เสียงสุดท้ายแห่งบ้านท่าข้าม
เสียงฟ้าร้องกึกก้องลั่นในคืนที่ฝนตกหนัก รถกระบะเก่า ๆ วิ่งฝ่าเส้นทางลูกรังเปื้อนโคลนมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านท่าข้าม ไฟหน้าสาดส่องไปยังต้นไม้สูงเรียงรายสองข้างทาง ต่ำลงเมื่อเข้าใกล้ป้ายไม้เก่าที่มีตัวหนังสือลบเลือน “บ้านท่าข้าม” อันเงียบงัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในรถมีวัยรุ่นสี่คน: อิฐ เด็กหนุ่มผู้มาดนิ่ง เงียบขรึมแต่สายตาเต็มไปด้วยความกังวล เขาขับรถพลางมองกระจกหลังบ่อย ๆ ข้าง ๆ คือขวัญ สาวขี้วิตกที่เอาแต่กำโทรศัพท์แน่น ด้านหลังคือจ๋า เพื่อนสนิทของขวัญที่มักหัวเราะกลบเกลื่อนความกลัว และโอ๊ต เด็กหนุ่มร่างสูงผอมที่ไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ กำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง
“แน่ใจนะ ว่าต้องมาทางนี้?” เสียงขวัญสั่นเล็กน้อย พลางเหลือบมองรอบ ๆ
“ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์แล้ว…” จ๋ากระซิบเบา ๆ ก่อนจะพยายามหาสัญญาณจากหน้าจอที่ดับสนิท
“เราต้องตามหาน้องบัวให้เจอ พ่อแม่เขาวานไว้” อิฐพูดเสียงเบาหนักแน่น แต่ดวงตาซ่อนความกลัวไว้ลึก ๆ
โอ๊ตหัวเราะในลำคอ “เด็กผู้หญิงหายกลางหมู่บ้านร้าง เรายังจะรับปากมาล่ะนะ”
ไม่มีใครตอบต่อ ทุกอย่างเงียบงันในขณะที่รถเคลื่อนตัวผ่านสะพานไม้แคบ ๆ สู่ด้านในของหมู่บ้าน สะพานโยกคลอนตามจังหวะของล้อ ฝนซัดแรงขึ้น ทุกคนต่างเงียบและจับจ้องไปข้างหน้า หายใจไม่ทั่วท้อง
เมื่อจอดรถหน้าบ้านไม้สองชั้นหลังใหญ่ที่แทรกตัวอยู่กลางทุ่งร้าง ทั้งหมู่บ้านดูเหมือนไร้ชีวิต บ้านแต่ละหลังปิดสนิท หน้าต่างบานไม้ปิดตาย ไม่มีแสงไฟ ไม่มีผู้คน โรงเรียนเล็ก ๆ ริมทุ่งก็เงียบกริบ
ฝนซาเม็ด แต่เสียงฟ้ายังคำราม พวกเขาค่อย ๆ ก้าวลงจากรถ เสียงรองเท้ากระทบดินเปียกดัง ตุบ ๆ ขวัญสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงกิ่งไม้ขูดกับหลังคา
“เราจะเริ่มหาตรงไหนก่อน?” จ๋าถามพลางขยับเข้าหาขวัญ
อิฐมองรอบ ๆ แล้วชี้ไปที่บ้านหลังใหญ่ “บ้านนั้นคือบ้านที่น้องบัวหายไป พ่อแม่เขาให้กุญแจไว้กับเรา”
โอ๊ตถอนหายใจ “หวังว่าผีจะไม่ออกมาต้อนรับก่อนนะ” เขาพูดติดตลก แต่รอยยิ้มแข็ง ๆ บนใบหน้ากลับตอกย้ำความหวาดระแวงที่ซ่อนอยู่
ทั้งสี่เดินฝ่าความมืดและกลิ่นดินเปียกเข้าสู่บ้านหลังนั้น ไฟฉายส่องไปตามบันไดไม้เก่า ๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด พวกเขาขึ้นไปชั้นสอง พบเพียงฝุ่นเกาะหนา เฟอร์นิเจอร์คลุมผ้าใบเก่า ไม่มีวี่แววของใคร
เสียงบางอย่างคล้ายสายลมพัดผ่านทางเดิน ยิ่งเงียบ ทุกคนยิ่งได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรง อิฐหยุดเดิน จ้องไปที่บานหน้าต่าง ปรากฏรอยนิ้วมือจาง ๆ บนกระจกเหมือนถูกลากจากด้านในออกไปข้างนอก
ขวัญยกไฟฉายส่องมือสั่น “รอยอะไร…นั่น…”
จ๋าพยายามกลืนก้อนสะอื้น “หรือว่าน้องบัว…?”
โอ๊ตขยับเข้าไปใกล้ เคาะเบา ๆ ที่กระจก ก่อนจะรีบชักมือกลับทันที “มันเย็น…เย็นแบบแปลก ๆ ไม่เหมือนกระจกทั่วไป”
อิฐเปิดบันทึกเสียงของน้องบัวในโทรศัพท์ เปิดฟังเสียงพูดของเด็กหญิง “พี่อิฐ หนูจะกลับมา…หนูสัญญา…” เสียงนั้นขาดห้วง และจบลงด้วยเสียงกระซิบเบา ๆ ที่ไม่มีใครแปลความได้
“เหมือนมีเสียงแทรก…ตรงท้าย” จ๋าพูดเสียงค่อย
ขวัญไม่พูดอะไร ดวงตาแดงกล่ำเหมือนจะร้องไห้
เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ดังอยู่ที่ปลายโถง ทุกคนหันขวับ แต่ไม่เห็นใคร
โอ๊ตทำท่าจะเดินตามไป แต่จ๋ารั้งแขนไว้ “อย่าไป”
แต่ความอยากรู้ชนะความกลัว โอ๊ตเดินไปช้า ๆ ที่ปลายโถงประตูห้องนอนเปิดแง้ม เสียงฝีเท้าหายไปในเงามืด
ในห้องนอน เตียงเล็ก ๆ ปูผ้าลายการ์ตูนสีซีด ของเล่นเก่ากระจัดกระจายอยู่บนพื้น เสียงลมหายใจของทุกคนฟังดูชัดเจน
ขวัญกระซิบ “น้องบัว…อยู่ไหม?” ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเงาเล็ก ๆ บนผนังที่ไม่มีใครอธิบายได้ว่าเกิดจากอะไร
อิฐก้าวเข้าไปสำรวจลิ้นชัก ตรงนั้นมีสมุดบันทึกเด็กเก่า ๆ จ๋าหยิบขึ้นมาเปิดดู อ่านออกเสียงเบา ๆ “วันนี้แม่บอกว่าอย่าออกไปเล่นที่ทุ่งตอนกลางคืน…แต่เสียงร้องนั้นเรียกให้หนูออกไป…”
“เสียงร้องอะไร?” โอ๊ตขมวดคิ้ว
ขวัญลังเลก่อนเอ่ยเบา ๆ “ที่นี่…มีตำนานว่าตอนกลางคืนจะได้ยินเสียงเรียกจากทุ่ง ไม่มีใครกล้าออกไปถ้าฟ้ายังไม่สว่าง”
อิฐสบตาขวัญ “เธอเคยได้ยินจริง ๆ เหรอ?”
ขวัญกลืนน้ำลาย “ครั้งเดียว…ตอนเด็ก ๆ”
จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของขวัญสั่นสั้น ๆ ทั้งที่ไม่มีสัญญาณ หน้าจอแสดงข้อความว่า “ได้โปรด…ช่วยด้วย” ตัวหนังสือบิดเบี้ยวจนชวนขนลุก
โอ๊ตรีบหยิบไฟฉายส่องรอบห้อง “ใครเล่นพิเรนทร์เนี่ย?”
จ๋าหน้าซีด “ไม่มีใครในหมู่บ้านนี้แล้ว…จะมีใครส่งข้อความได้ยังไง”
เสียงฟ้าครืนตามมาด้วยเงาเคลื่อนไหวช้า ๆ นอกหน้าต่าง ทุกคนชะงัก หายใจติดขัด
อิฐตัดสินใจ “เราต้องออกไปดูที่ทุ่ง บางทีน้องบัวอาจยังมีชีวิตอยู่”
ขวัญสั่น “แต่…แต่ถ้ามีอะไรอยู่ที่นั่นล่ะ?”
โอ๊ตมองอิฐ “ถ้าเราไม่ไป พรุ่งนี้คนก็จะคิดว่าเราทิ้งเด็กไว้ที่นี่”
ทั้งสี่ออกจากบ้าน ไฟฉายส่องนำทางไปยังทุ่งกว้าง เสียงหญ้าสูงเสียดสีกันในลมเย็นยะเยือก ทุกคนเดินตามรอยเท้าเล็ก ๆ บนดินเปียก จ๋าตามหลังสุด มือกำเสื้อตัวเองแน่น
เมื่อมาถึงกลางทุ่ง เสียงกระซิบเบา ๆ ดังมาจากทิศทางที่ไม่มีใครอยู่ “มานี่…ช่วยฉันด้วย…” เสียงแผ่วพร่านั้นเหมือนจะลอยมากับสายลม
ขวัญน้ำตาคลอเบ้า “นั่นเสียง…”
โอ๊ตเริ่มวิตก “เรากำลังถูกหลอกหรือเปล่า?”
อิฐไม่ฟัง เดินนำไปเรื่อย ๆ จนเจอกองดินที่ดูเหมือนเพิ่งถูกขุดขึ้น ไฟฉายส่องไปเห็นผ้าตุ๊กตาเด็กเปื้อนโคลนวางอยู่บนยอดกองดิน
จ๋าเดินเข้าไปหยิบตุ๊กตานั้น เสียงร้องแหลมดังขึ้นแว่ว ๆ “อย่า…” ทุกคนหันซ้ายขวาแต่ไม่เจอใคร
ในขณะนั้น เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ดังก้องอยู่รอบตัวท่ามกลางความมืดมิด ราวกับมีเด็กจำนวนมากวิ่งวนรอบพวกเขา
ขวัญร้องไห้ “พอเถอะ…เราควรกลับบ้าน!”
โอ๊ตตะโกนลั่น “มันไม่มีใครอยู่ที่นี่!” แต่เสียงเด็กหัวเราะเบา ๆ กลับดังขึ้นแทนที่
จ๋าหายใจหอบหนัก สายตาไม่ละจากตุ๊กตา “ฉัน…ฉันเห็นเงาเด็กตรงนั้น” เธอชี้ไปที่ขอบทุ่งซึ่งเป็นเพียงความว่างเปล่า
อิฐมองไปรอบ ๆ “เราต้องหาความจริงให้ได้ ไม่งั้นจะไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หมู่บ้านนี้อีก”
จู่ ๆ ฝนตกหนักอีกครั้ง ไฟฉายดับพรึ่บ ทุกคนยืนตะลึงในความมืด เสียงกระซิบงึมงำโอบล้อมรอบตัว
ขวัญสะอื้น “ทำไมต้องเป็นเรา…ทำไม…”
โอ๊ตกระซิบ “พวกนาย…ได้ยินเสียงเหมือนฉันไหม?”
ไม่มีใครตอบ แต่เสียงกระซิบยังคงเรียกชื่อแต่ละคนทีละคน ช้า ๆ เยือกเย็น
เมื่อฝนซา ทั้งสี่รีบวิ่งกลับเข้าบ้าน หลังประตูปิดลง เสียงฝีเท้านั้นกลับหยุดกะทันหัน
ขวัญทรุดลงกับพื้น จ๋ากอดขวัญไว้แน่น อิฐนั่งนิ่ง น้ำตาคลอเหมือนไม่อาจเอ่ยอะไรได้อีก
โอ๊ตเดินวนไปมา “เราต้องออกไปจากที่นี่ ก่อนจะสายเกินไป”
แต่เมื่ออิฐจะไขกุญแจประตู เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มาจากชั้นบนของบ้าน
อิฐเดินขึ้นไปชั้นบน ช้า ๆ มือกำไฟฉายแน่น ทุกย่างก้าวเสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าด ก่อนหยุดหน้าห้องที่ประตูปิดสนิท
เขาเอื้อมมือบิดลูกบิด แต่ประตูเปิดออกเอง เผยให้เห็นความมืดสนิทและเสียงลมหายใจเบา ๆ จากข้างใน
ขวัญและจ๋าตามขึ้นมา ขวัญร้องไห้สะอึกสะอื้น “ได้โปรด…อย่า…”
โอ๊ตยืนลังเลอยู่หน้าบันได ก่อนจะตัดสินใจตามขึ้นไป
ในห้องมืดสนิท เงาเล็ก ๆ ลาง ๆ ปรากฏขึ้นตรงริมหน้าต่าง จ๋าส่องไฟฉายไปตรงนั้น แต่ไฟกลับกระพริบและดับลง
เสียงเด็กหญิงดังขึ้นในความมืด “หนู…อยู่ตรงนี้…”
เสียงสะอื้นและเสียงหัวเราะสลับกันจนแยกไม่ออก ทุกคนยืนนิ่ง ไม่กล้าขยับ
จ๋าพูดเบา ๆ “ถ้าน้องบัวอยู่ที่นี่…เธออยากให้เราทำอะไร?”
ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงลมหายใจสะอึกสะอื้นที่คล้ายทั้งกลัวและเศร้า
อิฐก้าวไปข้างหน้า “เราจะช่วย…”
ทันใดนั้น ลมแรงปะทะหน้าต่าง ประตูปิดเองดังปัง ทุกอย่างเงียบลงจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นถี่ของตัวเอง
แล้วเสียงกระซิบก็ดังขึ้นใกล้ ๆ หูของทุกคน “ใคร…จะอยู่…ใคร…จะไป…”
โอ๊ตถอยหลังชนผนัง มองรอบตัว “หยุด! เราไม่ได้ทำอะไรผิด!”
ขวัญทรุดลงกับพื้น จ๋านั่งลงข้าง ๆ กอดเพื่อนแน่น
อิฐหลับตา พูดช้า ๆ “เราขอโทษ…ขอโทษที่ปล่อยเธอไว้คนเดียว”
แล้วเสียงสะอื้นนั้นจางหาย เหลือเพียงความเงียบงัน ทุกคนยังคงนิ่งงันในห้องมืด รอฟังเสียงถัดไป
ประตูเปิดออกช้า ๆ ลมเย็นพัดผ่าน ทุกอย่างกลับสู่ความสงบอย่างประหลาด
จ๋าถามเบา ๆ “มัน…จบแล้วเหรอ?”
ขวัญสั่นศีรษะ ดวงตาแดงก่ำ “ไม่รู้เลย”
อิฐเดินออกจากห้องไปยังโถงหน้าบ้าน สายตาเขาเหลือบเห็นเงาเด็กเล็ก ๆ นั่งหันหลังให้ตรงบันได เสียงกระซิบยังคงแว่วอยู่ในอากาศ
“บัว…” อิฐเอ่ยชื่อเบา ๆ
เงานั้นค่อย ๆ เลือนหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความเย็นเฉียบและความเศร้าลึกซึ้งในใจทุกคน
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น หมอกหนาเคลื่อนคลุมหมู่บ้าน บ้านหลังนั้นยังคงเงียบงัน ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงเสียงเรียกจากบ้านท่าข้ามอีกเลย
แต่ในสายลมเงียบงัน หากใครเงี่ยหูฟังดี ๆ จะได้ยินเสียงกระซิบที่ไม่มีวันจางหาย “อยู่กับฉัน…อย่าไป…”