เมืองลอยม่านหมอก
เสียงลูกสูบไอน้ำทำงานหนักดังแว่วก้องทั่วห้องเครื่องท่ามกลางกลิ่นน้ำมัน เมืองลอยฟ้าทรงกลมแปลกตากำลังแล่นล่องอยู่เหนือชั้นหมอกในยามเช้า บนสะพานควบคุม เครื่องกลรุ่นใหม่เพิ่งติดตั้งเมื่อคืน ฝีมือ เด็กสาวคนหนึ่งที่นั่งผูกน็อตอยู่ข้างผู้เป็นพ่อแต่สายตาทั้งสองยังไม่เคยสบกันเลยสักครั้ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เห็นจะเหนื่อยหน่อยนะวันนี้ ลินน์”
เสียงห้วนของพ่อขณะที่รื้อเก็บเครื่องมือ เด็กสาวที่ชื่อ ‘ลินน์’ ยืดแขนออกจากใต้ท้องเครื่องยนต์ เธอมีรอยน้ำมันเปรอะบนแก้มและริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง “ก็ยังดีกว่านั่งเงียบในห้องเหมือนเมื่อก่อน” ลินน์ตอบราบเรียบ พ่อเพียงถอนใจ ไม่พูดอะไรเพิ่ม เพียงหยิบผ้าเช็ดเหงื่อแล้วยื่นให้อย่างห้วน ๆ
ม่านหมอกหนาทึบด้านนอกหน้าต่างค่อย ๆ ทวีความสว่างผิดปกติ แสงไฟกระทบผิวน้ำยามเช้าระยิบระยับ เสียงจามเบา ๆ ด้านหลังทำให้ลินน์ผงะ “เป็นหวัดหรอคะ?”
“ปีที่แล้วฉันเป็นหวัดเพราะหมอกนี่ มันไม่เหมือนเก่า” เขาพูดพลางขยี้จมูกหนัก ๆ “ไปล้างหน้าซะ เดี๋ยวไปกินข้าวก่อนสาย”
ภาพครอบครัวกินข้าวเช้าอยู่ร่วมกัน ไม่เคยเหมือนบ้านนี้ ต่างคนต่างเงียบ ลินน์มองจานข้าวต้มเงียบงัน นาฬิกาบนผนังเดินช้า พ่อดูเอกสารที่ดูเหมือนจะซับซ้อนกว่าวันธรรมดา เสียงไซเรนแหวกอากาศเสียจังหวะอาหาร “มีปัญหาอีกแล้ว?”
“อาจจะ…” เขาลอบสบตาลูกสาวสั้น ๆ ก่อนจะเดินเร็ว ๆ ออกจากห้อง ทิ้งให้ลินน์นั่งนิ่ง มือค้างอยู่กลางอากาศ เธอสูดลมหายใจลึก
ข้างนอก ม่านหมอกหนาขึ้นจนมองแทบไม่เห็นระยะสามเมตร ท่ามกลางกลุ่มช่างและเจ้าหน้าที่บนดาดฟ้า พ่อไปพูดคุยกับคนสนิท ไฟสัญญาณฉุกเฉินกระพริบแดงทั่วลาน ทุกคนหันซ้ายแลขวาอย่างระแวง ลินน์ตามออกมาด้วยความลังเล “เกิดอะไรขึ้น?”
“ระบบเรดาร์รายงานวัตถุบางอย่างเคลื่อนที่ในหมอก” เจ้านายเก่าพ่อ กระซิบบอกลินน์ สีหน้าแฝงไปด้วยความตึงเครียด
เสียงเครื่องยนต์โบราณยังครางเบา ๆ เป็นจังหวะเดียวกับหัวใจของทุกคน เสียงกระซิบเบา ๆ เกี่ยวกับ “เงาในหมอก” แว่วผ่านหู
ลินน์ขมวดคิ้ว พยายามเพ่งสายตามองทะลุหมอก จู่ ๆ เสียงร้องโหยหวนผิดมนุษย์ดังมาจากทิศใต้ ทุกคนหยุดชะงัก โลกทั้งใบเหมือนหยุดเวลา
พ่อนิ่งงัน นัยน์ตาหวาดกลัวอย่างที่ลินน์ไม่เคยเห็น ท่ามกลางชั่วขณะราวต้องมนตร์ เสียงลมหายใจของเธอเองกลายเป็นเสียงเดียวที่ดังในหัว
“อย่าออกไปข้างนอกเด็ดขาด” พ่อออกคำสั่งสั้น ๆ “อยู่กับฉัน”
ใต้แสงไฟสีส้ม บนสะพานควบคุมเมืองลอยฟ้า คนกลุ่มหนึ่งรวมตัวชั่วครู่เพื่อปรึกษากัน การประชุมเต็มไปด้วยความเครียด เสียงเถียงกันเบา ๆ เสียงขู่ว่า “ของแบบนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” บรรยากาศอึดอัด
ลินน์จ้องมองใบหน้าผู้ใหญ่ เธอเห็นร่องรอยความหวาดระแวงบนใบหน้าทุกคน แนวริมฝีปากเม้มแน่น สายตาหลีกหลบความจริง
“มันคืออะไร?” ลินน์กระซิบกับพ่อที่ยืนเกร็งข้างกัน
“เราไม่รู้ มีแต่คนตามหาคำตอบอยู่หลายสิบปี ถ้าเธอเห็นอะไรก็อย่า…”
เสียงระเบิดเบา ๆ ขัดจังหวะ สนิมหล่นกราวใต้พื้น เสียงเครื่องจักรเดินขัดจังหวะการสนทนา ทุกสายตาเบิกโพลง
“พ่อ…กลัวอะไรคะ?” ลินน์ตัดสินใจถามเบา ๆ
เขาเม้มปาก เงียบไปนาน “พ่อกลัวจะสูญเสียเหมือนเมื่อก่อนอีก…”
จู่ ๆ ไฟดับพรึบทั้งเมือง เงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจ ภาพในอดีตผุดขึ้นในหัวลินน์ เธอเห็นภาพตัวเองตอนห้าขวบ ร้องไห้กลางคืนที่แม่จากไปโดยไม่มีคำลา
“ฉันจะไม่ปล่อยให้เธออยู่คนเดียวอีกแล้ว” พ่อเอ่ยเสียงสั่นไหว
ในความมืด ลินน์สัมผัสมือพ่อที่สั่นระริก เธอจับแน่นขึ้น หายใจลึกก่อนพูดว่า “ไปด้วยกันไหมคะ? ถ้ายังกลัวอยู่”
เสียงโลหะกระทบพื้นดังแกร่ง ทุกคนสะดุ้ง ผนังด้านตะวันตกสั่นหวั่นไหวอย่างไม่ปรากฏที่มา ม่านหมอกนอกหน้าต่างเต้นรำอย่างไร้รูปทรง
“เราต้องซ่อมเจนเนอเรเตอร์ ไม่งั้นเมืองจะร่วง” พ่อพูดน้ำเสียงเด็ดขาดขึ้น เขามองมือที่ลินน์จับไว้ ก่อนกัดฟันผงกหัว
ขณะมุ่งหน้าลงชั้นล่าง เสียงฝีเท้าในทางเดินกังวานชัดเกินเหตุ แสงไฟฉุกเฉินสีแดงทอดเงายาวไปตามทางเดินเปล่า ลินน์เดินช้าลง “พ่อคิดถึงแม่มั้ย?”
พ่อชะงัก เกือบเดินชนประตู “ทุกคืน” เสียงต่ำแผ่วราวกับปลิวไปกับหมอก “ขอโทษที่ไม่ได้ปกป้องเธอ…”
“ฉันก็เป็นส่วนหนึ่งที่วิ่งหนีเหมือนกัน” ลินน์ตอบ เอื้อมแตะมือพ่อ เขายิ้มจาง ๆ ในเงามืด
ในห้องควบคุมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า สายไฟระโยงระยางและกลิ่นไหม้จาง ๆ พ่อกับลินน์เข้าตรวจดูระบบร่วมกัน เครื่องมือเก่าของแม่ยังติดป้ายชื่ออยู่ ลินน์กดใจไว้ ก่อนดึงสกรูหมุนแกนเครื่อง “ต้องรีบ บางอย่างอยู่ข้างนอก”
เสียงกระแทกรุนแรงจากฝาผนังนอกห้อง เสียงกรนต่ำแปลกประหลาดเวียนวน สองพ่อลูกสบตากัน นิ้วมือชื้นเหงื่อ ความตื่นกลัวแล่นพล่าน “อย่าเปิดประตู แม้อะไรจะเคาะ…”
ลินน์กลั้นใจ ไร้เสียงพูด เธอซ่อมระบบไฟอย่างลนลาน เครื่องกำเนิดฟื้นแรงดังฮัมเบา ๆ ก่อนไฟกลับมาสว่างทั่วเมือง ด้านนอกหมอกดูดำขึ้น บรรยากาศกดดันยิ่งกว่าเดิม
“สำเร็จไหม?”
“ยัง” ลินน์เสียงแผ่ว “ต้องตั้งค่าใหม่อีกขั้น” ทันใด เสียงฝีเท้าอีกคู่ดังขึ้นจากหลังประตู เธอเงยหน้าสบตาพ่อ ต่างคนต่างหายใจถี่เหมือนจะขาดอากาศ
ผู้ชายร่างท้วมในชุดเจ้าหน้าที่โผล่พรวดเข้ามา “ได้ข่าวว่ากำลังซ่อมอยู่?”
พ่อหันขวับ “คุณมีอะไร?”
“มีบางอย่างนอกเมือง รบกวนระบบควบคุม ทุกอย่างอาจล่มได้ทุกชั่วโมง” น้ำเสียงเต็มไปด้วยแรงกดดัน
“ถ้าพ่อกับฉันไม่ซ่อมเสร็จ เมืองจะร่วงลงทะเลเมฆ” ลินน์ถอยมาตั้งข้อเสนอ “ขอเวลาแค่ชั่วโมงเดียว”
อีกฝ่ายเงียบนาน ก่อนผงกหัว “รีบเถอะ หมอกใกล้ถึงพื้นแล้ว”
ลินน์เหลือบมองนาฬิกาพกที่แม่เคยให้ เดินตามพ่อออกจากห้องไปยังปลายสุดของเมืองลอยฟ้า จุดที่มีซากเครื่องบินเก่าสมัยสงครามจอดประดับอยู่ เคยเป็นสวนสำหรับส่องดาวแต่วันนี้เงียบไร้ผู้คน
เงาทะมึนกว้างใหญ่พัดผ่านหมอก มองไม่เห็นหัวท้าย เสียงโหยลึก ๆ ดังมาเบา ๆ ลินน์ก้มหน้ากลั้นน้ำตา ขณะที่พ่อกุมไหล่เธอแน่น
“ขอโทษนะลินน์ ถ้าพ่อไม่เคยพูดเมื่อก่อนนี้…” เสียงของเขาสั่นไหว “เราจะออกไปจากที่นี่ด้วยกัน”
ลินน์พยักหน้าช้า ๆ ก่อนเดินเข้าไปซ่อมสายไฟต่อ มือน้อย ๆ สั่นระริก เสียงสายลมกระซิบเรื่องราวบางอย่างเหมือนฟังไม่ได้ศัพท์ เสียงหัวใจของพ่อลูกสองดังไปพร้อมกับเครื่องยนต์
ทันใดนั้น หมอกข้นจัดเต็มไปด้วยเงาดำพุ่งเข้าหาเมือง เสียงระเบิดสั้น ๆ จนเครื่องสะเทือนแรง สัญญาณเตือนดังลั่น คนในเมืองแตกตื่นวิ่งหาที่หลบภัย ลินน์กับพ่อถูกไฟในห้องควบคุมดับอีกครั้ง
“มันเข้ามาแล้ว!” เจ้าหน้าที่ตะโกนจากลำโพงทั่วเมือง
เสียงสัตว์ประหลาดในหมอกดังจวนเจียนประตูจะเปิดออก ลินน์หยิบเครื่องมือของแม่ขึ้นมา กำลังสั่นเทาแต่อยากพยายาม เธอมองหน้าพ่อ สองสายตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความรักเดียวกัน
“กลัวใช่ไหม?” พ่อเอ่ยเบา ๆ สายตาอ่อนโยนอย่างที่ลินน์ไม่เคยเห็นมานาน
“มากที่สุดในชีวิต” ลินน์น้ำตาคลอ “แต่ขออยู่กับพ่อจนจบ”
ประตูสั่น ดังกึง ๆ จนเธอมองไม่เห็นทาง ร่างบางของลินน์เอาตัวบังสายไฟไว้ทั้งน้ำตา เสียงโหยหวนในหมอกชัดจวนจะฟังออกเหมือนเสียงคนที่รักมาก่อน
ชั่วขณะนั้น พ่อจับมือเธอไว้แน่น โลกทั้งใบเหมือนหยุดนิ่ง เมืองลอยฟ้าทั้งเมืองสั่นคลอนไปพร้อมกัน
ด้วยแรงใจจากกันและกัน ลินน์กรีดต่อลวดไฟครั้งสุดท้าย สปาร์กไฟแว๊บ เมืองทั้งเมืองสว่างพรึบ—เสียงหมอกกรีดร้องแหลมเลือนลับ ทุกคนหันมองแสงจ้า ร่างเงาในหมอกสลายเป็นละอองม่านบาง ๆ
“เรารอดแล้ว… ใช่ไหมคะ?” ลินน์ถาม
พ่อส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนผงกหัวในที่สุด น้ำตาคลอเบ้า “เรายังต้องอยู่กับความกลัว…แต่ต่อจากนี้จะอยู่ด้วยกันเสมอ”
ภายใต้แสงเช้าที่ฟ้ากลับมาสดใส เมืองลอยฟ้าล่องไปอย่างสงบ ลินน์นั่งข้างพ่อในห้องเครื่อง เสียงเครื่องยนต์ฮึ่มเบา หัวใจของสองพ่อลูกกลับมาเต้นพร้อมกัน แม้ม่านหมอกจะยังคงรายล้อม แต่ความหวาดกลัวที่เคยปิดกั้นเปลี่ยนเป็นสิ่งใหม่ เป็นความรักที่ได้รับโอกาสเติบโตอีกครั้ง