คืนหมอกหนาวในเมืองล่องลอย
สายลมหนาวบนเมืองลอยฟ้าไหลเวียนผ่านตรอกซอกตึกกระจกสูง เสียงเครื่องยนต์เบาลงตามค่ำคืนที่เข้าปกคลุม เมืองนี้ไม่เคยหลับไหลแต่วันนี้หมอกเหนียวแน่นกว่าทุกคืน ไฟขาวในตึกริมหน้าต่างสะท้อนภาพผู้คนเงียบเหงายืนจ้องออกไปยังอากาศที่เต้นระริกด้วยไอเย็น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!นิราเปิดหน้าต่างห้องเช่าบนชั้นสิบเก้า เธอกวาดตามองไปยังแสงไฟไกลลิบหมอกขาวขุ่นตัดกับท้องฟ้าดำลึก หล่อนสูดลมหายใจจนจมูกชา นัยน์ตาสั่นไหวเมื่อนึกถึงเสียงทะเลาะกันของพ่อแม่ในอดีต ก่อนที่เธอจะหนีจากบ้านเล็ก ๆ ในนาฬิกาหมู่บ้านที่หยุดเดินนานมาแล้ว
เสียงกุกกักดังจากข้างห้อง นิรานิ่งฟัง ร่างชายวัยกลางคนโก่งกายรดน้ำต้นไม้ริมระเบียง แมวลายเสื้อเดินวน นิราจำได้ว่าเขาชื่อมีก้า พนักงานดูแลตึก เธอไม่เคยคุยกับเขานอกจากคำทักทายแผ่วเบาในลิฟต์ช่วงเช้า
มือถือสั่นวาบ ลิตา—น้องสาวโทรมาเสียงสั่น เธอบอกว่ายายหายไปจากห้องโดยไม่ทิ้งร่องรอย นิราชะงัก หัวใจเต้นถี่ ลมหายใจตื้นขึ้นอย่างลนลาน “ฉันจะลงไปหา” เธอเอ่ย พยายามนิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้
บันไดเหล็กส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดใต้ฝ่าเท้า นิราลงมาพบลิตรานั่งกอดเข่าข้างกล่องไม้เก่าหน้าประตู หน้าตาเธอซีดขาวชื้นน้ำตา “ยายหายไปแล้วนิรา ประตูไม่ได้ล็อก แต่นอกนั้น…เหมือนเย็นนี้ไม่มีใครออกไปไหนได้เลย หมอกมันหนา…ฉันกลัว…”
นิราตรวจดูให้แน่ใจ อากาศเย็นเยือก ทุกอย่างดูเงียบสนิทผิดปกติ ไฟบนโถงทางเดินริบหรี่ เสียงหมอกขัดกระจกเป็นจังหวะ มือของนิราเย็นจนต้องล้วงกระเป๋าหาเศษผ้าห่ม
เสียงฝีเท้ากลุ่มหนึ่งดังไล่ตามหลังมา มีก้ายืนมองอย่างเงียบงันที่ปลายทางเดิน “ได้กลิ่นพิเศษไหมคะ” เขาเอ่ยเบา ๆ ขณะมองลิตราด้วยแววตาคาดเดายาก นิราตวัดตามองหน้าผอมกร้านของเขา
“หมายถึงอะไร” นิราถาม มีความลังเลในน้ำเสียง
“คืนนี้หมอกมันบางอย่าง ไม่เหมือนทุกคืน ผมเห็นเงาบางอย่างเลื้อยอยู่ตรงดาดฟ้า” มีก้าพูดอย่างเนิบช้า มือข้างหนึ่งซ่อนอยู่หลังเสื้อโค้ทเก่า
ลิตราเบียดตัวเข้าใกล้พี่สาว “ยายอาจจะหลงไปตรงนั้นจริง ๆ หรือเปล่า…” เสียงเธอสั่นพร่าตามลมหายใจร้อนผ่าวที่ผสมกับอากาศหนาว
นิราสบตากับมีก้า แต่เขาเหมือนคิดอะไรอยู่ไกล ๆ ก่อนจะถามกลับ “ถ้าผมพาขึ้นไป เธอจะกล้าไหม”
นิรากลืนน้ำลาย หล่อนจำได้ว่าตัวเองเกลียดความสูง จนเคยหลบอยู่แต่ในห้องเวลาฝนฟ้าคะนอง หล่อนพยักหน้าในที่สุด พยายามไม่ให้น้องเห็นมือที่สั่น
พวกเขาเดินไปตามโถงตึก ไฟกระพริบขาดช่วง หมอกเย็นแทรกเข้ามาทางระเบียง คำพูดต่าง ๆ ค้างคาในอากาศ ไม่ใครกล้าพูดมากกว่านั้น
ขึ้นบันไดวนเล็ก ๆ สู่ดาดฟ้า นิรารู้สึกว่าลมหายใจตัวเองสั้นลง มือกำราวเหล็กแน่น มีก้าเดินนำหน้าอย่างเงียบงันลิตราตามหลังอย่างลังเล
ดาดฟ้าสูง ไม่มีใครอื่น เงาเสาไฟพาดบนพื้นซีเมนต์ หมอกขาวล้อมรอบ เสียงคล้ายใครกระซิบแว่วมาจากอีกฝั่ง นิราหยุด พยายามนิ่ง แต่น้ำเสียงปลายลึกข้างหูทำให้ร่างกายเกร็ง
“ยาย!” ลิตราตะโกนออกไป เสียงสะท้อนวนในหมอกว่างเปล่า
นิรามองหากระเป๋าสะพายของยายที่ควรจะตกอยู่ หรือรอยเท้า แต่ไม่มีอะไรเลย
มีก้าก้มตัวลงมองพื้น มือข้างหนึ่งแตะรอยอะไรแปลก ๆ บนพื้นซีเมนต์ คล้ายหยดน้ำดำ ๆ ละอองบางเบาเขย่าหัวใจทุกคนให้หนักอึ้ง
“เมื่อคืนที่พ่อผมหายตัว…รอยแบบนี้ก็ปรากฏขึ้นเหมือนกัน” มีก้าสบตานิรา แววตาว่างเปล่าแต่แฝงด้วยแรงกดดันลึกล้ำ
เสียงสายลมหอบหมอกจนม้วนตัวขึ้น นิรากอดอกแน่น ก้าวถอยหลัง อารมณ์เก่าตามหลอกหลอน ไม่ใช่แค่ยายที่หายไป แต่อดีตเธอกำลังไหลย้อนกลับพร้อมความกลัว
ทันใดนั้น…เสียงสั่นสะท้านดังไกลมาจากชั้นล่าง พวกเขารีบวิ่งลงจากดาดฟ้า เสียงสะท้อนลงมาตามราวบันได นิราออกนำแต่รู้สึกถึงบางอย่างที่มองไม่เห็นคืบคลานอยู่ข้างหลัง
เมื่อมาถึงชั้นสิบเจ็ด พบประตูห้องห้องหนึ่งเปิดอ้า กลิ่นฉุนโชยออกมา ข้าวของกระจัดกระจาย มีก้าเดินเข้าไปก่อน นิรากับลิตราเดินตามด้วยแรงสั่นระริกในอก
ภายในห้องว่างเปล่า มีเงาคล้ายคนดำรงตัวอยู่ในมุมอับแสง มีก้าเดินเข้าใกล้ โน้มกายต่ำ เอ่ยเสียงแผ่ว “ยาย?” ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงแสงไฟวูบไหวเหมือนจะดับ
นิรามองเห็นบางอย่างในมุม เธอเดินเข้าไปใกล้อย่างช้า ๆ รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นสั่นรัว ใกล้กับเงานั้นมากขึ้นทุกที หญิงชรารูปร่างผอมบางนั่งตัวงอกอดเข่า เสื้อขาดวิ่น ดวงตาไร้จุดโฟกัส
ลิตราร้องไห้พรั่งพรู รีบพุ่งเข้าโอบยาย นิราดึงผ้าห่มมาคลุมและประคองยายไว้ เธอกวาดตามองไปรอบห้อง หัวใจยังสั่นกลัวแม้จะเจอคนหาย
มีก้าวางมือบนบ่าของนิรา “มันยังไม่จบ คืนนี้ไม่ควรออกไปไหนอีก” น้ำเสียงของเขาเจือเงาคำเตือน
ค่ำคืนนั้น ทุกคนรวมตัวกันในห้องของนิรา ท่ามกลางอากาศเย็นเฉียบ กับหมอกที่ชอนไชผ่านร่องหน้าต่าง กลิ่นประหลาดยังติดค้างอยู่ในอากาศเฉกเช่นเงาผีหลอก
นิรายืนมองยายที่นั่งเงียบอยู่ข้างลิตรา แต่แววตานั้นแปลกไปจากเดิม สีหน้าว่างเปล่าเหมือนไม่รู้จักใคร ลิตราเช็ดน้ำตา กระซิบเบา ๆ “ยายไม่เหมือนเดิมเลยนะพี่…เขาจำเราไม่ได้เหรอ?”
นิรากำลังจะตอบ เสียงของมีก้าแทรกขึ้นเบา ๆ “บางที…บางคนก็พากลับมาได้แค่ร่าง ไม่ใช่ชีวิตทั้งหมด หรอก…” นิราหันไปมองเขา เห็นประกายในดวงตา เขารู้สึกผิดกับอดีตบางอย่าง
ทุกคนทอดเสียงเงียบงัน อ้อมแขนที่โอบขวัญกลายเป็นเพียงร่มเงา นิรานั่งลงข้างน้อง มือแตะไหล่ยาย เงามืดคืบคลานเคียงข้าง
เวลาค่อย ๆ คืบคลานยาวนาน ลิตราคลุกเท้าเดินไปมา นิราก้มหน้าสะกดกลั้นน้ำตา มีก้ายืนหลังชิดผนัง สายตาจับจ้องข้างนอกหน้าต่างราวกับเฝ้าดูใครบางคนที่กำลังโฉบเฉี่ยวอยู่หลังม่านหมอก
เสียงสะอื้นแผ่วบางค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นในอก ทุกคนต่างกอดอดีตและความกลัวของตัวเองไว้ใกล้ตัว
นิรานั่งจมอยู่กับความคิด เธอกลัวว่าจะสูญเสียบุคคลที่เหลือในชีวิตอีก ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกผิดที่ไม่เคยยกโทษให้อดีตตัวเองก็กัดกินใจ
มีก้าหยิบถุงกระดาษจากกระเป๋าเสื้อ นำช็อกโกแลตเก่าสองอันออกมา วางบนโต๊ะ มองหน้านิรา “มันไม่ช่วยอะไรหรอก แต่บางที อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อาจทำให้มือสั่นหยุดสั่นได้”
นิรารับมันไว้โดยไม่ตอบคำถาม ความอบอุ่นน้อยนิดแทรกเข้ามาชั่วครู่
เธอเหลือบมองยายที่ยังคงนั่งนิ่ง แสงไฟเดินระยับบนผิวหน้าซีดเผือดของหญิงชรา นิรารู้สึกว่าความผูกพันในครอบครัวนี้เปราะบางอย่างน่าใจหาย
ค่ำคืนนั้นยาวนานจนเกือบรุ่งเช้า หมอกเริ่มจางลง ชาวเมืองเดินทยอยออกมาจากบ้าน แต่ข่าวเล่าลือกลับส่งผ่านปากต่อปาก เรื่องคนหาย กลิ่นประหลาด และเสียงกระซิบในหมอกยังคุโชนอยู่ในทุกถนนสาย
นิรานั่งอยู่ข้างหน้าต่าง จ้องมองแสงอาทิตย์แรกที่เจาะหมอกเผยให้เห็นเมืองลอยฟ้ากว้างใหญ่ เธอผ่อนลมหายใจช้า ๆ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา นิ้วลูบไปบนจออย่างลังเล
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ มีก้ายืนอยู่หน้าห้อง เขาดูเหนื่อยล้ากว่าวานนี้มาก
“นอนได้บ้างไหม” เขาถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำไม่ประชด ไม่เย้า เป็นคำถามจริงจัง
นิราส่ายหน้า หยิบแก้วน้ำขึ้นจิบ มีก้านั่งลงข้าง ๆ เธอ มองไปด้านนอกไฟเช้าส่องผ่านม่านพลาสติกเก่า
นิราปริปาก “คุณเคยกลัวว่าจะสูญเสียใครไหม”
มีก้าหลับตาชั่วครู่แล้วพยักหน้า “ผมแพ้ทุกการสูญเสีย แม้จะไม่เหลือใครแล้ว ผมยังกลัวอยู่ดี…”
นิราอยากตอบกลับแต่เสียงในลำคอหายวับไป เธอมองใบหน้าเขาเห็นรอยเศร้าแต่ก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นบางอย่าง
“ผมฝันถึงวันที่พ่อเดินหลงเข้าไปในหมอก” มีก้าหันมาสบตานิรา “ตั้งแต่วันนั้นผมไม่เคยนอนหลับยาว ๆ อีกเลย”
นิราก้มหน้าลง มือขยำชายเสื้อแน่น ช็อกโกแลตในมือแทบละลาย “เราช่วยกันดูแลกันได้นะ…อย่างน้อยก็คืนนี้” เสียงเธอสั้นและสั่น แต่มีก้ายิ้มรับในแววตา
ข้างหลังเสียงลิตรากับยายกำลังคุยกันเบา ๆ นิรมองหน้าเด็กสาวกับหญิงชราที่พยายามฟื้นฟูสายใยที่ขาดหาย หล่อนใจเต้นแรงเมื่อค้นพบความอยากดูแลที่มากเกินความกลัวเสียอีก
เย็นวันนั้นพวกเขาทุกคนออกไปเดินเล่นในสวนลอยชั้นสิบสาม ลมเย็นตียอดไม้กระซิกใบ กีบเท้าเสียงแผ่วไปตามทางเดิน เด็ก ๆ วิ่งไล่กัน หญิงสาวนั่งมองดอกไม้ ลิตราจูงมือยายช้า ๆ นิราจ้องมองแสงอาทิตย์ที่สะท้อนเบื้องล่างอย่างตระหนกแต่ก็อุ่นใจในใจ
แต่ระหว่างเสียงหัวเราะเบา ๆ มีเงาดำลอดผ่านหลังร่มไม้ช้า ๆ มีก้าขยับตัวทันที ดวงตาเขาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว
นิราจับแขนเขาไว้ “อย่า…อย่าไปคนเดียว”
“ต้องมีใครเจอความจริง” มีก้ากระซิบ น้ำเสียงกลืนเข้าในลมหายใจร้อนผ่าว
เขาค่อย ๆ ถอนแขนตัวเองให้หลุดจากมือของนิรา แล้วเดินเข้าไปในเงามืดใต้ต้นไม้ หมอกเย็นเฉียบลอยตัวขึ้นมาเหมือนเวลายืดยาวออกชั่วขณะ