ไกลแค่ใจยังใกล้
“เร็ว ๆ สิฟ่าง เราจะไปไม่ทันพิธีเปิดแล้ว” เสียงของแน็ตก้องลอดซอกหินกรวดใต้ต้นไผ่กลางชายป่า ข้าวฟ่างหอบกระเป๋าผ้าใบโต ลมหายใจขาด ๆ เหนื่อยจากการเดินขึ้นดอยกลางแดดอ่อนแต่ร้อนระอุ เธอยิ้มอาย ๆ ขณะลอบมองเขาจากด้านหลัง แน็ตเดินนำแต่เผื่อช่องว่างไว้ทุกก้าว คล้ายระวังว่าเธออาจเหยียบพลาด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ก็ใครใช้ให้จัดกระเป๋าหนักเองล่ะ” เสียงเขาลดต่ำลง ซ่อนแววขำในน้ำเสียง ฟ่างไม่ได้ตอบ เดินเร่งตามจนเท้าขยุ้มดินเปรอะปลายขากางเกงยีนส์ เธอแอบคิดว่าผู้ชายที่เอาแต่ล้อทุกอย่างแบบนี้ ไม่น่าใช่คนใจดีเหมือนหน้าตา แต่ทุกครั้งที่เขายื่นมือมาเวลาข้ามร่องน้ำลึก เธอก็แทบลืมหงุดหงิดใจตัวเอง
เสียงเปิดงานดังสนั่น ค่ายอาสาแห่งนี้เป็นที่รวมเด็กมหา’ลัยจากทั่วประเทศ ฟ่างมาจากเมืองเล็ก ๆ ภาคเหนือ แน็ตเป็นนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยดังในกรุงเทพฯ ฟ่างติดนิสัยเงียบ แค่ยิ้มกับเพื่อนใหม่ก็รู้สึกเขินจนใจเต้นแรง ส่วนแน็ตกลับล้อมวงหยอกล้องหัวเราะกับทุกคนเหมือนรู้จักกันมานาน
“แน็ต ฝากดูแลเพื่อนใหม่เราด้วยนะ เดี๋ยวเด็กต่างถิ่นจะเหงา” รุ่นพี่หัวหน้าค่ายร้องบอก แน็ตพยักหน้า “แน่นอนครับ” ฟ่างได้แต่มองพื้น ปลายเท้าเกลี่ยฝุ่นด้วยความอาย
หลังเลิกกิจกรรม แน็ตถือโอกาสเดินตามเธอไปเรื่อย ๆ เงียบลงอย่างแปลกตา “เหนื่อยไหม เดินตั้งแต่เช้า” เขาถามพลางเปิดฝากระติกน้ำส่งให้ ฟ่างรับมาเงียบ ๆ สูดน้ำเย็นช้า ๆ ก่อนจะคืนพลางพึมพำ “ขอบคุณนะ”
แดดยามบ่ายตกแสงสีทองสะท้อนใบไม้ แน็ตเดินเคียงข้างฟ่าง บทสนทนาไม่เร่งร้อน มักเต็มไปด้วยความเงียบและรอยยิ้มกระซิบเบา ๆ
“บ้านอยู่ไหนเหรอ” แน็ตถาม
“เชียงราย” ฟ่างพูดสั้น ๆ
“โห ไกลจัง… อยู่กับใครล่ะ”
“แม่…กับยายค่ะ ปีก่อนพ่อเพิ่งเสีย” ฟ่างเสียงเบาลง
แน็ตนิ่งไปสักครู่ ตาก้มมองเท้าตัวเอง “ขอโทษนะ พูดมากไปหน่อย”
“ไม่เป็นไร” ฟ่างส่งยิ้มบาง ๆ
คืนนั้น แน็ตแยกไปเล่นกีฬากับกลุ่มเพื่อน ส่วนฟ่างนั่งซ้อนไฟกับเพื่อนใหม่ที่ต่างคนต่างยังเขิน ต่อมาแน็ตเดินเข้ามาแหย่ “ไฟสวยเนอะ ได้กลิ่นไหม เหมือนข้าวหลามเลย”
ฟ่างหัวเราะเบา ๆ “กลิ่นควันต่างหาก” แน็ตยกนิ้วชม “ดีแล้ว นี่แหละเสียงหัวเราะจริง ๆ” ฟ่างรู้สึกเขินจนต้องก้มหน้าซ่อนยิ้ม
วันต่อมา พวกเขาต้องทำงานกลุ่มซ่อมหลังคาโบสถ์ แน็ตมักเอ่ยปากล้อว่าฟ่างจับค้อนผิด จับเล็บไม่ถูก ฟ่างเคือง แต่พอเวลากางร่มกลางแดดแน็ตก็ยืนบังแดดให้โดยไม่พูดอะไร
จากการหยอกล้อ ประชดประชันกลายเป็นเรื่องขำในกลุ่ม ฟ่างเริ่มพูดคุย สนใจโลกภายนอกมากขึ้น แน็ตเองก็แปลกใจที่อยากรู้ความเป็นไปของบ้านปลายนาเมืองเหนือ แม้เขาจะดูเหมือนสนใจแต่เรื่องในเมืองก็ตาม
คืนหนึ่ง ฝนตกหนัก พวกเขาหลบอยู่ในกระท่อมอาสา เสียงฟ้าร้องทำเอาฟ่างสะดุ้ง แน็ตเหลียวมอง พลางแกล้งพูด “กลัวเหรอเนี่ย” ฟ่างพยักหน้าช้า ๆ แน็ตหัวเราะ คลี่ผ้าห่มส่งให้ “เอาไปห่มเพิ่ม จะได้ไม่หนาว”
“แล้วแน็ตล่ะ”
“เราหนาว แต่เห็นฟ่างหนาวกว่า” น้ำเสียงเขาเหมือนจะติดตลกแต่สายตากลับจริงจัง
ฟ่างซุกตัวในผ้าห่ม ลมหายใจเงียบลง รู้สึกว่าใจตัวเบาแปลกประหลาด
วันสุดท้ายของค่ายมาถึงเร็วเกินคาด แน็ตช่วยขนกระเป๋าฟ่างลงจากดอย ยามรถสองแถวจอดส่งถึงท่ารถ แน็ตมองฟ่าง ส่วนฟ่างเอาแต่มองพื้น พูดว่าขอบคุณติด ๆ ขัด ๆ ก่อนขึ้นรถไป
แน็ตเงียบขรึมอย่างที่ไม่ค่อยเป็น เหลือแต่หมวกแก๊ปสีขาวในมือ เขาเงยหน้าดูรถที่ค่อย ๆ เคลื่อนจากไป “ถ้าวันนั้นไม่ขอเบอร์ไว้ เราอาจไม่เจอกันอีกแล้ว” เขาคิดในใจ
หลังจากค่าย แม้ระยะทางไกล แต่พวกเขาเริ่มทักไลน์กัน เงียบ ๆ ในแต่ละวัน บางทีฟ่างส่งรูปท้องฟ้า พร้อมแคปชั่นสั้น ๆ “เย็นนี้ที่บ้าน” แน็ตจะส่งรูปตึกสูงแสงไฟระยิบตอบกลับ พร้อมบ่น “ติดฝนอีกแล้ว”
ฤดูสอบเข้าใกล้ ฟ่างต้องอยู่บ้านช่วยแม่ขายอาหาร ส่วนแน็ตใช้ชีวิตกับการติวและกิจกรรมชมรมของเขา ข้อความกลายเป็นห่าง ๆเพราะงานยุ่ง บางคืนแน็ตทักมาช้ากว่าปกติ ฟ่างเห็นเพียงจุดเขียว “อ่านแล้ว” เธอก่นด่าตัวเองที่ยังรอทั้งที่รู้ว่าอาจไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วันหนึ่ง แน็ตโทรมา หลังจากเงียบไปหลายวัน “ขอโทษนะ ที่หายไป…” น้ำเสียงเขาดูเหนื่อย ฟ่างเงียบ ไม่รู้จะพูดอะไร แน็ตกลั้นใจสารภาพ “ช่วงนี้ปัญหาที่บ้านนิดหน่อย พ่อล้มป่วยเข้าโรงพยาบาล เราวุ่น ๆ เลย…”
“ไม่เป็นไร เราเข้าใจ”
“เราว่า…ถ้าฟ่างไม่สะดวกคุย หรือเบื่อ รำคาญ เราเข้าใจได้นะ” แน็ตพูดเองเออเอง
ฟ่างนิ่งไปนาน “เราก็แค่…อยากคุยด้วยเท่านั้นเอง”
หลังจากนั้นแน็ตทุ่มเทกับการดูแลพ่อ ขณะที่ฟ่างต้องเรียนและช่วยที่บ้าน โอกาสคุยน้อยลงเรื่อย ๆ คนสองคนเลือกส่งรูปแทนคำพูด รูปท้องฟ้า ต้นไผ่ ถนนเปลี่ยว หมวกแก๊ปบนโต๊ะหนังสือ รูปทุกใบคือความคิดถึงที่ไม่มีใครกล้าพูด
ฤดูเปลี่ยน นักศึกษารุ่นเดียวกันค่อย ๆ จบ แน็ตได้ทำงานบริษัทใหญ่ในกรุงเทพฯ ฟ่างยังอยู่บ้านเดิม ดูแลแม่และยายแทนพ่อที่ไม่มีวันกลับมา
เช้าวันหนึ่ง ฟ่างได้รับข้อความของแน็ต “อยากเจอกันไหม” ฟ่างอ่านแล้วรออยู่นาน กว่าจะกดตอบ “ได้สิ” แต่ในใจกลับหวั่นไหวและแตกต่างจากวันแรกที่เจอหน้ากัน
พวกเขานัดเจอกันที่ร้านกาแฟก่อนวันสงกรานต์ แน็ตเดินมาก่อน ยืนรออยู่ข้างหน้าต่าง เขาดูเหนื่อยล้ากว่าที่ฟ่างจำได้ หัวเราะน้อยลง แต่ในสายตายังมีประกายอยากรู้เหมือนเดิม
“สวยขึ้นนะ”
“พูดแบบนี้กับทุกคนรึเปล่า” ฟ่างพูดติดจิกหยอก แน็ตหัวเราะ แต่ก็มีความเงียบอึดอัดแฝงอยู่
“ฟ่างโอเคไหม อยู่ที่บ้านนาน ๆ เบื่อมั้ย” แน็ตถามอย่างห่วงใย
“ไม่ค่อยหรอกค่ะ…ที่บ้านต้องการเรา อยู่กรุงเทพฯ ไกลก็ต้องอดทนบ้าง”
“บางทีเราก็คิดนะ…เราคงทำได้แต่คิดถึงกันแบบนี้ต่อไป” แน็ตลดเสียงต่ำ สายตาหลบ
“ฟ่างก็ไม่รู้จะตอบอะไร”
บรรยากาศเงียบลง ต่างฝ่ายต่างอึดอัดกับความฝันและภาระของตัวเอง วันนั้นไม่มีใครพูดถึงอนาคต ไม่มีการบอกชอบ ไม่มีคำสัญญา
หลังจากวันนั้น กลายเป็นช่วงห่างหายยิ่งกว่าเดิม แน็ตหายไปหลายสัปดาห์ ฟ่างเฝ้ามองเพดานห้องนอนคืนนั้น ความคิดถึงแปรเปลี่ยนเป็นความน้อยใจ หลายครั้งเธอหวั่นใจว่า เขาอาจมีใครในเมืองแล้ว
คืนหนึ่ง ท่ามกลางสายฝนฝ่าความเงียบแน็ตโทรมาอีกครั้ง เสียงเขาสั่น “ขอโทษ…เราไปวุ่นกับปัญหาที่บริษัท อยู่ที่นั่นเหนื่อยจนไม่อยากคุยกับใคร… ก็ยังนึกถึงฟ่างเสมอ”
“แน็ตไม่จำเป็นต้องฝืนคุยกับเรา เวลามีปัญหา…แค่รับรู้ว่าฟ่างอยู่ตรงนี้ก็พอแล้ว”
แน็ตเงียบ ฟังเสียงฝนผ่านสายประชด “มันเลยกลายเป็นว่า เราทำแต่เรื่องให้คนรอผิดหวัง”
“เราเองก็มีช่วงที่ไม่ชอบตัวเองเหมือนกันนะ…แต่คงดีกว่าถ้าให้อภัยตัวเองก่อน” ฟ่างพูดอย่างเหนื่อยใจ เงียบไปนานแน็ตจึงพึมพำ “ขอบคุณนะฟ่าง”
เวลาห่างเนิ่นนาน วันเวลาล่วงผ่าน ฤดูผลัดเปลี่ยนแน็ตลองสมัครงานในต่างจังหวัด หวังจะขยับชีวิตเข้าใกล้ฟ่างขึ้น แต่สุดท้ายก็โดนปฏิเสธ หลายครั้งเขาเกือบถอดใจ ขณะที่ฟ่างเองก็ฝันว่าสักวันอยากมีร้านอาหารกลางเมืองเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง
ช่วงหนึ่ง แน็ตตัดสินใจผิด lละไปเดทกับรุ่นพี่ที่ทำงาน ซึ่งดูเข้ากันได้ดี ฟ่างรู้เรื่องผ่านเพื่อนกลุ่มไลน์ เบื้องลึกในใจเจ็บ แต่เธอเลือกแค่หยุดตอบแชทแน็ต เงียบไปเป็นเดือน
ระหว่างนั้นฟ่างเริ่มค้นหาฝันของตัวเอง เธอมุ่งมั่นกับการเรียน ทำงานเสริมเก็บเงิน กังวลน้อยลงเกี่ยวกับแน็ต พอบางคืนคิดถึง เขียนบันทึกหรือโพสต์รูปยิ้ม ๆ ผ่านโซเชียลของตัวเองเท่านั้น
คืนหนึ่งแน็ตทักมา “ฟ่าง เราขอโทษ…”ข้อความยาวเหยียดขอโทษซ้ำ ๆ เขาสารภาพว่าความสัมพันธ์กับรุ่นพี่นั้นจบลง เพราะในใจก็ยังคิดถึงวันบนดอย และไม่อยากเสียฟ่างไป
ฟ่างพิมพ์กลับช้า ๆ “เรายังพูดไม่ออกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้รึเปล่า แต่ฟ่างไม่โกธรแน็ตนะ…”
แน็ตบอกเพียง “แค่ฟ่างไม่เกลียด เราก็ดีใจแล้ว”
วันเวลาผ่านไป เกือบสองปี ฟ่างเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ ตรงตลาดของชุมชน เธอใช้ความถนัดและเงินเก็บ ทุก ๆ เช้า แน็ตจะส่งข้อความแสดงความยินดี ส่งรูปหมวกแก๊ปเก่า ๆ ในวันที่คิดถึงกัน
กระทั่งแน็ตลาออกจากบริษัท ตัดสินใจกลับบ้านเกิด ช่วยธุรกิจของครอบครัว แม้จะยังไม่กล้าขอฟ่างมาคบเพราะยังทำใจกับความผิดพลาดไม่ได้ แต่เขาก็มักแวะหาฟ่างที่ร้าน นั่งกินข้าวแอบมองเธอยิ้มคุยกับลูกค้า และส่งข้อความให้กำลังใจกันในวันที่ร้านเงียบเหงา
มีเช้าวันหนึ่ง ฟ่างพบจดหมายใต้หมวกแก๊ปบนโต๊ะ เขียนด้วยลายมือผิดระเบียบ “ไม่รู้ว่าวันหนึ่งเราจะได้เข้าใกล้กันกว่านี้ไหม แต่ขอบคุณฟ่างที่อยู่ให้เราผ่านวันยาก ๆ ขอบคุณที่ให้อภัย และช่วยเราหัดเป็นคนที่กล้ารับผิด กล้าคิดถึงใครจริง ๆ”
ฟ่างนั่งอ่านจดหมายเงียบ ๆ น้ำตารื้น ขณะลูกค้าคนแรกของวันเดินเข้ามา แน็ตโผล่หน้าเข้ามา พร้อมรอยยิ้มเขิน ๆ “ข้าวไข่เจียวหนึ่งครับ”
ฟ่างหัวเราะทั้งน้ำตา ยิ้มตอบ “งั้นรอหน่อยนะ วันนี้ไข่เจียวพิเศษให้เลย”
แน็ตนั่งรอที่มุมร้าน มองภาพฟ่างขยับในครัว ผ่านฝุ่นแดดอุ่น ทุกอย่างค่อย ๆ เติบโต เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ในที่สุด ช่องว่างที่เคยไกลแค่ไหนก็ไม่เหลืออีกต่อไป