ฤดู (ไม่) เดียวกัน
แสงแดดยามเช้าในฤดูร้อนส่องลอดหน้าต่างกระจกของหอพักหญิงปีสี่ มหาวิทยาลัยศิลปะและการสื่อสาร ข้าวฟ่างนั่งหลังตรงอยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือ เสียงนาฬิกาปลุกถูกปิดเป็นรอบที่สาม เธอมองหน้าจอแลปท็อป ตัวหนังสือรายละเอียดทุนการศึกษาต่างประเทศสะกดสายตา เหมือนมีรอยหยักเล็ก ๆ ในใจ เธอถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พบข้อความเชิงตลกของปุณณ์ส่งเข้ามาเหมือนทุกเช้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ตื่นยังแม่คุณ? ชวนไปกินข้าวมันไก่หน้า ม. แบบรีบกินเพราะลืมอ่านหนังสือ” ข้าวฟ่างยิ้มกับโทรศัพท์ นิ้วมือรีบพิมพ์ตอบกลับสั้น ๆ “รีบแค่ไหนละ? ถ้าไม่ลืมอ่านจริง ขอผ่าน” เงียบไปครู่หนึ่ง กลิ่นอายมิตรภาพอบอุ่นกรุ่นขึ้นมาอย่างคุ้นเคยเสมอ
ไม่นานนัก ปุณณ์ก็มาถึงหอพักตรงเวลาเสมอเหมือนนาฬิกาเดินได้ ข้าวฟ่างเดินลงมายืนหน้าตึก สวมรอยยิ้มบางพลางแซว “วันนี้ดูตั้งใจแปลก ๆ หรือแอบมีใครชวนไปสอบมาด้วยรึไง?” ปุณณ์หัวเราะ น้ำเสียงของเขามีความกลืนกล้า แต่ฟังดูเหน็ดเหนื่อยติดปลายเสียง “ก็…ใครมันจะแน่วแน่แบบข้าวฟ่างทุกวันล่ะ”
ทั้งสองเดินไปด้วยกันตามทางเดินเลียบสวนของมหาวิทยาลัย ลมร้อนโชยเบา ๆ ข้าวฟ่างหรี่ตา พลางยื่นมือป้องแสงแดด “ปุณณ์ ถ้าเลือกได้ ทุนต่างประเทศหรืออยู่ต่อดี?” เธอถามเหมือนไม่ตั้งใจ
ปุณณ์นิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบแบบเลี่ยง ๆ “ฉันเลือกมื้อนี้เป็นข้าวมันไก่ได้ไหม? เรื่องอื่นขอคิดทีหลัง”
เสียงหัวเราะเบา ๆ พาให้บรรยากาศอบอุ่น แต่ข้างในข้าวฟ่างกลับร้อนรุ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ร้านข้าวมันไก่แน่นขนัด คนแน่นอึดอัด เสียงช้อนตะเกียบกระทบกันดังเป็นจังหวะ ปุณณ์นั่งฝั่งตรงข้ามข้าวฟ่าง ยิ้มเจื่อน ๆ “ฟ่าง ฉันสมัครฝึกงานที่เชียงใหม่แล้วนะ”
ข้าวฟ่างชะงัก นิ่ง คล้ายตกอยู่ในภวังค์เงียบ ทำเป็นสนใจจิ๊กซอส แต่ใจกลับวุ่นวาย ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตา “เล็งไว้ตั้งแต่ปีสองแล้วนี่… แล้วจะไปเมื่อไร?”
“เดือนหน้า คงต้องไปดูที่อยู่ วางแผนชีวิตบ้างแล้ว มันวุ่นวายเนอะ”
ข้าวฟ่างส่ายหน้าแล้วหัวเราะ “วุ่นวายแหละ ดีแล้ว อย่างน้อยก็รู้ว่าต้องทำอะไร ต่อไปถ้าฉันได้ทุนไปยุโรป นายคงต้องตามไปกินข้าวมันไก่ที่นู่นแล้วล่ะ”
ปุณณ์ส่งสายตาปริศนา แต่เลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ เสียงรอบตัวดังก้องขึ้นอย่างแปลกประหลาด เหลือแต่ความเงียบระหว่างทั้งคู่ที่ไม่รู้จะเติมเต็มอย่างไร
หลังมื้ออาหาร ทั้งสองเดินกลับทางเดิม ข้าวฟ่างหยุดยืนหน้าต้นหูกวางใหญ่กลางลาน เธอยืนมองใบไม้สีเขียวที่ไล่เฉดสีอมเหลือง คล้ายจะพูดอะไร ปุณณ์เงียบรอ เขารู้ว่าเธอกำลังคิดบางอย่าง แต่เธอไม่เอื้อมถึงประโยคที่อยากพูดจริง ๆ สักที
วันถัดมา ช่วงสอบปลายภาค ทุกอย่างคล้ายวนลูป ข้าวฟ่างฝังตัวกับหนังสือ ในขณะที่ปุณณ์มีเพื่อนมารุมล้อมเรื่องโครงการศิลปะ แลดูวุ่นวายกว่าทุกที บนโต๊ะหนังสือมีของขวัญชิ้นเล็กกล่องหนึ่ง ข้าวฟ่างเปิดดู พบแฟลชไดร์ฟจิ๋วพร้อมโน้ตเขียนลายมือ “ตัดคลิปรุ่นส่งอาจารย์ ขอฝากไว้ดูทีนะ ฟ่างเป็นคนตั้งใจมากกว่าฉันเยอะ”
ข้าวฟ่างอมยิ้ม มือแตะโน้ตเบา ๆ เหมือนจดจำบางอย่าง คืนนั้นข้าวฟ่างตั้งใจดูวิดีโอที่บันทึกเรื่องราวของกลุ่มเพื่อน เพลงประกอบอบอุ่นและเสียงหัวเราะของปุณณ์ดังขึ้นในวิดีโอ เธอหัวเราะตาม รู้สึกไกลกันอย่างบอกไม่ถูก
คืนก่อนวันสอบ วิวท้องฟ้ายามพลบค่ำ ข้าวฟ่างยืนอยู่บนระเบียงหอพัก ปุณณ์โทรมาอย่างเคย เสียงปลายสายฟังดูเงียบผิดปกติ
“ฟ่าง พรุ่งนี้สอบอังกฤษ ให้ช่วยติวมั้ย?”
ข้าวฟ่างนิ่งไปครู่หนึ่ง “ขอบใจนะ… แต่วันนี้เหนื่อยจัง ขออยู่เงียบ ๆ ได้มั้ย?”
ปุณณ์ถอนหายใจแผ่วเบา สายเงียบสนิทไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดกระซิบ “ได้สิ… ถ้าต้องการใคร โทรหาได้เสมอ”
เวลาผ่านไป ฤดูฝนมาเยือนตามรอบ ข้าวฟ่างได้รับอีเมลตอบรับทุนไปยุโรปในวันเดียวกับที่ปุณณ์บอกข่าวว่าฝึกงานที่เชียงใหม่ผ่านการสัมภาษณ์ ความดีใจและเศร้าปนเปเงียบอยู่ในข้อความสั้น ๆ ที่ทั้งคู่ส่งหากันขณะนั่งอยู่คนละมุมห้องสมุดใหญ่
เย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน ฟ้ามืดครึ้มเป็นสัญญาณฝน ข้าวฟ่างนั่งอยู่กับเพื่อนสนิทในกลุ่ม พูดคุยปนเสียงฮา เพื่อนสาวคนหนึ่งถามขึ้นว่า “ถ้าแกเลือกได้ ระหว่างความฝันกับคนที่แกกลัวจะเสียไป แกจะเลือกอะไร?” ข้าวฟ่างเงียบไปคล้ายกำลังคิดถึงบางอย่าง เดินออกมารับลมเย็น ๆ แล้วหยิบโทรศัพท์พิมพ์ข้อความถึงปุณณ์ แต่ลังเล ไม่กล้ากดส่ง เสียงฝนตกปรอย ๆ กลบหัวใจที่เต็มไปด้วยความสงสัย
ช่วงจัดนิทรรศการศิลปปิ้ง อาจารย์แจ้งให้กลุ่มข้าวฟ่างกับปุณณ์ทำงานร่วมกันอีกครั้ง บรรยากาศงานติดตลก เพื่อน ๆ ในกลุ่มแซวกันไม่หยุด ปุณณ์ยิ้มรับ แต่แววตาล้ำลึกจับความรู้สึกได้ยาก หยิบภาพถ่ายงานกลุ่มขึ้นมาให้ข้าวฟ่างดูด้วยเสียงแผ่ว “ถ้าต้องแยกย้ายไป ฉันยังอยากเก็บรูปแกกับกลุ่มไว้นะ”
ข้าวฟ่างชะงัก หัวเราะกลบเกลื่อน “เก็บไว้ทำไมล่ะ นึกว่าถ่ายแต่ภาพงานศิลป์”
ปุณณ์นิ่งมองภาพในมือ ตามองข้าวฟ่างแต่ไม่พูดอะไรต่อ
กลางคืนก่อนจะจบงานนิทรรศการ ข้าวฟ่างนอนไม่หลับ หยิบสมุดบันทึกเก่า ๆ มาอ่าน กลับเจอโน้ตสั้น ๆ เมื่อปีหนึ่งที่เขียนว่า “ถ้ากลัวจะเสียใครไป ทำไมถึงไม่กล้าถามว่าอยากอยู่ด้วยกันจริง ๆ หรือเปล่า”
รุ่งเช้า แดดจาง ๆ ปุณณ์ส่งข้อความมาชวนดื่มกาแฟ ข้าวฟ่างลังเลอยู่หน้ากระจก หัวใจสับสนกับเส้นทางที่เลือก เธอแต่งตัวเรียบง่าย เดินออกจากหอพัก ทั้งคู่พบกันที่ร้านกาแฟหน้ามหา’ลัย ท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่กระจายคนละฟากโต๊ะ
ปุณณ์จิบกาแฟ น้ำเสียงเย็นชาแตกต่างจากปกติ “ถ้าเราไม่ได้เรียนที่เดียวกันแล้ว มิตรภาพมันจะคงอยู่มั้ย?”
ข้าวฟ่างกัดริมฝีปาก ไม่ตอบ นิ่งนานเหมือนอยากเอื้อมถึงประโยคอะไรสักอย่าง แต่เลือกจะเงียบ
ปุณณ์วางแก้วกาแฟลง หันมาสบตา “หรือที่จริง เราต่างก็กลัวการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการไกลกันเอง”
ข้าวฟ่างหัวเราะแผ่วเบา เสียงเครือ “บางทีมันซับซ้อนกว่านั้น…ฉันกลัวจะเสียอะไรก็ตามที่สำคัญไป”
วันรับปริญญา ทุกอย่างเหมือนละลานตา เพื่อน ๆ สลับถ่ายรูปแน่นขนัด ข้าวฟ่างยิ้มแย้มท่ามกลางเสียงแซว เสียงหัวเราะของทุกคน ปุณณ์ยิ้มส่งกำลังใจ มาแอบกระซิบข้างหู “อย่าเพิ่งลืมฉันนะ อย่าให้คนยุโรปชนะคนเชียงใหม่ง่าย ๆ”
ข้าวฟ่างหัวเราะน้ำตาคลอ ซุกตัวเข้ากอดปุณณ์เร็ว ๆ ก่อนแยกย้าย ตะโกนไล่หลัง “นายต่างหาก อย่าทำเป็นลืมข้าวมันไก่ไปนะ!”
ฤดูเปลี่ยน วันเวลาพาให้ทั้งคู่ห่างกันจริง ๆ โทรศัพท์และแชทกลายเป็นสะพานบาง ๆ ความรู้สึกระหว่างกันเหมือนเงาตกกระทบในบ่อน้ำบางวันดี บางวันคลุมเครือ ข้าวฟ่างเรียนหนัก ปุณณ์ก็ยุ่งกับโปรเจคที่เชียงใหม่ ต่างคนต่างไล่ล่าความฝัน เดินบนทางที่ค่อย ๆ ละเลยกันไปทีละน้อย ๆ โดยที่ไม่รู้ตัว
ค่ำคืนหนึ่ง ในห้องพักแคบ ๆ ที่ยุโรป ข้าวฟ่างนั่งดูภาพถ่ายเก่า ๆ น้ำตาไหลแบบไม่รู้ตัว เธอพิมพ์ข้อความถึงปุณณ์ “คิดถึงนะ…” แล้วลังเลอยู่นาน ก่อนละสายตาจากจอ
อีกฟากโลก ปุณณ์ยืนอยู่บนดาดฟ้าหอพักเชียงใหม่ มองท้องฟ้าที่ไร้ดาว พิมพ์ตอบกลับสั้น ๆ “คิดถึงเหมือนกัน” ประโยคนั้นกลายเป็นสะพานระหว่างใจ—แม้อยู่คนละซีกโลก
เวลาล่วงเลย ข้าวฟ่างประสบความสำเร็จในวิชาการ ปุณณ์เริ่มจัดแสดงงานศิลปะของตัวเอง ระยะทางยิ่งห่างแต่ใจกลับยิ่งถวิลหา คืนหนึ่ง ข้าวฟ่างเจอจดหมายน้อยในสมุดจดที่ปุณณ์เคยมอบให้เมื่อเรียนปีแรก ประโยคในกระดาษว่า “อย่ากลัวจะผิดพลาด ถ้ามันเป็นความฝัน”
ความรู้สึกบางอย่างพลุ่งพล่าน ข้าวฟ่างตัดสินใจโทรหาปุณณ์ น้ำเสียงเธอสั่นเครือ “เวลานี้ที่เหนื่อยที่สุด ฉันคิดถึงนายมาก”
ปุณณ์หัวเราะในสาย ส่งเสียงผ่อนคลาย “ฉันเองก็เหมือนกัน บางวันก็รู้สึกว่าขาดอะไรไป…ทุกครั้งที่อยากจะวาดรูป บางทีก็แค่อยากให้แกเห็น แค่นั้นจริง ๆ”
ความเงียบปกคลุมชั่วขณะ ก่อนข้าวฟ่างจะพูดจริงจัง “ฟังนะปุณณ์…บางทีฉันก็กลัว กลัวว่าถ้าเราย้อนเวลากลับไป หรือต้องเริ่มใหม่ จะไม่มีวันเข้าใจกันได้จริง ๆ”
ปุณณ์ถอนหายใจเบา ๆ “ต่อให้ยุ่ง ต่อให้ไกล กันยังอยู่เสมอในใจฉัน ฟ่าง…แต่ฉันก็กลัว กลัวว่าจะทำอะไรพลาด กลัวว่าความฝันมันจะพาเราออกจากกันตลอดไป”
เสียงสายเงียบคล้ายไม่มีคำตอบ แต่ในความเงียบนั้น กลับเข้าใจกันที่สุด
ฤดูร้อนเวียนกลับมาอีกครั้ง ข้าวฟ่างกลับมาเยี่ยมประเทศไทย ปุณณ์ไปรับที่สนามบิน เวลาผ่านไปหลายปี แต่ความรู้สึกบางอย่างยังหมุนวนอยู่ที่เดิม ทั้งคู่ต่างเปลี่ยนไปในรายละเอียด แต่เธอคล้อยตามรอยยิ้มอ่อนของเขา เสียงพูดโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความขัดแย้งปนตลก ผสมคำถามเล็ก ๆ กลางเสียงหัวเราะ
ข้าวฟ่างกล้าถามจริงจังว่า “ปุณณ์ นายเคยคิดมั้ย ว่าแต่เรากลับมายืนตรงนี้แล้ว จะเลือกทางไหนต่อ?”
ปุณณ์หัวเราะในลำคอ พลางเลื่อนสายตาออกนอกหน้าต่าง ราวกับกำลังนึกถึงฤดูเก่า ๆ “ฉันก็คงยังไม่รู้เหมือนกันฟ่าง อาจจะไม่มีทางเลือกที่สมบูรณ์—แต่ตอนนี้ อย่างน้อย เรากล้าลองเดินไปพร้อมกันดูไหม?”
ข้าวฟ่างเงียบไป ใช้เวลาคิด ลุกขึ้นยืนพลางยื่นมือลงบนโต๊ะคล้ายจะเชิญชวนด้วยแววตาขลาดกลัวน้อยลง “ไปด้วยกันไหม…แม้ว่ามันจะไม่ง่าย”
ปุณณ์ยิ้มจนตาหยี รับมือไว้แน่น “ไปด้วยกัน”
แสงแดดเย็นสาดส่องผ่านหน้าต่าง ความเงียบที่เคยน่ากลัว กลับกลายเป็นความมั่นคงอบอุ่น—อย่างน้อย ฤดูนี้ พวกเขาอยู่ในฤดูเดียวกัน