เสียงกริ่งสุดท้าย
ฝนตกกระหน่ำเต็มลานโรงเรียนมัธยม “ไทยวิทยา” สายฝนกระทบหลังคาเสียงดัง ซูมินยืนอยู่ข้างหน้าต่างชั้นสอง กลืนน้ำลายขณะมองเห็นเงาร่างบางอย่างเลื่อนคลุมอยู่ข้างตึกเรียนเก่า เข็มนาฬิกาเดินช้า ๆ สู่หกโมงเย็น เสียงพายุยังคงกึกก้อง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ทำไมเงียบขนาดนี้วะ?” ณัฐ หนุ่มท่าทางเพิกเฉยกว่าคนอื่น กระซิบขณะเปิดไฟในห้องประชุมเวร เขาช้อนตามองเพดานราวกับคาดหวังเสียงฝีเท้าคน สายฟ้าแลบวาบลอดม่านหน้าต่างสั้น ๆ
แยม นักเรียนหญิงผมสั้น รัดผมหางม้า มองโทรศัพท์ตนเองอย่างฉุนเฉียว “ไลน์พวกเรานี่ โดนบล็อกหมดเลยปะเนี่ย ทำไมไม่มีสัญญาณอะไรเลย” เธอถอนใจยาว หยิบขนมออกมาเคี้ยวอย่างหงุดหงิด
อาท พี่นักเรียนชั้นม.6 ที่ปรึกษาเวรคืนนี้ เดินตรวจห้องกับสมุดเช็กชื่อในมือ “ห้ามออกไปนอกอาคารเด็ดขาด เข้าใจไหม? ฝนตกแบบนี้ เดี๋ยวจะเกิดอันตราย” คำพูดของเขาตัดทอนด้วยเสียงฟ้าร้อง ไม่มีใครสนใจจะตอบ เขายกมือปาดเหงื่อและเหลียวซ้ายขวาเหมือนมีอะไรไล่หลัง
มิ้ง เด็กสาวร่างเล็กสวมแว่นสีดำ พยายามอ่านนิยายในมุมห้อง แต่ละบรรทัดกลายเป็นตัวอักษรเต้นเร่าเพราะใจเธอไม่สงบ เธอขยับเท้าเข้าหากลุ่ม “เรา…ได้กลิ่นอะไรแปลก ๆ มั้ย เหมือน…ฝุ่นอับ แบบในห้องเรียนเก่า…” เสียงเธอสั่น
“อย่าคิดมากสิมิ้ง ฝนมันก็อับแบบนี้แหละ” ณัฐตบบ่าเบา ๆ แต่ตัวเองเหลือบมองประตูที่เวลานี้ไม่มีเงาคนแต่อย่างใด
ทันใดนั้น เสียงกริ่งโรงเรียนดังขึ้น กระแทกกับความเงียบราวกับถูกปลุกอย่างไร้เหตุผล ทุกคนหยุดนิ่ง ซูมินก้มมองนาฬิกาของตนเอง ชั่วโมงนี้ไม่ควรมีใครอยู่ และกริ่งก็ควรจะดับสนิทไปนานแล้ว
“ใครไปเล่นกล่องไฟแน่ ๆ” อาทถอนหายใจ ปกปิดความระแวง “แต่แปลกนะ ใครจะขึ้นไปชั้นสี่ห้องควบคุมได้ตอนนี้”
แยมพูดเบา ๆ “หรือจะเป็น…คนจากห้องเรียนเก่า” เธอหัวเราะแห้ง ทุกคนจำได้ว่าห้องเรียนชั้นสี่ถูกปิดตายตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะมีเด็กหายตัวอย่างไร้ร่องรอยกลางวันแสก ๆ
เสียงกริ่งหยุดลงทันควัน ความเงียบงันลงทับ ทุกคนมองหน้ากันอย่างลังเล มิ้งกลืนน้ำลาย “ตกลงจะขึ้นไปดูมั้ย?”
ณัฐพึมพำ “ถ้าขึ้นไปติดกับล่ะ งานเข้าเลย” สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นหงุดหงิด ซูมินลังเลใจ มองรอยกรีดข้างข้อมือตัวเองซึ่งสายตามองไม่เห็น แต่มือเธอสั่นเทา
“ไปหมดนี่แหละ ถ้ามีคนแกล้งเราจะได้จัดการทีเดียว” อาทชี้มือไปทางบันได ทุกคนเดินตามแบบไม่เต็มใจ เสียงรองเท้าดังแผ่วไปตามทางเดินที่มืดลงเรื่อย ๆ ไฟเพดานบางดวงติด ๆ ดับ ๆ
ลมหายใจในบรรยากาศชื้นลงตัว หน้าประตูทางขึ้นชั้นสี่ มีรอยคราบเปียกฝุ่น และกลิ่นเหม็นเก่าลอยคลุ้งแต่ไม่มีใครพูด นอกจากเสียงฝนกับหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
เสียงฝีเท้าแปลกประหลาดดังย้อนแทรกมาข้างหลัง อาทหันไป แฟลชมือถือตวัด – แต่ปลายแสงส่องไปเจอกระป๋องน้ำอัดลมกลิ้งตก บนพื้นมีรอยเท้าเปียก ๆ จาง ๆ ลากออกไปทางห้องเรียนร้าง
“ใครมาอยู่บนนี้เมื่อคืนกัน…” มิ้งกระซิบแผ่ว ซูมินกำเสื้อแน่น “รีบดูเถอะ เดี๋ยวโดนผอ.ลงโทษทั้งกลุ่ม” น้ำเสียงสั่นประสาท
เสียงสายลมวูบแรงกะทันหัน ประตูห้องเรียน 4/7 กระพือเปิดเอง ทั้งกลุ่มถอยกรูด อาทตัดสินใจก้าวเข้าไปเป็นคนแรก แสงแฟลชฉายจับไปที่กระดานดำซึ่งมีข้อความละเลงด้วยชอล์ก “กลับมาเล่นด้วยกันก่อน…” ลายมือเหมือนเด็กประถม
แยมกระซิบอย่างไม่มั่นใจ “ใครทำไว้…คืนนี้?” ใครบางคนในกลุ่มตัวแข็ง มิ้งขยับไปหลบข้างหลังซูมินโดยอัตโนมัติ
ณัฐเริ่มเดินลึกเข้าไป ตรวจดูโต๊ะนักเรียน ยกฝาโต๊ะทีละตัว ไม่มีแม้แต่ร่องรอยที่เพิ่งมีคนนั่ง ห้องเย็นเยียบผิดปกติ เหงื่อไหลซึมขมับ สายตามองแสงขาวพร่า ๆ ที่ปลายห้อง เหมือนจะมีเงาดำหนึ่งเคลื่อนไหวช้า ๆ ก่อนจางหายไป
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าดังอีกครั้ง คราวนี้อยู่ข้างทางเดินนอกห้อง ทุกคนเงียบกริบ รับรู้ถึงแรงอึดอัดที่ลอยฟุ้งอยู่ ในห้องเต็มไปด้วยสายตาที่มองไม่เห็น แยมกลั้นหายใจซ่อนความกลัวด้วยรอยยิ้มฝืน ๆ “เราไม่มีอะไรหรอกมั้ง…คิดไปเอง…”
“กลับลงไปเหอะ หนาวแล้ว” อาทถอยหลัง แต่มือหนึ่งไปดึงประตูทันใดกลับปิดแน่น เขางึมงำ “ใครล็อก?”
ณัฐเดินไปลองบิดลูกบิดเอง—ขยับไม่ออก ซูมินหอบหายใจ สายตาวูบไปมองหน้าต่างซึ่งเป็นฝ้าที่ไม่มีใครสามารถผ่านได้ง่าย ๆ มือเธอสั่นแต่พยายามดึงคันโยกไม้เก่า ๆ มันขยับโดยไม่มีอาการฝืด ผ้าม่านไหม้ชื้นสีน้ำตาลตกหล่น ใต้ผ้ามีรอยชอล์กลึกลับอีกว่า “ต้องอยู่ครบห้า”
อาทเริ่มตะโกน “บ้าน่า ใครล้อเล่นหยาบแบบนี้” แยมหัวเราะกลบเกลื่อน “อาจเก่าเก็บสมัยเด็กป.6มาเขียนล้อก็ได้มั้ง” แม้ปากพูดแต่แววตาเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ
ภายนอก เสียงสายฝนเบาบางลงแต่เสียงกรีดเบา ๆ แทรกเข้ามาแทน ซูมินเผลอสบตากับประตูห้อง ที่บัดนี้มีเงาดำลาง ๆ ซ้อนอยู่อีกฝั่งคล้ายกำลังเฝ้ารอ มิ้งนิ่งงัน ความกลัวฝังรากในใจจนเธอน้ำตาคลอเบ้า
อาทยืนกำหมัดแน่น มองดูเพื่อนร่วมกลุ่ม ทุกสายตากระสับกระส่ายหนักขึ้น “งั้นหาทางออกด้วยกัน” เขาเริ่มค้นหามุมต่าง ๆ ของห้อง พบกล่องไม้เก่าคร่ำคร่าหล่นอยู่ในมุม มีกุญแจเก่า ๆ แขวน
ณัฐเปิดกล่องอย่างลังเล กล่องนี้เต็มไปด้วยกระดาษจดหมายเก่า ซีดจางด้วยกาลเวลา “ดูนี่สิ…” เขาส่งให้แยม แยมคลี่ออก—ข้างในจดหมายเขียนด้วยลายมือเด็ก รายชื่อเด็กห้าคน ลงท้ายด้วย “ขออยู่ด้วยกันตลอดไป”
ซูมินเม้มปากแน่น ใจเต้นแรงจนเสียงตัวเองกลบเสียงฝน เธอจำได้ราง ๆ ว่าเคยผ่านเหตุการณ์คล้ายกันนี้ที่โรงเรียนเก่า แต่ทุกครั้งจะตื่นขึ้นพร้อมกับรอยขีดที่ข้อมือ ความทรงจำเริ่มก่อกวนขึ้นทีละน้อย
เงาดำลาง ๆ ทะยานเร็วเข้ามาใกล้หน้าต่างห้อง ทุกคนถอยกรูด อาทไขกุญแจห้องทดลองข้าง ๆ อย่างลนลาน ในห้องแสงไฟติดวูบวาบ ภายในรกเรื้อ มีรูปถ่ายขนาดโปสเตอร เก่าเลือนแขวนระโยง มีภาพกลุ่มเด็กห้าคนยืนเรียงหน้าตึกเรียนหลังเดียวกับที่ทุกคนอยู่ในตอนนี้
“รูปนี้…เหมือนป้าคนทำความสะอาดไหม?” มิ้งขยับแว่น เอ่ยอย่างหวาดหวั่น ทุกคนพยายามเข้าใกล้รูปมากขึ้น อาทเห็นกับตา—ในรูปมีเด็กคนหนึ่งยื่นหน้าหลุดระนาบ มุมปากเบี้ยวผิดรูปอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ทันใดนั้น เสียงปึงปังจากฝั่งห้องข้างเคียงดังหนักขึ้นมาก ซูมินผวากอดตัวเอง แยมร้องเสียงหลง “ห้องถัดไปเหมือนมีคนอยู่!”
ณัฐเดินไปที่ประตูห้องทดลอง เปิดเงียบ ๆ มองออกไปเห็นเพียงทางเดินเปียกชื้น แต่เมื่อหันกลับมา ทุกคนในกลุ่มต่างนิ่งแข็ง—เส้นผมยาวดำทมิฬถูกพันไว้รอบมือของรูปในกรอบ ทำไมมันถึงขยับอยู่ตรงหน้า?
ประตูทางเดินกระแทกปิดเอง แยมหันไปสบตาเพื่อนทั้งกลุ่ม “เราต้องออกไปจากชั้นนี้ตอนนี้เลย” เธอเสียงสั่นเทา อาทเริ่มพยายามถีบประตูสุดแรง แต่เปิดไม่ออก มิ้งแทบร้องไห้
ซูมินยืนตัวแข็งทื่อ รอยแผลเก่าบนข้อมือเริ่มปวดแสบ เธอกำลังนึกถึงความทรงจำเก่า—คืนหนึ่งในโรงเรียนต่างจังหวัด เธอเคยสัญญากับกลุ่มเพื่อนว่าจะไม่ทิ้งกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่วันหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งหายตัวไป ขณะที่ทุกคนไม่กล้าบอกความจริงกับผู้ใหญ่ ตั้งแต่นั้นมาเสียงกริ่งโรงเรียนก็กลายเป็นฝันร้ายของเธอ
ฝนหยุดตกแล้ว ณัฐก้าวไปที่หน้าต่าง ส่องออกไปพบแสงไฟหนึ่งดวงวูบไหวอยู่ลานโรงเรียน ทั้งกลุ่มจ้องมองด้วยความงุนงง—ใครกันที่เดินในลานโรงเรียนตอนนี้?
ขณะเดียวกัน เสียงกริ่งดังซ้ำอีก ครั้งนี้ยาวกว่าก่อน ทุกคนกำลังจะเสียสติ อาทเริ่มโวยวาย “ใครวะ! พอที!” เสียงแยมแหบแห้ง “มันไม่ใช่เสียงจริง เอาอะไรปิดหู!” เธอกดฝ่ามือลงหูของตน มิ้งน้ำตาไหลพราก
แสงไฟในห้องมืดวูบ กลิ่นเหม็นชื้นแรงขึ้น เงาดำปรากฏตรงประตู เสียงเกรียวกราวและเสียงกรีดรายรอบห้องเรียน ซูมินกลืนอากาศ เธอได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกระซิบข้างหู “อย่าทิ้งเราอีก…”
ทันใดนั้น ภาพในกระจกข้างกระดาษประกาศสะท้อนกลับ—ทุกคนในกลุ่มมีเงาบางอย่างทาบทับอยู่ข้างหลัง มิ้งร้องไห้ ดิ้นหนี อาทกัดฟันตัดสินใจพังประตูให้พ้น ด้านนอกเสียงบุคคลหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
ประตูเปิดออกกะทันหัน ทุกคนกรูออกสู่ทางเดินมืด อาทวิ่งนำทาง กวาดแขนปัดใครบางคน พวกรู้สึกเหมือนเดินผ่านฝูงเงาดำสนิทที่เกือบสัมผัส พวกเขาต่างโล่งใจที่ออกมาได้
แต่ในชั้นล่าง เสียงเท้าเบา ๆ เดินลากตามหลัง เสียงกริ่งยังคงดังโดยไม่มีใครแตะต้อง ซูมินรู้สึกเหมือนมีสายตาหนึ่งเฝ้ามองอยู่ หล่อนหันหลังมองและพบว่ารอบ ๆ ทางเดิน มีใบหน้าจาง ๆ ของเด็กหญิงที่คุ้นเคยปรากฏบนกระจกตามทาง ทุกย่างก้าวคือการไถ่โทษบางอย่างที่พวกเขายังไม่กล้าบอก
ขณะทุกคนกำลังจะออกจากอาคาร แยมตกใจ “หยุดก่อน!” เธอชี้ไปที่รายชื่อมุมบอร์ดประกาศ—รายชื่อนักเรียนเวรคืนนี้ มีชื่อบุคคลที่ห้า “สุภาวดี” ซึ่งไม่มีใครในกลุ่มรู้จักหรือเคยเห็น พวกเขามองหน้ากันด้วยความเย็นชา กระแสความกลัวไหลย้อนกลับมารอบห้องโถง
เสียงกริ่งครั้งสุดท้ายดังก้อง ซูมินนั่งลงกับพื้น พยายามเรียบเรียงลมหายใจ เธอจำรอยยิ้มจาง ๆ ในความทรงจำของสุภาวดี เพื่อนที่หายตัวไปจากโรงเรียนเก่า กฎของคำสาปคล้ายจะชัดเจน—ถ้าคืนสำคัญมีเด็กขาด หนึ่งคนจะไม่ได้ออกจากที่นี่
แยมเบิกตากว้าง “เรา…จะทำยังไง? ต้องอยู่ในนี้ตลอดไปเหรอ?” มิ้งกระชับแขนแยม อาทสบตาณัฐ “อย่าเชื่อ…มันหลอกเรา!” ซูมินเอื้อมมือปาดน้ำตา ลุกขึ้น “ถ้าเราอยากออก ต้องยอมรับความผิด เป็นเพื่อนที่ไม่ทอดทิ้ง—”
ประตูบานใหญ่เปิดช้า ๆ ลมแรงพัดเข้ามา ทุกคนก้าวออกไปทีละคนก่อน แต่เสียงกระซิบว่า “อย่าทิ้งฉัน” ยังดังสะท้อนในหัวแต่ละคน กระทั่งทุกอย่างเงียบงันลง
ข้างนอกฝนเริ่มตกอีกครั้ง ซูมินก้าวย่ำลงพื้นเปียกแฉะ และรู้ว่าชีวิตของเธอไม่เหมือนเดิมอีกเลย หัวใจเธอยังคงผูกติดกับคำสาปและเสียงกริ่งที่ไม่มีวันดับในใจ
ในห้องเรียนเก่าชั้นสี่ ภาพถ่ายเด็กห้าคนยังคงแปะอยู่ รูปเงาบางหลังสุดในภาพขยับยิ้มจาง ๆ …รอคอยรอบเวรกลุ่มต่อไปอย่างเงียบเชียบ