กระจกเก่าในหอพักร้าง
เสียงฝีเท้าดังก้องในโถงว่างเปล่า อโนดาตยืนเก้ ๆ กัง ๆ ตรงประตูทางเข้าหอพักเก่า ‘หอนิ่ง’ ใบหน้าซีดเซียวของเธอสะท้อนอยู่บนกระจกหน้าบันได ทุกอย่างในที่นี้เหมือนหยุดนิ่งมาตลอดสิบปี—ตั้งแต่เกิดกรณีเด็กสาวปีหนึ่งหายตัวไปกลางดึกโดยไร้ร่องรอย เจ้าหน้าที่บอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ เธอแค่ตกลงมาจากบันไดร้าง แต่นักศึกษารุ่นหลังไม่มีใครเชื่อ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ดาต เช็คอินกันเหรอ?” เสียงอีฟเพื่อนสนิทดังขึ้นข้างหลัง อโนดาตหันไปมอง อีฟแบกกระเป๋าสีชมพู กำลังยิ้มบิด ๆ เหมือนไม่แน่ใจ ชีวิตใหม่จะเริ่มต้นที่นี่ ทั้งคู่เพิ่งตัดสินใจมาเช่าห้อง 217 ในราคาแสนถูก และวันนี้เพื่อนอีกสองคน—เบลกับบี—ก็จะย้ายเข้ามาเหมือนกัน
“กลิ่นฝุ่นกับอะไรแปลก ๆ” อีฟย่นจมูกก่อนจะผลักประตูไม้เก่าขึ้น พวกเขาย้อนกลับเข้ามาในหอพักที่บรรยากาศขมุกขมัวแฝงความเงียบจนแสบหู พนักงานทำความสะอาดหญิงชราคนหนึ่งมองพวกเธอด้วยสายตานิ่ง เธอไม่พูดอะไร เพียงแค่กวาดพื้นต่ออย่างช้า ๆ
เมื่อขึ้นไปถึงชั้นสอง อโนดาตกับอีฟพบว่าห้อง 217 ดูเล็กแคบกว่าที่คิด นักศึกษารอบข้างยังน้อย ห้องข้าง ๆ ปิดสนิทไร้เสียง ผู้จัดการหอพัก—ชายวัยกลางคนชื่อ ‘ลุงลิ้ม’—โผล่มาตรงทางเดิน ยิ้มแปลก ๆ พร้อมบอกเสียงแหบ
“ไฟชั้นสองมันขาดบ่อย ถ้าอะไรเสียเรียกผมได้…” ก่อนเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา
บนผนังห้อง 217 มีรอยจาง ๆ เหมือนรอยน้ำไหลลงตรงมุมที่ตั้งกระจกเก่า อโนดาตนั่งลงบนเตียงโดยไม่พูดอะไร มองกระจกที่มีคราบดำตรงขอบล่างอย่างพิรีพิไร อีฟหัวเราะเบา ๆ ว่า ‘กระจกโบราณก็ดีเหมือนกัน’ แล้วช่วยกันถอดผ้าม่านฝุ่นเก่าออกหน้าต่าง แสงเย็นของบ่ายคล้อยส่องลอดผ่านช่องกระจกสกปรก ทั้งสองหยุดมองความเคลื่อนไหวนั้นคล้ายกับว่ามีบางอย่างผิดปกติในแสงที่ตกกระทบกระจก
เสียงโทรศัพท์ของอีฟดังขึ้น ตัดบรรยากาศเงียบงัน เบลกับบีโทรมาบอกว่าอีกสิบนาทีจะถึง ทุกคนจึงลงไปเตรียมต้อนรับ จังหวะที่ออกจากห้อง อโนดาตหันกลับมองกระจกต่างแกนหนึ่งครั้ง ภาพในนั้นคล้ายจะสั่นระริก แม้ห้องจะว่างเปล่า
ช่วงเย็นทั้งสี่คนรวมตัวกัน ห้อง 217 แคบเข้าไปอีกเมื่อทุกคนทยอยวางข้าวของและเครื่องนอน อีฟเล่าเรื่องผีที่เคยได้ยินจากเพื่อน ‘ว่ามีคนเห็นเงาดำในกระจกหอนิ่งบ่อย ๆ’ เบลพูดขึ้นว่า “อย่าล้อเล่น ใคร ๆ ก็รู้ว่ามันเป็นแค่ข่าวลือ” ส่วนบีฟังอยู่เงียบ ๆ ไม่แสดงออกว่ากลัวหรือเชื่อ ครู่หนึ่งไฟบนเพดานก็กระพริบวูบวาบเสียงดังคลิก…คลิก…ก่อนจะดับจนมืดสนิท
ความเงียบแผ่มาปกคลุม ไม่มีเสียงใดเลยนอกจากเสียงลมหายใจของทั้งสี่ เบลล้วงไฟฉายจากโทรศัพท์ มือของเธอสั่นน้อย ๆ ใครบางคนเหมือนจะพูดอะไรออกมาแต่ก็ดูจะเปลี่ยนใจ เพดานชื้น ๆ พร้อมกลิ่นอับลอยในอากาศโดยไม่มีใครกล้าเอ่ยเรื่องกระจกแม้แต่น้อย
คืนนั้นเสียงฝนตกพรำ ๆ หน้าต่างมีเสียงขูดเบา ๆ เหมือนกรงเล็บข่วนกระจก อโนดาตนั่งอ่านหนังสือข้างเตียงโดยไม่ได้สนใจ ส่วนอีฟหลับไปแล้ว เบลยังคงนั่งพิมพ์ข้อความหาคนรักทางไลน์ ส่วนบีออกไปโทรศัพท์ที่ระเบียงนานกว่าปกติ
ทั้งสามคน…หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกถึงสายตาที่มองมาจากมุมเงียบ ๆ ของกระจก แต่ไม่มีใครพูดอะไร ค่ำคืนนี้ยิ่งเงียบกว่าคืนไหน กระจกเก่าในห้องนั้น…เหมือนจะมีเงาบางอย่างโผล่มาแวบหนึ่งเมื่อใครเผลอมองเข้าไป แต่ก็เร็วเกินจับได้
วันต่อมาแบตมือถือทุกเครื่องหมดอย่างไม่มีสาเหตุ ลุงลิ้มผ่านมา พูดว่า ‘ไฟห้องนี้ขัดข้องบ่อยตั้งแต่สมัยก่อน’ แล้วเดินหายไป ช่วงเช้านั้นบีสังเกตเห็นรอยนิ้วมือบาง ๆ บนผิวกระจก แม้จะขัดออกแรงแค่ไหนก็ไม่จาง เบลเสนอจะซื้อกระจกใหม่มาแทน แต่อโนดาตพูดเบา ๆ ว่า ‘เอาไว้ก่อนเถอะ’ เหมือนกลัวจะยุ่งกับของเก่ามากกว่านี้
ภายในสองวันถัดมา เหตุการณ์ผิดปกติค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ทุกคืนฝันร้ายปะปนกับเสียงกระซิบเบา ๆ จากมุมห้อง เสียงน้ำหยดจากอ่างล้างหน้าดังผิดเวลา เงาในกระจกเคลื่อนไหวน้อย ๆ หากจับตาดูทัน อีฟพูดว่ามีบางอย่างผิดปกติกับบรรยากาศห้อง ยิ่งเวลากลางคืนก็ยิ่งเหมือนห้องเล็กลงทุกที
บีกลับมาน้อยลง ดูเหมือนจะหมกตัวเงียบ ๆ อยู่กับลักษณะการเก็บตัวของเธอเอง เบลเริ่มทะเลาะกับอโนดาตเรื่องสภาพห้อง บางทีแค่อึดอัดจากความมืด ความเงียบ และอากาศไม่หมุนเวียน กระจกที่มีรอยฝ้า—เมื่อถูกเช็ด—รอยฝ้านั้นกลับยิ่งชัดขึ้นกว่าเดิม
คืนนั้นเสียงกุกกักบนฝ้าเพดานปลุกอีฟให้ตื่น เธอลุกจากเตียงช้า ๆ เดินไปดูที่กระจก เงาของเธอสะท้อนจาง ๆ มีบางอย่างคล้ายรอยมือวางประกบอยู่ด้านใน เธอหลับตา สูดหายใจลึก เดินกลับไปที่เตียง แต่ก่อนถึงก็หยุดเพราะแว่วเสียงกระซิบ ‘ที่นี่…ไม่ใช่ที่ของเธอ’
อีฟรีบกอดหมอนแน่น ตัวสั่นจนเสียงฟันกระทบกัน พยายามกลบเสียงในหัวด้วยการเปิดเพลงผ่านมือถือ แต่เสียงเพลงเหมือนถูกกลืนไปจนหมดเหลือเพียงเสียงลมหายใจของตนและเงาในกระจกที่ดูขยับชัดขึ้นเรื่อย ๆ
รุ่งเช้าเบลหงุดหงิดสุดขีดเมื่อพบของบางอย่าง—สร้อยข้อมือสีฟ้า—ถูกวางอยู่ขอบกระจก ทั้งที่ไม่ได้เป็นของใครในห้อง “ก็ใครเอามาทิ้งไว้?” เบลถามเสียงห้วน ใคร ๆ ก็มองหน้ากันโดยไม่กล้ารับ อโนดาตนิ่งไป ราวกับจำบางอย่างได้ ไม่ใช่แค่กลัว แต่มันคล้ายความคุ้นเคยที่ลึกล้ำกว่านั้น
เบลสับสน อโนดาตเองเริ่มพูดน้อยลง อีฟกับบีเหมือนมีเรื่องระแวงระหว่างกัน บรรยากาศของสี่คนถูกแทรกด้วยระยะห่าง อโนดาตหลบเลี่ยงการสนทนา มักนั่งจ้องภาพสะท้อนในกระจกครู่หนึ่งจึงผละออก บีสังเกตพฤติกรรมนี้แต่ไม่พูด บีกลับเลือกจดบันทึกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสมุดเล่มเล็ก ๆ ของเธอเอง
ยามดึกวกมาอีกครั้ง คืนนั้นเบลหายตัวออกจากห้องไป ไม่มีใครรู้ตัว เมื่ออนโดาตถามอีฟ—เธอส่ายหน้า ด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ “เบล…บอกจะลงไปซื้อขนม…ตั้งแต่สองทุ่มแล้ว ไม่กลับมาอีก…”
ทุกคนค้นหาจนทั่วหอพัก ถามลุงลิ้มก็ได้แต่สายตาแห่งความระแวง “เด็กผู้หญิงหายไปจากห้องนี้กี่หนแล้วล่ะ” เขาพึมพำคล้ายตัดใจ จังหวะนั้นบีเริ่มตะโกนว่าได้ยินเสียงประหลาดจากห้องน้ำใกล้บันได อโนดาตกับอีฟรีบวิ่งตามไป
บริเวณนั้นไฟขาด ไฟฉายมือถือใช้ไม่ได้ ทั้งสามต้องคลำหากันในความมืด มีกลิ่นอับเน่าและเย็นยิ่งกว่าปกติ อีฟมือสั่น บีจับแขนอโนดาตไว้แน่น สายตาทั้งคู่ปะทะกับเงาทอดบนกระจกในห้องน้ำ—เงาผอมสูงเคลื่อนไหวช้า ๆ อยู่หลังฝ้าแก้ว แต่เมื่อกล้าเปิดประตู สิ่งที่เจอกลับมีเพียงความว่างเปล่า
คืนต่อต่อมา อีฟเริ่มพูดคุยน้อยลง อโนดาตเองก็ขาดสมาธิ เริ่มหวาดกลัวแสงเงาและการสะท้อนในกระจกเป็นพิเศษ เธอเห็นภาพในนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนไป เงาหน้า…ในกระจกเริ่มคล้ายกับใบหน้าตัวเองแต่ผิดเพี้ยน มีรอยยิ้มแปลก ๆ ที่เธอไม่ได้ยิ้ม บีพยายามให้ทุกคนออกไปนอนที่อื่นสักคืน แต่อนโดาตปฏิเสธ “เราต้องอยู่ที่นี่ให้ได้” เธอกระซิบเสียงอ่อน—เพราะมันคือบ้านหลังแรกจากวันนี้ไป
เช้าถัดมาเบลยังไม่กลับมา ทุกคนแจ้งคนดูแล จนได้รับคำตอบว่า ‘หอนิ่ง’ เคยปิดไปเพราะนักศึกษาสาวรุ่นก่อนหายไปจากห้องนี้แบบลึกลับ—ไม่เหลือร่องรอย ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีศพ เบลคล้ายกลายเป็นเรื่องเดียวกันนั้นโดยไม่ตั้งใจ
บีทนไม่ได้อีกแล้ว จึงเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับกระจกด้วยตัวเอง เงาในนั้นเริ่มเปลี่ยนสีเข้มขึ้น เธอขยับใกล้ เงาในนั้นเหมือนหันตามแล้วกระซิบเบา ๆ ‘ข้ามาแทนที่ได้ไหม’ บีสะดุ้งถอยกลับออกมา เงาในกระจกหายไปทันที
วันต่อมาอโนดาตได้ยินเสียงหอบหายใจในห้องนอนแม้จะอยู่คนเดียว อีฟนั่งกอดเข่าอยู่ริมเตียงไม่ยอมพูดจา บรรยากาศชั้นสองเริ่มมืดลงเหมือนมีบางอย่างบังแสงไว้ทุกด้าน กระจกเก่าในห้องร้าวเป็นเส้นละเอียดเหมือนใยแมงมุม อโนดาตเริ่มสับสน เธอมองเห็นใบหน้าสองหน้าของตัวเองในเงากระจก ใบหนึ่งร้องไห้ อีกใบหนึ่งยิ้มเย็น
บีประกาศว่าจะย้ายออกในเช้าวันรุ่งขึ้น อีฟไม่พูดอะไร เพียงแต่หยิบสมุดของเบลที่เหลืออยู่มาเปิดดู คราบน้ำตาหยดเปื้อนหน้ากระดาษหน้าสุดท้าย บนกระดาษเขียนว่า ‘พวกเราต้องออกไป ก่อนมันจะไม่ปล่อยใครได้’
คืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายที่ใครได้ยินเสียงหัวเราะของบี เพราะคืนนั้นเธอฝันเห็นเพื่อนเดินเข้าไปในกระจกและไม่กลับออกมาอีก อโนดาตตื่นขึ้นกลางดึก ได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากห้องน้ำ ก่อนจะพบว่ากระจกในห้องนอนของเธอร้าวเพิ่มขึ้นจนแทบจะแตก เสียงกระซิบดังขึ้นในความเงียบ—‘อย่าเพิ่งออกไป’
วันถัดมาห้อง 217 กลายเป็นห้องเปล่าเมื่อเจ้าหน้าที่หอพักเปิดประตูเข้าไปสำรวจ ไม่มีใครเหลืออยู่ ไม่มีเสียงข้าวของที่เคยอึกทึก ภาพเงาสะท้อนในกระจกกลับค่อย ๆ เหลือแต่เงาของนักศึกษาสาวสี่คนที่ยืนเรียงกันอยู่ข้างใน ทุกเครื่องของพวกเธอวางพิงผนังนิ่งสนิท ทิ้งไว้เพียงเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ยังแทรกมาจากมุมกระจกเก่า…’ใครจะเป็นรายต่อไป’