ฤดูฝนที่ยังไม่ลืม
ฝนแรกของปีตกลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว โลกโรงอาหารเงียบสงบผิดปกติในเย็นวันพฤหัสบดี พิม เดินจ้ำกึ่งวิ่งหลบฝนเข้ามาในร้านกาแฟประจำหน้าคณะครุศาสตร์ หยาดน้ำตกใส่เสื้อจนเปียกเป็นวง พิมถอนใจยาว มองหาโต๊ะว่างแต่ร้านอัดแน่นด้วยคนหนีฝน โต๊ะริมหน้าต่างเหลืออยู่อันเดียวและมีใครบางคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขอโทษนะคะ ขอแชร์โต๊ะได้ไหม?” พิมเกือบไม่กล้าถาม เธอสับสนเมื่อร่างนั้นเงยหน้าขึ้นมา—เป็นภูมิ รุ่นพี่สถาปัตย์ปีสี่ เขามักใส่ชุดช็อปสีเทาปนเปรอะสีน้ำเงิน รอยยิ้มเจื่อนบนใบหน้ามอมแมมเหมือนไม่ได้นอนพอ
ภูมิพยักหน้า “เชิญครับ โต๊ะนี้กว้างดี” เสียงเขานุ่มนวลกว่าที่พิมเคยจินตนาการ พิมวางกระเป๋าลง ฝนแว่วเป็นฉากหลังให้บรรยากาศจนเธอรู้สึกอึดอัดและอบอุ่นพร้อมกัน
“มาปั่นงานเหรอ” ภูมิถามต่อ มือยังตวัดเส้นดินสอบนกระดาษแบบแปลน
“อือ…มีโปรเจกต์ส่งอาจารย์” พิมก้มหน้าเปิดโน้ตบุ๊ก ไม่กล้าเปิดเผยว่าตัวเองรู้สึกแปลก ๆ ทุกทีที่อยู่ใกล้เขา ในอดีตเธอเคยได้ยินข่าวลือไม่ดีเกี่ยวกับภูมิ จนยึดติดกับภาพลักษณ์เกเร—แต่พลันดูเหมือนภูมิจะไม่สนใจจะสร้างเรื่องให้ใครเหมือนข่าวลือเลย
สองคนแลกเปลี่ยนคำพูดประปราย ส่วนใหญ่เป็นความเงียบ เสียงฝนกับเสียงพิมพ์คีย์บอร์ด สัมผัสสายตากันประปรายก่อนจะหลบหนีไปยังหนังสือและจอคอมฯ คนละมุมโต๊ะ ทว่าในความนิ่ง กลับมีอะไรบางอย่างแตกต่างกว่าวันอื่น ๆ
วันต่อมา ฝนตกอีก พิมเดินเข้าร้านกาแฟร้านเดิม โต๊ะริมหน้าต่างมีภูมิอยู่เหมือนเดิม คราวนี้ภูมิเป็นฝ่ายยิ้มและขยับหนังสือ เหมือนเชื้อเชิญให้เธอนั่ง
“ตกอีกแล้วนะ” ภูมิเริ่มต้น พิมยิ้มบาง แล้วเผลอหัวเราะออกมา “ตกทั้งอาทิตย์แล้วมั้ง พี่ได้แบบแปลนเปียกน้ำไปหลายรอบ”
“หนูเคยวาดภาพสีน้ำแล้วโดนฝนเทหมดเหมือนกัน” ถ้อยคำหลุดปากอย่างไม่ตั้งใจ พิมชะงัก มองหน้าภูมิอย่างประหลาดใจในตัวเอง
ภูมิหัวเราะเบา ๆ ดวงตาแดงเพลิงเหนื่อย แต่ประกายอารมณ์ดี “เป็นศิลปินเหมือนกันหรอ”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่ตอนนี้เรียนครู…” พิมตอบ พยายามไม่พูดถึงอดีตที่เคยคิดอยากเข้าศิลปกรรม แต่เข้าครุศาสตร์เพราะแม่อยากให้เรียน
“ถ้าชอบก็วาดต่อเหอะ อย่าให้ฝนหรือใครมาเปลี่ยนภาพเรา” ภูมิบอก ขรึมและแปลกเข้าหูพิม เธอเงียบไปครู่ใหญ่
คืนนั้นพิมกลับหอ เธอหยิบสมุดสเก็ตช์เก่าออกจากลิ้นชัก เปิดหน้าว่าง มองดูเส้นดินสอจาง ๆ ที่เคยเชื่อว่าคงไม่มีโอกาสแก่ชีวิตอีกแล้ว ฝนยังคงตก ด้านนอกหน้าต่าง เสียงหยาดน้ำเป็นเพื่อนคนเดียวในค่ำคืนแบบนี้
วันเวลาหมุนเวียน ฝนยังตกต่อเนื่อง พิมกับภูมิกลายเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะประจำ ได้พูดคุยเล็กน้อยบ้างมากบ้าง มีครั้งหนึ่งภูมิดูเหนื่อยมากกว่าปกติ พิมกำลังจะถามแต่หยุดไว้ ท้ายที่สุดเธอยื่นช็อกโกแลตเล็ก ๆ ให้
“พี่พักบ้างเถอะ เดี๋ยวจะป่วย” พิมพูดเบา ๆ สายตาไม่กล้าสบ ภูมิรับด้วยความประหลาดใจ เงียบไปนานก่อนจะมองหน้าพิมอย่างจริงจัง
“ขอบใจ…ไม่คิดว่ามีใครจะสังเกตหรอก” ภูมิเสียงแหบ ๆ ดวงตาเศร้าแวบหนึ่ง พิมอยากถามต่อแต่เปลี่ยนใจ
เย็นวันเสาร์ ฝนเทแรงจนถนนมืดสลัว พิมกับภูมิยังคงนั่งร้านเดิม ต่างคนต่างจมอยู่ในงาน แต่พลันภูมิกลับเอ่ยขึ้น
“ถามอะไรอย่างได้ไหม…”
พิมพยักหน้า หัวใจเต้นเสียงดังอย่างแปลกประหลาด ภูมิสูดลมหายใจลึก “ถ้าเลือกได้…อยากเป็นครูจริง ๆ ใช่มั้ย”
“…ไม่รู้” พิมเสียงสั้น “แม่อยากให้เรียน บางทีหนูก็กลัวจะผิดหวัง ถ้ารักในสิ่งที่แม่ไม่เข้าใจ”
ภูมิเงียบ พิมเหมือนคว้าตัวเองไว้ในเงามืด
“บางทีเราก็ต้องเลือกผิดก่อนนะถึงจะรู้ว่าชอบอะไร” ภูมิพูดเสียงเบา พิมยิ้มและหัวเราะออกมานิด ๆ อย่างคลายกังวล
ภาพวาดของพิมค่อย ๆ กลับมาตั้งแต่วันนั้น เธอนำกระดาษกับดินสอมาวาดบ่อยขึ้นขณะนั่งกับภูมิ บ่อยครั้งภูมิแสดงความคิดเห็นเรื่องเส้นหรือเงา ทำให้พิมสงสัยว่าเขาเองก็เข้าใจศิลปะไม่น้อย
ฤดูฝนลากยาว ชีวิตนักศึกษาใกล้ปิดเทอม งานหนักต่างกองทับทวี ภูมิเริ่มหายหน้าไป พิมนั่งคนเดียว เธอโทรหาเขาครั้งแรก แต่ปลายสายเงียบอยู่พักยาวก่อนจะรับ
“ขอโทษนะ…พี่ต้องกลับบ้าน กำลังมีเรื่องที่บ้าน”
“บ้านพี่อยู่ไหนเหรอคะ”
“เชียงราย แม่ไม่สบายหน่อย เลยต้องกลับไปดู” น้ำพักน้ำเสียงของภูมิดูห่างเหินและเศร้าผิดปกติ
ฝนเบาบางลง วันเวลาผ่านไปกว่าภูมิจะกลับมาเรียน พิมเห็นเขาอีกบนทางเดินแต่ภูมิแค่ยิ้มให้จาง ๆ ไม่เข้ามาร้านกาแฟ พิมรู้สึกเหมือนขาดสิ่งสำคัญแต่ไม่ได้พูดออกไป
ระหว่างนั้น พิมเริ่มสนิทกับเนย เพื่อนหญิงในโปรเจกต์เดียวกัน เนยมักพูดจาขวานผ่าซาก ทุกครั้งที่เห็นพิมดูเหม่อมองฝน เนยจะแหย่ “เฝ้ารอใครวะ”
“เปล่าสักหน่อย…”
“ไม่เชื่อ มึงใจร้อน พอเขาหายไปก็ใจลอย”
“เขากลับไปดูแลแม่เฉย ๆ”
“แล้วมึงบอกเขายังล่ะว่ารอ”
พิมนิ่ง ไม่ตอบคำถามนั้น เธอไม่กล้าแม้แต่ส่งข้อความไปหาอีกครั้ง
วันหนึ่ง พิมเจอภูมินั่งอยู่หลังตึกศิลปกรรม ภูมิไม่ได้ใส่ช็อป ร่างกายดูซูบลงและสายตาเศร้าถึงขั้นว่าพิมไม่กล้าเอ่ยถาม พิมเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ
“พี่โอเคไหม”
เขาเงียบ หอบลมหายใจแรง
“พี่พยายามจะจบปีนี้แต่…คงไม่ได้ แม่ยังต้องรักษาอยู่ เงินเก็บก็หมดแล้ว”
“ขอโทษนะ…” พิมพูดเสียงเบา กลัวคำพูดตัวเองจะเป็นภาระ ภูมิหลุบตา
“อย่าโทษตัวเอง พี่เลือกเอง”
ฝนตกพรำลงมาอีก ฟ้าหมองดังความรู้สึกในอกทั้งคู่
วันที่กลับมาเรียน พิมพยายามมอบความสดใสให้ภูมิ แต่ในใจเธอเริ่มสับสนว่าความห่วงใยนั้นมากเกินกว่าคำว่าเพื่อนหรือไม่ ความเหงายามฝนตก การรอคอยและความเงียบกลายเป็นกำแพงใหม่
ช่วงปลายเทอม มีการประกวดวาดภาพประจำปีของมหาวิทยาลัย ครั้งแรกที่พิมกล้าส่งงาน ภูมิเดินผ่านหน้าห้องนิทรรศการพอดี เขายืนดูผลงานพิมเงียบ ๆ
“กล้าส่งแล้วเหรอ”
“กลัวเหมือนกัน ว่าคนดูอาจจะไม่เข้าใจ”
“กลัวอะไร”
“กลัว…จะเสียใจอีกครั้ง” พิมเสียงสั่น
ภูมิยิ้มแค่นั้น ไม่ตอบอะไร วันนั้นฝนไม่ตก แต่ดูเหมือนฤดูฝนยังอยู่ในรอยแผลลึกในใจพิมเสมอ
ว่างเปล่าระหว่างแม่ของภูมิเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล เขาลาออกจากมหาวิทยาลัยชั่วคราว พิมเห็นข่าวในกลุ่มคณะและช็อค เธออ่านข้อความเขาย้ำซ้ำ ๆ ในมือถือ แต่ไม่กล้ากดโทร
ภูมิไม่ได้กลับมาอีก เอาความฝันไปเก็บไว้กับฤดูฝนที่บ้านเกิด ส่วนพิมยังเรียนตามเดิม พยายามปรับตัว ไม่แวะร้านกาแฟเดิมและไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงวาดรูปต่อไปไม่ได้เหมือนเดิม
เดือนธันวาคม ฝนแบบเหนือพรำลงมาประหลาดใจท่ามกลางหน้าหนาว พิมนั่งรถบัสไปเชียงรายด้วยแรงใจที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน เธอนั่งนิ่ง มือกำกระดาษวาดภาพแผ่นหนึ่งที่ไม่ได้เขียนอะไร เพียงเส้นสีจาง ๆ คล้ายจะจางหาย
หน้าบ้านภูมิเงียบสงบ แม่ภูมิยังต้องนอนพักรักษาตัว พิมเดินเข้าไป พ่อภูมิต้อนรับด้วยความสงสัย เธอยื่นภาพในมือให้
“ช่วยฝากให้ภูมิหน่อยค่ะ”
เช้าวันใหม่ พิมไปหาภูมิที่ไร่ชา ภูมิตกใจสุดขีดที่เห็นพิม
“พิม…” เขาพูดได้แค่นั้น ทั้งสองเงียบยาว ฝนโปรยละเอียดริมทุ่งชา
“ทำไมไม่บอกว่าเหนื่อย”
“พี่ไม่อยากให้…ใครต้องรู้สึกผิด” ภูมิตอบเสียงแผ่ว
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
ภูมินิ่ง เงยหน้าสบตา
“อย่าบอกว่าพี่ไม่คิดถึงร้านกาแฟนั่น…ไม่คิดถึงเรา”
ภูมิหัวเราะออกมาในที่สุด เสียงเบาและสะท้อนใจ “ทุกครั้งที่เห็นฝนตก…ก็คิดถึง”
พิมยิ้ม แววตามีน้ำตาซ่อนอยู่
ทุกอย่างไม่กลับไปเหมือนเดิม แต่ทั้งสองเดินไปในไร่ชาเงียบ ๆ พิมยื่นมือให้ภูมิ สัมผัสกันแค่ปลายนิ้ว
“พี่จะกลับไปเรียนมั้ย”
“อยากนะ แต่…แม่ต้องรักษาอีกนาน”
พิมพยักหน้าไม่พูดอะไร สองคนเดินกลับพร้อมกันท่ามกลางฝนพรำ
ฤดูฝนถัดไป พิมกลับมาเป็นครูฝึกสอน ภูมิเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ข้างไร่ชาของแม่ พิมส่งภาพวาดของเธอไปไว้ในร้าน ภูมิคอยชงกาแฟให้ทุกเช้า เธอไม่ถามว่าอนาคตจะไปไกลแค่ไหน ไม่ยืนยันหรือสัญญาว่าจะรักตลอดไป แต่ทุกครั้งที่ฝนตก พวกเขานั่งโต๊ะริมหน้าต่างด้วยกัน มองดูโลกเปลี่ยนไป
สักวันหนึ่งทั้งคู่รู้ดีว่าหัวใจไม่จำเป็นต้องวิ่งไกลเสมอไป ขอแค่ได้เติบโตและไม่ลืมฤดูฝนในวันวาน