เสียงของวันวาน
เสียงเปียโนแว่วเบาในล็อบบี้ของออฟฟิศสูงใจกลางกรุงเทพฯ ตัดกับเสียงฝนตกปรอย ๆ ข้างนอก ปัณณวัฒน์นั่งอยู่ที่มุมกาแฟ แก้วลาเต้ข้างมือเย็นเฉียบ เขาเอานิ้วลูบขอบแก้ว ราวกับจะลบล้างความคิดไม่ดีที่วนเวียนในหัว พนักงานเดินสวนกันไปมาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ทว่าปัณณวัฒน์ยังคงนั่งนิ่ง รอเวลาประชุมกับทีมครีเอทีฟสำหรับแคมเปญใหม่ที่บริษัทหวังจะพลิกชื่อเสียงกลับมาได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูห้องประชุมเปิดด้วยเสียงหัวเราะสดใส ขวัญใจเดินหอบโน้ตบุ๊กพร้อมสมุดเพลง หน้าตาเธอเปื้อนเหงื่อแต่ตายังเป็นประกาย คนใหม่ ๆ ในทีมต่างจับตาเธอ แต่ขวัญใจก็ไม่สนใจใคร เธอเหลือบมองปัณณวัฒน์แวบหนึ่ง ก่อนจะรีบก้มหน้าจัดของบนโต๊ะ
“ขออนุญาตนะคะ อาจจะเสียงดังหน่อย” ขวัญใจพูดกับทีม ชายหนุ่มพยักหน้า แม้จะยังไม่ไว้ใจในพลังสร้างสรรค์แบบติดดินของเธอ
การประชุมเริ่มขึ้นด้วยไอเดียที่ดูเหมือนไม่ลงรอยกัน ปัณณวัฒน์เป็นคนแบบแผน เนี๊ยบ ผูกเน็คไทสีเทา ส่วนขวัญใจคือสีสันสดใส เสียงหัวเราะและข้อเสนอแนะรัว ๆ ตั้งแต่กลิ่นหอมของกาแฟไปจนถึงเรื่องเนื้อเพลงประกอบโฆษณา
“ถ้าลองเขียนท่อนที่มีความหมายอย่างตรงไปตรงมา มันจะดูบ้าน ๆ ไหมคะ?” ขวัญใจหันมาถาม เธอยกแก้วชาเขียวขึ้นดื่ม พลางเหลือบมองใบหน้าที่ขมวดคิ้วของชายหนุ่ม
“มันง่ายเกินไป” ปัณณวัฒน์พูดเสียงเรียบ “คนจะจำได้เหรอ?”
ขวัญใจหันไปมองหน้าต่าง เห็นแต่ฝน สายตาเหม่อลอยคล้ายคิดอะไรนาน “บางที…เรื่องที่มันตรงไปตรงมา คนก็อาจกล้าจำเพราะมันใกล้ใจมากกว่าก็ได้ค่ะ”
การอภิปรายยืดเยื้อ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอย แต่ก็ต่างรับฟังกันอย่างเงียบ ๆ ทุกคนในห้องสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดที่แปลกประหลาดระหว่างคนสองคนนี้
หลังเลิกประชุม ขวัญใจเก็บสมุด เพลงของตัวเองหล่นลงพื้นอย่างจงใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ ปัณณวัฒน์หยิบให้ “เพลงของคุณ เฮฮาดี”
ขวัญใจอมยิ้ม ให้เสียงหัวเราะแผ่ว “ถ้าได้หัวเราะกับใครสักคน ทุกอย่างก็เบาขึ้น จริงไหมคะ?”
ปัณณวัฒน์พยักหน้าแต่ไม่พูด ขวัญใจชำเลืองสายตาดูปฏิกิริยาแล้วเดินลิ่วออกไป ทิ้งชายหนุ่มให้นิ่งงันอยู่กับความคิดในใจ
วันต่อมา ทีมโปรเจกต์ถูกเรียกไปถ่ายงานนอกสถานที่ หัวหน้าสั่งให้ขวัญใจกับปัณณวัฒน์แชร์รถไปพร้อมกัน ทั้งคู่เริ่มต้นด้วยความเงียบงันในรถ
ขวัญใจเปิดเพลงเบา ๆ ในวิทยุ “ชอบเพลงไหมคะ?”
“เคยชอบ” ปัณณวัฒน์ตอบ เหมือนไม่เต็มใจนัก
ขวัญใจหันมายิ้ม “ทำไมถึงเคย…”
ปัณณวัฒน์ถอนหายใจ “บางทีของบางอย่าง…ไม่สนุกอีกต่อไป เมื่อมันผูกกับคนที่เราไม่อยากจำ”
ขวัญใจนั่งนิ่ง เธอไม่ได้ซักไซ้อีก แล้วเปลี่ยนมาฟังเสียงฝนบนหลังคารถแทน
สถานที่ถ่ายทำคือคาเฟ่ไม้เก่าแห่งหนึ่ง บรรยากาศอบอุ่น ขวัญใจเดินดูของตกแต่ง แล้วจู่ ๆ ก็เจอดอกไม้ในแจกันที่คล้ายกับวันที่แม่เธอล้มป่วย เรื่องราวในอดีตดึงใจเธอลงไปชั่วครู่ เธอหยุดยืนเงียบ ยิ้มเศร้า ๆ จากนั้นจึงเช็ดน้ำตาเบา ๆ แล้วเดินไปยังโต๊ะถ่ายงานทันที
ปัณณวัฒน์เห็นเหตุการณ์ แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายแสงที่ลอดผ่านหน้าต่าง เหมือนอยากจับภาพความรู้สึกของขวัญใจเก็บไว้
หลังเลิกงาน ขวัญใจเสนอให้ไปหาอะไรกิน ชายหนุ่มลังเล “ผมไม่ค่อยชินกับการทานข้าวกับเพื่อนร่วมงานน่ะครับ”
ขวัญใจหัวเราะเบา “ลองบางสิ่งที่ไม่ชินบ้างก็ไม่เสียหายนะคะ คุณจะได้เพลงใหม่”
เวลานั้นเอง ทั้งสองนั่งกินข้าวแกงง่าย ๆ หน้าร้าน เงียบไปชั่วครู่ ก่อนที่ขวัญใจจะพูด
“คุณไม่ชอบเปิดเผยตัวเองเลยเนอะ”
ปัณณวัฒน์เม้มปาก “ไม่มีอะไรน่ารู้หรอกครับ”
ขวัญใจจ้องมือของเธอที่กำช้อน “แล้วถ้ามีคนอยากฟังล่ะคะ?”
ชายหนุ่มเงียบ ก่อนเหลือบมองขวัญใจแล้วรีบละสายตา “ถ้ามี ก็ควรเตือนเขาให้หนีไปซะตั้งแต่แรก”
คืนนั้นเอง ขวัญใจกลับถึงห้องเล็ก ๆ ของตัวเอง เธอนั่งลงหน้าคีย์บอร์ด เปิดสมุดเพลงเก่า ๆ แล้วยิ้มขำน้อย ๆ กับบางประโยคที่เขียนเอาไว้
“เฮ้อ จะเอาไอ้ความเศร้าพวกนี้ไปโยนใส่ใครดีนะ?” เธอบ่นกับอากาศ เธอตัดสินใจแต่งเพลงสั้น ๆ ใหม่ซึ่งมีเนื้อหาถึงคนที่ปิดประตูในใจตัวเองกลัวความรัก เธออัดเสียงด้วยโทรศัพท์มือถือ แม้จะไม่ตั้งใจจะส่งให้ใคร
อีกวันหนึ่งที่ออฟฟิศ ปัณณวัฒน์นั่งทำงานดึก ขวัญใจเดินเข้ามาเงียบ ๆ วางขนมไว้ข้างโต๊ะ ไม่พูดสักคำ แล้วเดินออกไป ชายหนุ่มแปลกใจ เป็นช่วงที่เขาเงยหน้าขึ้นมา เห็นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ เกี่ยวกับมุขตลกแปะไว้อย่างเบา ๆ
‘หัวใจหนัก? ลองให้เสียงเพลงช่วยดูหน่อยมั้ย’
ปัณณวัฒน์ยิ้มมุมปากโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มลองเปิดสมุดวาดรูปที่เขาวาดเล่นไว้ กลับพบว่าตัวเองกำลังวาด ‘คนกำลังร้องเพลง’
ต่อมา บริษัทจัดเวิร์กช็อปสร้างแรงบันดาลใจ เปิดโอกาสให้ทีมแชร์เรื่องส่วนตัวเพื่อเข้าใจซึ่งกันและกัน ขวัญใจเล่าเรื่องวันที่เธอร้องเพลงแรกบนเวที หลังแม่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ยอมรับว่าบางทีเธอหัวเราะเพราะไม่กล้าร้องไห้ เสียงในห้องขรึมลง ทุกคนเงียบงัน
ปัณณวัฒน์ไม่พูดอะไร แต่ดวงตาเขายิ่งเข้าใจจิตใจของขวัญใจมากขึ้น
เวลาผ่านไป งานโฆษณาเริ่มเข้าสู่ช่วงกดดัน deadline ปัณณวัฒน์กับขวัญใจต้องอยู่ด้วยกันมากขึ้น ทะเลาะกันบ้าง หัวเราะกันบ้าง จนทีมงานเริ่มมองด้วยความห่วงหา แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ยังไม่อาจก้าวข้ามกำแพงบางอย่างในใจได้
วันหนึ่ง ปัณณวัฒน์ได้รับอีเมลจากคนรักเก่า เธอกลับมาจากต่างประเทศ ต้องการขอคืนดี ชายหนุ่มสับสน ลังเล จนความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อทีมและขวัญใจที่สังเกตเห็นอย่างชัดเจน
ขวัญใจเริ่มถอยห่าง เธอไม่หัวเราะไม่แกล้งหยอก และไม่ส่งข้อความตลกเหมือนเคย ชายหนุ่มพบว่าห้องทำงานที่เคยอุ่นขึ้นด้วยเสียงของเธอกลายเป็นเย็นชา ทั้งสองคนเริ่มคุยงานกันเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น
คืนหนึ่ง ปัณณวัฒน์เห็นขวัญใจนั่งเปลี่ยวอยู่ริมระเบียงหน้าออฟฟิศ เขาเดินไปนั่งข้าง ๆ แต่ไม่มีใครพูดอะไร เสียงจิ้งหรีดขับกล่อมให้ทุกอย่างดูเงียบลง
“ถ้ามีคนที่แคร์คุณมาก ๆ แต่ไม่กล้าบอก… คุณอยากฟังไหม?” ขวัญใจถามขึ้นเบา ๆ
ชายหนุ่มนิ่ง “แล้วถ้าเขาไม่พร้อมให้ใครเข้าไปในชีวิต…แน่ใจเหรอว่าอยากได้ยินจริง ๆ?”
ขวัญใจซุกมือแน่นกับกระเป๋า “ใจบางคนมันกลัวจะเริ่มต้นใหม่โดยไม่รู้ตัว”
“คุณกลัวเหรอ?” ปัณณวัฒน์ถามเสียงเบา
“ฉันกลัวจะรักใครจนเสียเค้าไปอีก” ขวัญใจหลุบตามองพื้น “แต่กลัวยิ่งกว่าถ้าต้องกลายเป็นคนที่ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย”
ทั้งสองเงียบงัน เสียงลมหายใจคล้ายจะก้องชัดในยามนั้น
วันต่อมา ขวัญใจยื่นใบลาออก พร้อมอ้างถึงเหตุผลส่วนตัว หัวหน้ายอมรับด้วยความเสียดาย แต่ไม่มีใครถามมากกว่า ทีมงานต่างเงียบงัน ไม่กล้าลั่นคำใด เกรงใจความสัมพันธ์ที่ใคร ๆ ก็เดาได้แต่ไม่กล้าถาม
ปัณณวัฒน์เห็นใบลาออกบนโต๊ะใจจึงหวั่นไหว เขาเดินตามหญิงสาวออกไปริมฟุตบาท
“คุณจะไปจริง ๆ เหรอ?”
ขวัญใจหยุดเดิน “ถ้าอยู่ต่อ ฉันจะยิ่งเสียดายในทุกวัน ฉันต้องลองเดินทางของตัวเองสักที”
“มันผิดเวลา…ใช่ไหม?”
หญิงสาวหัวเราะแห้ง “มันก็ไม่มีเวลาไหนถูก ถ้าใจคนเรายังไม่พร้อม”
อาทิตย์ต่อมา ปัณณวัฒน์แทบทำงานไม่ได้ เขาเห็นแต่สมุดเพลงของขวัญใจทิ้งไว้บนชั้น เขาเปิดออกมาโป่งเพลงหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นเพลงที่ขวัญใจแต่งขึ้นใหม่เพื่อคนที่กลัวจะเริ่มต้นใหม่
เขาครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาเบอร์หนึ่ง แม้ลังเลในทุกตัวเลขที่กดลงไป
ค่ำวันฝนพรำ ปัณณวัฒน์เดินไปที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ ซึ่งขวัญใจเคยนั่งเล่นเปียโน เขาเห็นเธอนั่งอยู่ตรงมุมเดิม พร้อมกดบันทึกเสียงลงมือถือ เหมือนวันแรกที่ทั้งคู่เจอกัน
“เพลงนั้น…ฉันฟังแล้ว” ปัณณวัฒน์พูดเบา ๆ
ขวัญใจชะงัก ก่อนยิ้มจาง ๆ “แล้วคิดถึงใครหรือยังคะ?”
“คิดถึงตอนที่ใจเราไม่กล้าบอกกัน” เขาตอบ
ขวัญใจหลบตามองฝน แล้วเงียบไป
ชายหนุ่มใจเต้นแรง “ผมแค่…แค่อยากบอกว่าผมกลัวเหมือนกัน แต่กลัวมากกว่าถ้าไม่มีคุณให้คิดถึงอีก”
ขวัญใจยังเฉย ไม่ตอบ รับฟังทุกถ้อยคำเหมือนตั้งใจเก็บมันไว้กับตัว
เสียงเปียโนแว่วขึ้นอีกครั้ง ขวัญใจเอื้อมไปจับมือชายหนุ่มแผ่วเบา “ไม่รู้ว่าเรื่องของเราจะจบยังไงนะคะ แต่ฉันอยากลองดู…ถ้าเดินไปด้วยกัน กลัวก็กลัว แต่คงไม่เดียวดายแล้วล่ะ”
แสงไฟในร้านสะท้อนสายฝนเป็นประกาย เสียงบทสนทนาลึกซึ้งแต่ไม่ต้องมีคำว่ารักก้องอยู่ระหว่างสองหัวใจที่กลับมาเริ่มต้นใหม่ ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลังและเลือกจะซ่อมแซมหัวใจไปพร้อมกัน ช้า ๆ ในจังหวะที่เป็นของพวกเขาเอง