขึ้น เขาตัดสินใจจะรื้อบันไดออก อาโอภาสห้ามแต่ไม่สำเร็จ “อะไรบางอย่างต้องถูกเจอ” ตุ้มยืนยัน
ขณะถอดขั้นไม้ เสียงร้องไห้ดังขึ้นในหัวของทุกคน เศษผ้าและตุ๊กตาขาด ๆ ปรากฏใต้บันได ทุกคนแข็งค้าง มีแผ่นไม้ชิ้นหนึ่งถูกตอกทับไว้อย่างจงใจ
“เปิดดู…” เสียงกระซิบของภีมชัดเจนจนทุกคนได้ยิน อิฐหยิบค้อนตอกแผ่นไม้ออก ภายในมีห่อผ้าน้อย ๆ ข้างในเป็นของใช้ส่วนตัวของภีม รูปถ่ายกลุ่มเพื่อนสมัยเด็ก และสมุดเล็ก ๆ เล่มหนึ่ง
อิฐเปิดอ่าน สมุดนั้นเต็มไปด้วยความกลัว ความรู้สึกถูกทอดทิ้ง ภีมบันทึกว่ามีบางอย่างในบ้านที่ตามรังควานเขา เสียงกระซิบ การถูกขัง และความหวาดกลัวเพื่อน ๆ
จู่ ๆ ลมแรงพัดประตูบ้านเปิด เสียงกระซิบเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงร้องลั่น ทุกคนรีบวิ่งออกมารวมตัวกันที่หน้าบ้าน อิฐอ่านหน้าสุดท้ายของสมุด “ฉันกลัวพวกนาย…”
ป่านตะโกน “ภีม! เราขอโทษ!” เสียงร้องหยุดลงทันที ความเงียบโรยตัว บ้านทั้งหลังเหมือนถูกปลดปล่อยจากบางสิ่ง
แต่แค่นั้นไม่ทำให้ทุกอย่างจบ จ๋าสลบลงกับพื้น อิฐรีบเข้าไปช่วย จ๋าพึมพำ “เขายังอยู่…เขายังรอคำขอโทษ…รอให้เราจำได้”
คืนสุดท้ายก่อนกลับ อิฐเดินไปยืนหน้าบันไดอีกครั้ง เสียงกระซิบแผ่วเบา “ขอบคุณ…” อิฐน้ำตาไหล รู้สึกว่าภีมคงไม่ไปไหน แต่ก็ไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในเงามืดอีกต่อไป
เพื่อนทั้งสี่กลับออกจากบ้านในเช้าวันใหม่ ทิ้งเสียงสะท้อนใต้บันไดไว้เบื้องหลัง ไม่มีใครพูดอะไรอีก นอกจากสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด และความกลัวที่ฝังลึกในใจตลอดไป