เงาสุดท้ายที่บ้านท้ายซอย
แสงแดดยามเย็นสาดผ่านใบมะพร้าวเหี่ยวแห้งริมคลองตกกระทบลงบนฝาไม้สีหม่น นวล หญิงสาววัยยี่สิบแปดปี หยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านไม้สองชั้นที่ดูอึมครึม บ้านหลังนี้เคยเป็นที่รักของแม่ แต่บัดนี้เหลือเพียงความเงียบและกลิ่นอายแห่งอดีต เธอลูบลูกบิดสนิมเขรอะ ชั่งใจอยู่ครู่ ก่อนจะเปิดเข้าไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงประตูไม้เก่าดังเอี๊ยดอ๊าดสะท้อนในบ้านโล่ง นวลสูดลมหายใจลึก กลิ่นฝุ่นผสมกลิ่นไม้ผุ เตะจมูกจนต้องยกมือปิดปาก เธอเดินลากกระเป๋าเข้าสู่ห้องโถงที่ยังคงมีเครื่องเรือนเก่าและตู้กับข้าวไม้ ตั้งอยู่อย่างเงียบงัน ไม่มีเสียงของใครสักคน แสงแดดสาดผ่านหน้าต่าง เป็นเงาทอดยาวตามพื้น
นวลวางกระเป๋า มองพัดลมเพดานที่หมุนเอื่อยจนแทบไม่ขยับ เสียงน้ำในคลองไหลเอื่อยอยู่ข้างบ้าน เธอเดินไปเปิดหน้าต่างบานหนึ่ง มองดูคลองสีคล้ำและเรือไม้ลำเก่าเกยข้างตลิ่ง เหตุการณ์การตายของแม่และความทรงจำในวัยเด็กผุดขึ้นมาในหัว เธอไม่เคยกลับบ้านหลังนี้ตั้งแต่แม่เสีย แต่บางอย่างทำให้เธอรู้สึกว่าต้องมาที่นี่
เสียงฝีเท้าดังเบา ๆ บนพื้นไม้ ทำให้นวลหันขวับไปมอง ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น เธอยืนฟังเงียบ ๆ จนแน่ใจว่าเป็นเสียงไม้ลั่นเพราะความเก่า หน้าต่างอีกบานสั่นไหวเบา ๆ ด้วยลม แต่ประตูห้องนอนแม่กลับแง้มออกเองช้า ๆ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นผลักเบา ๆ
นวลขยับเข้าไปใกล้ประตูห้องแม่ มองลอดเข้าไปในความมืดข้างใน ภายในห้องมีเพียงเตียงไม้และโต๊ะเครื่องแป้งเก่า ๆ เธอสูดลมหายใจแล้วผลักประตูให้เปิดสุด เสียงบานพับครางเบา ๆ ตรงขอบหน้าต่าง มีเงาคนคล้ายจะเคลื่อนไหววูบหนึ่งในกระจก แต่พอเธอมองตรง ๆ เงานั้นก็หายไป
เสียงโทรศัพท์มือถือสั่นสะเทือน นวลสะดุ้ง ก่อนจะหยิบขึ้นมา เบอร์ของ ‘ต่าย’ เพื่อนสมัยเด็กที่โตมาด้วยกันแถวนี้ ปรากฏบนหน้าจอ
“นวล ถึงบ้านยัง?” เสียงต่ายฟังดูระแวง
“ถึงแล้ว บ้านมัน…เงียบไปหมดเลย”
“ถ้าได้กลิ่นอะไรแปลกๆ หรือเห็นเงาอะไร อย่าเดินตามเข้าไปเด็ดขาดนะ” น้ำเสียงต่ายนิ่งผิดปกติ
“หมายความว่าไง?”
“เอาไว้พรุ่งนี้เจอกัน ฉันจะเล่าให้ฟัง อย่าออกไปไหนตอนกลางคืน” ต่ายวางสาย เงียบหายไปท่ามกลางความเงียบของบ้าน
คืนแรกผ่านไปอย่างอึดอัด นวลนอนไม่หลับ เสียงฝนตกกระทบหลังคา เสียงไม้ลั่นดังเป็นช่วง ๆ เธอลุกขึ้นมาเดินไปที่ห้องน้ำในตอนตีสอง แสงไฟจากหลอดนีออนขาด ๆ กะพริบวูบวาบ ขณะเธอล้างหน้า เสียงฝีเท้าแผ่วเบาและเสียงกระซิบที่ไม่ได้มาจากเธอดังผ่านหู คล้ายเสียงผู้หญิงพูดว่า “อย่า… อย่าเปิดประตูนั้น”
นวลชะงัก เงยหน้ามองกระจก เห็นเพียงเงาร่างของตัวเองกับเงาดำแปลกตาที่ยืนอยู่ข้างหลัง ทันทีที่เธอหันกลับ เงานั้นหายไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ต่ายเดินมาหาที่บ้านในชุดนักสังคมสงเคราะห์ ต่ายมีท่าทางวิตกกังวล มือถือถุงผลไม้แน่น
“นวล…เมื่อคืนโอเคใช่ไหม”
“ฉันได้ยินเสียงผู้หญิงกระซิบ แล้วเหมือนเห็นเงาอะไรแปลกๆ ด้วย” นวลเสียงสั่น
ต่ายนิ่งไปครู่หนึ่ง หันไปมองหน้าต่าง “บ้านหลังนี้…ไม่ได้อยู่กันแค่คนเป็นนะ”
“พูดให้ชัด ๆ ได้ไหม?”
ต่ายถอนหายใจ “ก่อนแม่เธอเสีย มีคนในซอยนี้หายไปหลายคน ไม่มีใครพบศพเลย แม้แต่ตำรวจยังสืบไม่เจอ…”
นวลใจเต้นแรง “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับบ้านฉัน?”
“เริ่มต้นจากเสียงเงียบๆ กลางคืน แล้วจะได้กลิ่นกำยาน ถ้าเธอได้กลิ่นนั้น แปลว่าเธอถูกเลือกแล้ว” ต่ายพูดเสียงเบา
นวลนึกถึงกลิ่นจางๆ ตอนคืนแรก เธอเงียบไป
วันต่อมา นวลพบของแปลกในบ้าน กล่องไม้สลักชื่อของแม่ วางอยู่ในห้องเก็บของใต้บันได กล่องนั้นล็อกไว้แน่น เธอลองเขย่า ได้ยินเสียงเหมือนของแข็งกระทบกันในนั้น
เสียงกระซิบแผ่วเบาเริ่มดังบ่อยขึ้นในบ้าน กลางคืนเงียบสนิท น้ำในคลองหยุดนิ่งผิดปกติ เงาต้นไม้ทาบลงบนพื้นไม้ในบ้านยาวเหยียดราวกับจะคลานเข้ามาหา
นวลเริ่มมีอาการปวดศีรษะและฝันถึงเหตุการณ์ในอดีตที่คลุมเครือ เธอเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งยืนร้องไห้ใต้ต้นมะม่วงหลังบ้าน ท้องฟ้ามืดสนิท ไม่มีเสียงใดนอกจากเสียงร้องไห้แผ่วเบา เธอเดินเข้าไปหาเด็กคนนั้น แต่เด็กคนนั้นกลับหายไปกับเงามืด
นวลตื่นขึ้นมากลางดึก เสียงผนังบ้านเหมือนถูกเคาะเบา ๆ จากฝั่งคลอง เธอเดินไปที่หน้าต่าง เห็นเงาดำขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ก่อนจะเคลื่อนหายเข้าไปใต้ถุนบ้าน
วันต่อมา ต่ายมาที่บ้านอีกครั้ง ท่าทีระวังมากขึ้นกว่าทุกครั้ง เธอเอากุญแจดอกเก่ามาให้นวล “แม่เธอเคยเก็บกล่องอะไรบางอย่างไว้ในบ้าน เธอเคยพูดถึงไหม?”
นวลส่ายหน้า “ไม่เคยเลย แต่ฉันเจอกล่องไม้ในห้องเก็บของ”
ต่ายนิ่งไป “กล่องนั้น…มันคือของต้องห้ามที่ไม่ควรเปิด”
“แล้วจะทำยังไงกับมัน?”
ต่ายมองนวลนิ่ง “อย่าพยายามเปิดมัน ถ้ารู้สึกว่ากลิ่นกำยานแรงขึ้น หรือได้ยินเสียงเรียกซ้ำ ๆ ให้รีบออกจากบ้านนี้” เสียงต่ายสั่นเล็กน้อย
คืนนั้น เงาในบ้านเคลื่อนไหวเร็วขึ้น แสงไฟกะพริบ เสียงกระซิบแทรกเข้ามาในความเงียบ “เปิด…เปิดมัน…” นวลพยายามไม่สนใจ เธอเอาผ้าปิดหู แต่เสียงยังลอดเข้ามา
เช้าวันรุ่งขึ้น นวลไปสอบถามคนสูงวัยในชุมชนเกี่ยวกับบ้านของเธอ ป้าจัน เจ้าของร้านชำข้างซอย มองเธอด้วยสายตาเวทนา
“สมัยก่อน บ้านหลังนี้มีเรื่องเล่า ว่าเจ้าของบ้านคนแรกเคยทำพิธีอะไรบางอย่างกับเด็กที่หายไป ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ตอนกลางคืน”
“แม่ฉันเกี่ยวข้องด้วยเหรอ?”
ป้าจันส่ายหน้า “ใครอยู่บ้านนี้นาน ๆ จะเริ่มเห็นเงาเด็กผู้หญิงใต้ต้นมะม่วง แล้วก็ได้กลิ่นกำยาน…”
คืนนั้น นวลละเมอเดินไปที่ห้องเก็บของ เธอได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กดังขึ้นเรื่อย ๆ มือเปิดกล่องไม้ออกช้า ๆ ด้านในคือกระจกเงาบานเล็ก ๆ สลักอักษรแปลก ๆ เธอเห็นเงาดำอยู่ในนั้น พร้อมกับเสียงกระซิบว่า “จำฉันได้ไหม…”
นวลสะดุ้งตื่น เหงื่อท่วมตัว กลิ่นกำยานเข้มข้นทั่วบ้าน เธอรีบเดินไปที่หน้าต่าง ทันใดนั้น เห็นเงาเด็กผู้หญิงยืนอยู่ใต้ต้นมะม่วง มองขึ้นมาด้วยดวงตาว่างเปล่า
ต่ายรีบมาหานวลในตอนเช้า เห็นสภาพนวลซีดเซียว มือเย็นเฉียบ
“เธอต้องออกไปจากบ้านนี้” ต่ายกระซิบ
“แต่ฉันรู้สึกเหมือนว่าถ้าออกไปตอนนี้ ฉันจะถูกดึงกลับมาอีก…” นวลสั่นเครือ
ต่ายนิ่งไป หันไปมองกล่องไม้ “กล่องนั้น…ที่แท้คืออะไร?”
นวลลังเล ก่อนจะเล่าว่าเธอเห็นอะไรในกระจก ต่ายฟังเงียบ ๆ อย่างระแวง
“มันไม่ใช่แค่บ้านผีสิง…มันเป็นกับดักความทรงจำ” ต่ายพูดเบา ๆ “คนที่เข้าไปยุ่งกับมัน จะค่อย ๆ ลืมว่าตัวเองเป็นใคร แล้วจะกลายเป็น ‘เงา’ ที่อยู่ที่นี่ตลอดไป”
นวลกลืนน้ำลาย “แล้วแม่ฉัน…?”
“แม่เธออาจจะยังอยู่ที่นี่…ในรูปแบบที่เราไม่เข้าใจ”
ดึกวันนั้น นวลตัดสินใจเดินออกไปใต้ต้นมะม่วง เงาของเด็กผู้หญิงยังคงอยู่ เธอเดินเข้าไปหา พึมพำถาม “เธอคือใคร?”
เงาตอบด้วยเสียงที่บิดเบี้ยว “ฉันคือสิ่งที่ถูกลืม…”
จู่ ๆ เงานั้นขยายใหญ่ขึ้นจนกลืนร่างนวลไปในความมืด สายลมหวีดหวิว เสียงน้ำในคลองพล่านขึ้นเป็นระลอก
เมื่อตื่นขึ้นอีกครั้ง นวลพบว่าบ้านหลังนี้เงียบกว่าทุกคืน ไม่มีเสียงใด ๆ นอกจากเสียงน้ำเอื่อย ๆ เธอมองไปที่กระจกในกล่องไม้ เห็นใบหน้าของเด็กหญิงซ้อนทับกับใบหน้าตัวเอง น้ำตาเอ่อคลอ
ความทรงจำเกี่ยวกับแม่และอดีตของบ้านเริ่มกระจ่างขึ้น เธอจำได้ว่าในวัยเด็ก เธอเคยมีเพื่อนเล่นที่ไม่มีใครมองเห็น เด็กหญิงคนนั้นเคยบอกว่าจะอยู่กับนวลตลอดไป
นวลเดินไปที่ห้องโถง นั่งลงบนเก้าอี้โยกเก่า เสียงกระซิบของแม่ดังแผ่วในหัว “อย่าทิ้งความทรงจำ…”
นวลรู้ตัวว่า ไม่ว่าจะออกไปหรืออยู่ต่อ เธอไม่มีวันหนี ‘เงา’ ที่บ้านหลังนี้ได้อีกแล้ว
เช้าตรู่วันต่อมา ต่ายมาหานวล แต่บ้านกลับเงียบสงัด ประตูปิดสนิท ในบ้านมีเพียงกลิ่นกำยานจาง ๆ และกระจกเงาบานเล็กวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง เงาสะท้อนในกระจกไม่ใช่ต่าย ไม่ใช่นวล แต่เป็นเด็กหญิงที่ยิ้มแปลก ๆ ธรรมดา ท่ามกลางบ้านที่ไม่มีเสียงใดเหลืออยู่อีกต่อไป…