เพราะคืนนั้น…เราเพิ่งเริ่มรัก
กลิ่นฝนบนพื้นปูนยังไม่จางในบ่ายวันเปิดภาคเรียน ฟ้าใสยืนอยู่ใต้อาคารคณะศิลปะฯ แขนกอดแฟ้มแน่น ข้างหลังคือเสียงเพื่อนใหม่ต่อแถวยาวเหยียด พลันมือหนึ่งแตะไหล่เบา ๆ ฟ้าใสสะดุ้งเล็กน้อย หันไปก็เห็นตะวันในเสื้อยืดลายสีหม่นกับรอยยิ้มคุ้นตา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เธอเอาแฟ้มนี้ไปใช้ดิโว้ย” ตะวันยื่นแฟ้มสีสดให้ “แฟ้มของเธอดูจะพังแล้ว”
“ไม่เป็นไร เราชอบแฟ้มเก่า…” ฟ้าใสเบือนหน้าหนีเลี่ยงสายตา มุมปากกระตุกเล็กน้อยคล้ายกลั้นยิ้ม
“ดื้อเหมือนเดิมเลย” ตะวันถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหัวเราะในลำคอ ฟ้าใสเงียบไปสักพักจนตะวันชะโงกหน้ามาใกล้อีก “เป็นไรวะ ฟ้า?”
“เปล่า…แค่คิดถึงตอนมัธยม เธอก็ยังชอบบังคับเราเหมือนเดิม”
ตะวันหัวเราะในลำคออีกครั้ง ท่าทางเก้อเขินแต่ก็ยังยิ้ม ดวงตาของเขาลอบมองไปยังมือฟ้าใสที่สั่นเล็กน้อย
เสียงรองเท้ากระทบพื้น เสียงคุยจ้อกแจ้ก เพื่อนใหม่ทยอยเดินผ่าน ฟ้าใสมองตาม สายตาเหมือนไม่โฟกัส “เราคิดถึงบ้านน่ะ”
“ก็โทรหาสิ โทรหาพ่อแม่”
เธอส่ายหน้าไม่พูดอะไรเพิ่ม ความเงียบไหลผ่านกลางระหว่างรอยยิ้มจาง ๆ ของทั้งสอง
เย็นวันเดียวกัน ห้องพักหญิงในหอในมหาวิทยาลัย ฟ้าใสนั่งกอดเข่ามองหน้านอกหน้าต่าง เมฆครึ้มกับสายฝนโปรยบาง ๆ เพื่อนร่วมห้องกำลังคุยโทรศัพท์เสียงดัง
โทรศัพท์ฟ้าใสสั่นเบา ๆ ตะวันส่งข้อความมา “กินข้าวเย็นยัง?” ฟ้าใสพิมพ์ตอบ “ยัง” แล้วก็หยุดจ้องจออยู่อย่างนั้น คล้ายไม่กล้าจิ้มข้อความถัดไป
“ออกมากินข้าวด้วยกันไหม?” ข้อความตะวันโผล่ขึ้นมาอีก
ฟ้าใสลังเล สองมือนิ่งเงียบ
“เรา…อยากอยู่คนเดียวสักพัก” เธอพิมพ์กลับ สองตาวาวน้ำตาแต่ก็กลั้นความรู้สึกบางอย่างไว้ — เงาของความเหงาและกลัวตนเองจะเหงายิ่งกว่าเดิม
กลางคืนแสงไฟในโรงอาหารร้างผู้คน ฟ้าใสเดินห่อไหล่มาคนเดียว มือสอดกระเป๋าเสื้อฮู้ด กำลังจะซื้อข้าวไข่เจียว เสียงตะวันร้องเรียกดังมา “ฟ้า! มาเองทำไมไม่ชวน”
เธอหลบตา “เราว่า…ถ้าชวนก็เหมือนรบกวน”
ตะวันนิ่งไปนิดก่อนยิ้มจาง ๆ “เธอไม่เคยรบกวนเราเลย ฟ้า”
ตะวันซื้อข้าวสองจาน มาวางตรงหน้าฟ้าใส เธอยิ้มบาง ๆ เอามือจับส้อมอย่างเงอะงะ ไม่รู้จะพูดอะไรดี
“เวลาอยู่คนเดียว…เธอเหงาไหม?” ตะวันถามเสียงเบา
ฟ้าใสหยุดมือกลางอากาศ “เหงาสิ…แต่บางทีมันก็สบายกว่า”
“เราชอบคุยกับเธอนะ ถึงบางทีเธอจะพูดน้อยก็เถอะ”
ฟ้าใสก้มหน้าไปมองจานอาหาร เสียงหัวใจเต้นดังผิดปกติ
“แล้ว…ที่บ้านเธอเป็นไงบ้างล่ะ?” ตะวันถามเอื่อย ๆ
ฟ้าใสหลบตา “เธอก็รู้…แม่ยังไม่อยากให้เราเรียนศิลปะ”
ตะวันนิ่งไปครู่สีหน้าคล้ายเข้าใจ “แต่ฟ้าก็เก่งนี่”
“แม่ว่าเก่งไปก็ไม่มีใครรักหรอก…” เธอว่าเบา ๆ แล้วก็หัวเราะออกมาทั้งน้ำตาซึม ๆ แบบคนเหนื่อยใจกับคำพูดเก่า ๆ นั้น
ตะวันมองเธอนิ่ง ๆ เหมือนอยากพูดบางอย่างแต่ก็เปลี่ยนใจ ความเงียบที่วางตัวระหว่างกันยืดยาวขึ้นชั่วขณะ
วันถัดมาในห้องเรียนวาดเส้น ฟ้าใสนั่งขีดเขียนภาพใบหนึ่ง ไม่ทันสังเกตว่าตะวันมองเธออยู่มุมห้อง ตะวันหยิบสมุดออกมาเริ่มร่างภาพหญิงสาวในท่ากอดเข่าใต้หน้าต่าง
อาจารย์เดินผ่านมา “ไอ้ตะวัน วาดหน้าคนได้ละเอียดดีนี่นา ใครเป็นแบบ?”
ตะวันสะดุ้ง ลนลานปิดสมุด “ไม่มีอะไรครับ แค่…วาดเล่นเฉย ๆ”
ฟ้าใสหรี่ตามอง สมองคิดว่ารูปนั้นคล้ายกับเธอ แต่ไม่กล้าถาม สายตาสองคนหลบกันแบบเก้อเขิน
ช่วงเย็น กลุ่มเพื่อนชวนไปเล่นบาสที่สนามกลางแจ้ง ฟ้าใสลังเล ตะวันกรอกตามองขึ้นฟ้า “มาดิ เธอไม่เคยลองอะไรใหม่ ๆ เลย”
“เราตัวเล็ก จะไปเล่นอะไรกับผู้ชาย”
“เล่นกับเราก็ได้ แค่ขำ ๆ”
ฟ้าใสเดินเข้ามาในกลุ่ม ตะวันยื่นลูกบาสให้ เธอรับไปแบบประหม่า มือสั่นเล็กน้อยเพราะฝนเพิ่งหยุดตก พื้นลื่น ๆ แต่ทั้งสองหัวเราะสนุก เมื่อฟ้าใสล้มในอ้อมแขนตะวัน ทั้งคู่เงียบ ซ่อนหัวใจเต้นรัวหลังเสียงหัวเราะจางลง
สายลมเย็นเฉียดใบหน้า ฟ้าใสบอก “เราอยากบินได้แบบหมู่เมฆ”
ตะวันยิ้ม ให้ใจตนคล้อยตาม “เรากลัวบินสูงแล้วตก”
“แต่ถ้าไม่ลอง เราก็จะไม่ได้อะไรเลยนะ” เธอจัดผมหลบหน้า
“ก็ใช่ แต่เวลาตกมันเจ็บ” ตะวันว่าเสียงเบา เหมือนจะสื่ออะไรบางอย่างในใจ
คืนนั้นในห้อง ฟ้าใสเปิดดูรูปภาพในโทรศัพท์ ภาพในกล้องคือรูปตะวันที่ถ่ายไว้เผลอ ๆ หลายนาที ฟ้าใสมองแต่ไม่กล้ากดไลค์ เสียงใจเต้นกับจังหวะที่อยากจะส่งข้อความบางอย่างไป แต่ไม่กล้า
ตะวันเปิดเฟซบุ๊ก เห็นสเตตัสฟ้าใส “ช่วงนี้ฝันบ่อยจัง” ตะวันพิมพ์ทัก “ฝันอะไรเหรอ?”
ฟ้าใสพิมพ์ตอบ “ฝันว่าหลง” แล้วก็เว้นว่างเป็นนาที ตะวันตอบกลับ “หลงทางหรือหลงใคร?”
ฟ้าใสจ้องจอ ไม่ตอบ หัวใจเริ่มสับสนกับตัวเอง
หลายสัปดาห์ผ่านไป สองคนสนิทกันมากขึ้น ตะวันชวนอ่านหนังสือที่ห้องสมุด ฟ้าใสเงียบแต่ตั้งใจฟัง สองมืออยู่ไม่สุขในขณะที่ตะวันอธิบายเรื่องราวในเล่ม ต่างฝ่ายต่างแอบมองกันผ่านมุมตา
วันหนึ่ง ฟ้าใสเห็นตะวันเดินกับผู้หญิงอีกคนในคณะ หัวใจแปลบแปลกๆ เธอเบือนหน้าหนีแล้วเดินลับออกจากมุมตึก พลางถามตัวเองว่านี่คือความหึงหรือเปล่า
ค่ำวันนั้น ตะวันโทรมา “ฟ้า เธอโอเคไหม?”
ฟ้าใสลังเล “แค่รู้สึก…เราเปลี่ยนไปหรือเปล่า?”
“เปลี่ยนอะไร?”
“เราเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไรกับเธอ”
ตะวันนิ่ง เสียงทางสายโทรศัพท์เงียบก่อนจะ “งั้นก็ลองอยู่ห่างกันสักพักไหม?”
ฟ้าใสเงียบยาว “แล้วเธอล่ะ…กลัวไหม?”
ตะวันถอนใจ “กลัวสิ…กลัวทุกอย่างจะพังไปหมด”
ฟ้าใสวางสาย น้ำตาไหลเงียบ ๆ ใจหนักอึ้งเหมือนฝนจะตกซ้ำ
หลายวันผ่านไป สองคนห่างกันจริง ๆ ตะวันเริ่มยุ่งกับชมรมกีฬา เพื่อนคนใหม่ ส่วนฟ้าใสจำต้องฝืนหัวใจใช้ชีวิตคนเดียว วาดรูปตามมุมตึกคนเดียวเงียบ ๆ
คืนหนึ่ง วันประกวดผลงานศิลปะของคณะ ฟ้าใสยืนหน้าภาพวาดตัวเองในแกลเลอรี่ คนชมเดินผ่านไปมา ตะวันเดินเข้ามาเงียบ ๆ
“สวยดี” เขาว่า
“เราก็ไม่แน่ใจว่าคนดูจะเข้าใจไหม”
“นั่นไม่สำคัญเท่าที่เธอเข้าใจตัวเองหรือเปล่า ฟ้า”
ฟ้าใสหันมามองตา น้ำตารื้น
“ทำไมเราโตต้องเจ็บด้วยวะ?”
ตะวันกลั้นใจ “เพราะเราลองรักไง”
เสียงเพลงในงานกึกก้อง ความเงียบปะปนขึ้นระหว่างสองคน สายตามองกันนิ่งนาน
ฟ้าใสเปรย “ถ้าเธอจะร้องไห้…ก็ร้องเถอะนะ”
ตะวันยิ้มบาง ๆ ก่อนเอื้อมมือลูบไหล่เธอเบา ๆ น้ำตาฟ้าใสไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว ตะวันปล่อยให้เธอได้ร้องไห้ เธอซบหน้ากับไหล่เขา
“เราขอโทษ…ที่กลัวจนผลักเธอออกไปตอนนั้น” เสียงเธออู้อี้
“เราเองก็กลัวเหมือนกัน…กลัวว่าเธอจะไม่ต้องการเรา” ตะวันรับสารภาพทั้งใจ
ทั้งสองนั่งนิ่งกันเนิ่นนานในแสงสีของค่ำคืน
หลังจบงาน ฟ้าใสขออยู่ลานไม้หน้าคณะคนเดียว ตะวันส่งข้อความ “กลับดี ๆ นะ” เธอตอบ “ขอบคุณนะที่ยังอยู่”
วันรุ่งขึ้น ตะวันเจอฟ้าใสในห้องเรียน สายตาสองคนสบกัน ทุกอย่างเหมือนจะเกร็งอีกครั้ง แต่หัวใจกลับปลอดโปร่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ระหว่างชั่วโมงวาดเส้น ฟ้าใสฮึดรวบรวมใจ หันไปหาตะวัน “เย็นนี้…ไปดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันไหม?”
ตะวันยิ้มสดใสเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ “เรารอเธอชวนมาตลอดเลยนะ”
ริมแม่น้ำยามเย็น แสงทองส่องสะท้อนฟ้าใสบอก “เรายังกลัวอยู่ แต่จะลองอีกครั้ง…”
ตะวันจับมือเธอมั่น “เราเองก็จะเลือกลองเดินไปพร้อมกัน”
เสียงหัวเราะสดใสปะปนกับความเขิน ความกลัวค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงสายลมอ่อนและแสงเย็นของความสัมพันธ์ที่งอกงามในใจทั้งสอง
“ถ้าอีกวันเธอกลัว เราก็จะอยู่ข้าง ๆ ให้ฟ้าได้ลองใหม่อีกครั้ง”
ฟ้าใสพยักหน้า น้ำตาซึมด้วยหัวใจที่เบาสบายเป็นครั้งแรก
ทุกอย่างไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นการเริ่มต้นของความรักอย่างแท้จริง — ในวันที่ทั้งคู่เอื้อมมือจับกันไว้ และเลือกที่จะให้อภัยตนเองในอดีต