เสียงจางบนทางสายไฟ
แสงแดดยามเช้าสาดลงบนผิวน้ำระยิบระยับ เมืองธาราเทียมลอยทอดบนโครงสร้างโลหะอันกว้างใหญ่ พัชรวัฒน์เดินพ้นเตียงไม้แคบออกมารับลม เขามองเส้นสายไฟบนฟ้าซึ่งโยงระหว่างตึกสูง กรงนกเล็ก ๆ ในมือสั่นเบา ๆ เมื่อนึกถึงเสียงเมื่อคืน—a เสียงแผ่วจางในสายไฟที่ไม่มีใครได้ยิน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พัช ว่าแต่คืนนี้ได้ยินอีกไหม?” เสียงของอธิมา เพื่อนบ้านที่อายุไล่เลี่ยกันดังขึ้นจากระเบียงบ้านตรงข้าม เด็กหญิงแว่นตากลมใหญ่หน้าตาหนักแน่นนั่งแกว่งขาและจ้องเขาอย่างคาดหวัง
“…ไม่รู้” พัชรวัฒน์ตอบช้า ๆ ก้มมองมือของตนเอง ไม่กล้าสบตา
อธิมายิ้มแหย มองเส้นสายไฟที่โยงผ่านระเบียงเหมือนจงใจ “เธอเคยคิดไหมว่าบางทีอาจจะไม่ใช่เสียงลม?”
“แม่บอกว่าสายไฟตัดกับลมจะทำเสียง… ฉันคิดว่าน่าจะเป็นเสียงแบบนั้น” เขาพูด แอบกลืนน้ำลาย
เสียงทะเลซัดพลิกกรอบเมือง ฝูงปลาเล็กว่ายอยู่ใต้โครงเหล็กตึกเก่า ที่นี่ไม่มีพื้นแผ่นดินให้เหยียบ—เพราะชัยภูมิเดียวที่ได้คือหลังคาตึกที่ถูกรีโนเวทจนกลายเป็นชุมชน เหตุผลที่ครอบครัวพัชรวัฒน์ย้ายมาเมื่อสามปีก่อนเกิดจากอุบัติเหตุ—แม่ของเขาตกน้ำหายไปไม่มีร่องรอย
คืนนั้น—
เสียงดัง “จี๊ดๆ” บนสายไฟตรงหน้าต่าง พัชรวัฒน์ตื่นกลางดึก ท่ามกลางความมืด เสียงคล้ายสะกดกลั้นน้ำตา เขาย่อตัวข้างหน้าต่าง มองฝ้าเพดานที่สั่นกับเงาของอะไรบางอย่าง
“แม่…แม่จริง ๆ หรือเปล่า?” เขาพึมพำ มือกำกรงนกแน่นแทบหัก
ทันใดนั้น แสงวาบเล็ก ๆ พาดผ่านเส้นสายไฟ เสียงหัวเราะเบาเหมือนมาจากความทรงจำ พัชรวัฒน์นิ่งไป มือซุกกำลังสั่น
เช้าวันต่อมา พัชรวัฒน์กับอธิมานัดพบกันที่ทางเชื่อมอาคาร อธิมาเปิดเทปบันทึกเสียงที่เธอแอบอัดได้กลางดึก “นี่ เธอฟังนะ—มันเหมือนพูดว่า ‘ช่วยที’ ”
พัชรวัฒน์ฟังซ้ำ ๆ เขาไม่พูดอะไร อยู่นานจนลมกรรโชกเสียงเทปลอยหายไป
“ถ้าเสียงนั้นขอให้ช่วย เธอจะทำอะไร?” อธิมาถามอ้อมแอ้ม เหมือนเริ่มกลัวขึ้นมา
“…ถ้าใช่แม่ ฉันจะช่วย”
เด็กสาวสบตานิ่ง ๆ “แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ?”
เขาเงียบงัน เสียงในเทปยังวนซ้ำอยู่ในหัว
คืนต่อมา สายไฟโยงเชื่อมที่หมายใหม่—โรงงานร้างขอบเมือง พัชรวัฒน์ฝืนใจเดินเข้าไป ท่ามกลางกลิ่นสนิม เสียงกรีดร้าวแทรกซึมในหู
“ถ้ามีใครตรงนั้น…ได้โปรดตอบกลับที…” เขาเหวี่ยงเสียงไปในความมืด พลังงานบางอย่างรอบตัวเหมือนเปลี่ยนไป—เย็นเยียบ ปรากฏเงาหญิงสาวในเงาสะท้อนตู้กระจกริมผนัง
“พัช…” เสียงก้องเบา
“แม่…ใช่ไหม!”
แต่เงานั้นกลับละลายหาย พัชรวัฒน์ยืนละเมออยู่กลางห้อง เด็กหนุ่มจับใจไม่อยู่ ใจหนึ่งหวัง อีกใจหนึ่งกลัวว่าจะเจอความจริงที่ไม่อยากเผชิญ
วันถัดมา เขานั่งริมขอบเมืองขณะฝนโปรยบาง อธิมาเอาผ้าห่มมาให้
“เธอมีความสุขเหรอ…ที่นั่งรออยู่แบบนี้?” เธอตั้งคำถาม เสียงฝนกลบทุกอย่างจนเงียบ
“เราไม่รู้จะก้าวไปไหน…แต่ฉันกลัวจะลืม”
“บางครั้งคนเราต้องปล่อยบ้าง ไม่ใช่ลืมหรอกนะ แค่รับไว้แล้วเดินต่อ”
ดวงตาของพัชรวัฒน์แดงก่ำ เขาคว้าแขนอธิมาโดยไม่ตั้งใจ
“ฉันกลัว…กลัวถ้าปล่อยคืออยู่คนเดียวตลอดไป”
เธอยิ้มให้เขาเบา ๆ “เธอไม่ได้อยู่คนเดียว ยังมีฉัน มีคนอื่น ๆ—และยังมีเธอในตอนนี้อีกคน ที่กำลังกล้ากว่าคืนก่อน”
ช่วงค่ำ ทั้งสองตัดสินใจขึ้นบนหลังคาตึกสูงสุด มองเห็นสายไฟข้ามเมือง เสียงก้องไกลวนรอบ ๆ
อธิมาหยิบเครื่องบันทึกเทปใหม่ที่เธอเพิ่งทำไว้ “คืนนี้ขอทดลองอีกรอบ—ครั้งสุดท้าย”
พัชรวัฒน์ยืนริมขอบ กำมือแน่น สั่นนิด ๆ “ถ้าได้ยินจริง ๆ …เราจะทำอย่างไร?”
“ถามว่าต้องการอะไรจริง ๆ แล้วฟังเขา ไม่ว่าจะเป็นใคร”
ลมแรงกลบเสียงพูดจนทุกอย่างนิ่ง จากนั้น เสียงแผ่วฟังชัดกว่าเดิม “…ให้อภัย…”
อธิมาหันขวับ “ได้ยินไหม?!”
น้ำตาของพัชรวัฒน์ไหลเงียบ ๆ ความเจ็บปวดค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความสงบ เขาพึมพำรับเบา ๆ “…ขอโทษ…ขอโทษตัวเอง…”
แสงไฟในเมืองค่อย ๆ สว่างขึ้น ลมเบาลง เสียงสายไฟกลับมาเป็นเสียงธรรมดา
เช้าวันใหม่ พัชรวัฒน์เปิดประตูบ้านรับแสง เขาหัวใจเบากว่าเดิม เห็นอธิมาวิ่งเล่นกับเด็กน้อยริมขอบระเบียง เขายิ้มให้ความเงียบ ไม่กลัวอีกต่อไป
เมืองธาราเทียมยังคงลอยกลางทะเล แทรกเสียงหัวเราะเด็ก ๆ กับเสียงก้องจาง ๆ บนสายไฟ ที่วันนี้กลายเป็นเพียงเสียงลมธรรมดา