เกาะต้องห้ามและเสียงเงียบของความทรงจำ
เสียงเรือยนต์จางลงข้างหูเมื่อกลุ่มนิสิตเจ็ดคนของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง—นาว, แพร, ยอด, จูน, ป๋อม, เปรม และอาร์ม—ถึงเกาะกลางทะเลที่แผนที่ Google Map ยังแกล้งโง่ไม่บอกชื่อ เกาะเล็กๆ แปลกประหลาดนี้คือจุดหมายของกิจกรรม ‘ค่ายรับน้องแบบลับๆ’ ที่รุ่นพี่แพรเน้นย้ำตลอดทางว่า มันสุดพิเศษกว่าครั้งไหน ๆ และไม่มีใครนอกเหนือจากพวกเขาได้รู้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ชายหาดหยาบกร้านลูบเท้าพวกเขาเบาบาง หมอกสีขาวปกคลุมไปทั่ว พวกเขาโยนสัมภาระไว้ตรงแนวไม้เก่า พลันสายลมก็เปลี่ยนทิศพัดผมของจูนให้ปลิวเข้าใบหน้าคนข้าง ๆ แพรเหลียวไปสบตามองจูนแล้วยิ้มวูบ “ไม่เห็นต้องกลัวเลย มีคนตั้งหลายคน” จูนยิ้มตอบแบบกล้ำกลืน แต่ป๋อมที่ยืนด้านหลังกลับกระซิบเบา ๆ “ทำไมเหมือนมีคนมองจากป่า”
ยอดเดินนำไปกลางหาด เอากล้องเก่า ๆ ยกมาถ่ายรูปรุ่นน้องแล้วหัวเราะเสียงดังเว่อร์เกินจริง “คืนนี้เปิดแคมป์ไฟกันให้รู้ ใครใจกล้า—ได้ดาว!” เปรมที่นิ่งขรึมอาศัยมุกกลบเกลื่อนแค่หัวเราะห้วนๆ ก่อนวางกระเป๋า แต่สายตากวาดมองรอบตัว คล้ายระแวงเงาจาง ๆ ที่ไหวอยู่ริมไม้สูง
พลบค่ำมาเยือนอย่างไร้ความเมตตา ไม่มีสัญญาณมือถือ ไฟฉายกับเทียนแท่งเดียวดูเยินจนนาวรู้สึกหนาวในใจโดยไม่ทราบสาเหตุ จู่ๆ ฝนก็ซัดคลื่นแรงขึ้นทำเต็นท์ผ้าใบปะทะกันอย่างน่าหวาดเสียว ป๋อมรีบช่วยแพรเก็บฟืน นาวลังเลว่าจะไปทางชายหาด—หรือจะแอบอยู่ในเต็นท์กับอาร์มเพื่อนสนิท อาร์มแกล้งหัวเราะ “นายนี่ขี้กลัวจัง”
แพรเรียกทุกคนมารวมวงใต้ร่มไม้เก่า ๆ จุดแคมป์ไฟเล็ก ๆ ขึ้น เขาถือขวดเหล้าโยนให้เปรม “คืนนี้เราต้องกล้ากันทุกคน” ใครบางคนในวงมีความลังเลอยู่ในแววตา เงียบไปครู่ใหญ่ก่อนที่ยอดจะเริ่มเล่าเรื่องผี—เรื่องเด็กนักเรียนที่หายสาบสูญในเกาะคล้ายที่นี่
เสียงหัวเราะค่อย ๆ เบาลง บทสนทนาแปรเปลี่ยนเป็นการหยอกเย้าเรื่องแฟน แพรกับจูนมีปากเสียงเงียบ ๆ จนจบด้วยคำถามพลิกอารมณ์ “ถ้าสักวันพวกเราไม่มีใครอยู่ตรงนี้ นายจะคิดถึงใครมากที่สุด” นาวนิ่ง รู้สึกผิดที่เคยโกหกใครบางคนไว้ในกลุ่มนี้ ความเย็นแทรกกลางทุกถ้อยคำ
เช้ามืดวันถัดมา ยอดหายตัวไปก่อนใคร เจอแต่รอยเท้านำเข้าสู่ป่า ทุกคนต่างแตกตื่น ระหว่างตกลงกันว่าจะออกตามหา ก็เริ่มมีเสียงกระซิบเบา ๆ จากที่ไหนสักแห่ง ป๋อมเหงื่อซึม “นี่มันอะไรกัน เรากำลังโดนเล่นตลกหรือ” แพรพยายามคุมเกม “ไม่มีใครจัดฉากได้หรอก มันเกินไปแล้ว” จูนกุมมือนาวแน่น
ความกลัวปกคลุม คำถามค้างคาใจใครต่อใคร การก้าวเข้าสู่ป่าดิบชื้นนั้นคือบรรยากาศเกินต้าน พืชพรรณรุกรานร่าง ไร้เสียงนก เสียงจิ้งหรีดมีแค่บางจังหวะ—เปรมเป็นคนนำ พลางกระซิบเหมือนไม่ได้พูดกับใคร “ยอดมันกลัวความสูง อย่าให้ปีนต้นไม้เด็ดขาด”
กลิ่นเน่าแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนแม้แต่แพรที่ชอบท่องป่าต้องเอาผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก “ถึงจะเอาตัวรอด ต้องจับกลุ่มไว้” เปรมหยุดเดินพลัน หูแว่วเสียงดังคล้ายเหล็กเสียด ลึกเข้าไปในป่า พวกเขาพบซากเต็นท์ขาดวิ่น เปรอะเปื้อนโคลนและรอยเลือดคล้ำ ๆ
นาวควบคุมการหายใจ รู้สึกโทษตัวเอง ถ้าเมื่อคืนไม่ปล่อยให้ยอดออกไปคนเดียว “เมื่อคืนฉันเห็นยอดเดินออกจากเต็นท์เองจริง ๆ” อาร์มตอบไม่เต็มเสียง จูนถามเสียงสั่น “แล้วนาย…เห็นอะไรอีกไหม” อาร์มหลบตา พึมพำว่าเงาของใครบางคนในป่าไม่ใช่ของยอดคนเดียว
พลันมีเสียงขวัญผวาดังลั่น ป๋อมสะดุดอะไรบางอย่างในโคลน ก้มลงดู—เป็นกล่องเหล็กสีดำสนิม เชือกผูกแน่น ป๋อมลังเล ก่อนจะหยิบมันขึ้น กลิ่นแปลกปลอมคลุ้งราวอับอะไรสักอย่าง นาวตัดสินใจแกะเชือก ทั้งหมดยืนล้อมด้วยความหวาดหวั่น
ข้างในกล่องนั้นไม่มีอะไร นอกจากป้ายชื่อเก่า ๆ ที่ซีดจนอ่านไม่ออก กับไม้กางเขนไม้ผุ ๆ พอแพรเห็นจึงเม้มปาก บอกเบา ๆ ว่า “ที่นี่คือสุสานของคนหายตัวไป” ทุกคนเงียบงัน กระแสระบายความกลัวไม่ได้ออกจากปากสักคน
เหลือทิ้งไว้แต่สายตาหวาดระแวง เปรมตัดสินใจพยายามออกจากป่า ระหว่างเดินเขาเจอต้นไม้เก่าที่คล้ายกับ…มือคน—รากไม้ขดเป็นเงามืดราวเทพนิยาย พวกเขาพยายามวิ่งออกไป แต่เจอลานหินปกคลุมตะไคร่น้ำ มีร่องรอยการฝังศพเก่าๆ อยู่ลางๆ
จูนระเบิดอารมณ์ใส่แพร “นายเอาพวกเรามาที่นี่ทำไมไม่บอก” แพรละสายตาลง “ฉันเอง…ไม่รู้ว่าจะเผชิญกับมันยังไง” น้ำเสียงสิ้นหวัง นาวกุมข้อมือแพรมากอดแน่น ขณะในใจพองโตด้วยความกลัวว่าอาจไม่มีโอกาสได้พูดสิ่งที่อยากพูดกับคนในกลุ่มอีกเลย
เย็นย่ำลงอีกครั้ง กลุ่มที่เหลือตัดสินใจกลับไปยังชายหาด แต่พบว่าเรือยนต์ที่ใช้ข้ามมาได้อันตรธาน—มีแต่เศษซากไม้ลอยตามคลื่น เปรมพยายามติดต่อด้วยวิทยุสั้น ๆ ที่ติดมือมาแต่ไม่มีสัญญาณ
ภายใต้แสงไฟฉายที่ริบหรี่ แพรเลือกคุยกับนาวเป็นพิเศษ เธอเอ่ยเบา ๆ “ขอโทษนะ ถ้าวันนั้นฉัน…” คำขอโทษค้างคา นาวส่ายหน้า “ไม่เกี่ยวกับนายหรอก ฉันแค่อยากให้เราออกไปจากที่นี่ได้ทุกคน” ความเงียบเข้ามาแทรกระหว่างถ้อยคำนั้น เหมือนจะร้องไห้แต่ไม่กล้า
กลางดึก แพรสะดุ้งตื่นเพราะเสียงฝีเท้าฝ่าใบไม้ ราวกับใครบางคนวนอยู่รอบเต็นท์ เขาหยิบมีดพกแน่น สอดส่องไฟฉายข้ามใบหน้าคนในกลุ่ม แล้วก้าวออกไป
แพรเจอเงาแปลกตาริมชายหาด ในนั้นมียอดเดินกลับมาด้วยสภาพโทรมมือเปื้อนโคลน ยอดสั่น “มันตามมา…มันไม่ปล่อย” แพรตกใจ “ใคร?” ยอดมองเข้าไปในตาแพร “คนที่พวกนายลืม” ก่อนทรุดตัวลงกับทราย นาววิ่งเข้าไปช่วย ยอดหลับตาร้องไห้ เงียบงันข้างตะเกียงไฟสลัว
เช้ามาใหม่ จิตใจทุกคนร้าวรานและไม่ไว้ใจกันอีกต่อไป กลุ่มหมกมุ่นหาทางออก เปรมแยกตัวไกลขึ้นเรื่อย ๆ อาร์มกับจูนถกเถียงว่าจะลองว่ายน้ำออกไปเรียกความช่วยเหลือ นาวค้านเสียงสั่น “นายไม่ใช่นักว่ายน้ำแข็ง ฉันไม่อยากให้เสี่ยง” จูนสบตานาว “ถ้าอยู่เฉย ๆ ก็อาจจะตายหมด!”
จูนผลักนาวแล้วเดินไปน้ำตาคลอเบ้า ส่วนป๋อมไปนั่งห่างๆ มองทะเลเหม่อเหมือนถูกดึงด้วยพลังบางอย่างที่พูดไม่ได้
แพรมองหาสิ่งผิดปกติบนเกาะ เริ่มพบของใช้เด็กนักเรียนเก่าที่ฝังตามพื้น รอยขีดข่วนบนก้อนหินเป็นชื่อเด็กต่างถิ่นกับวันที่ไม่เคยบนปฏิทิน แพรยื่นหลักฐานให้นาว “ที่นี่เคยเกิดเรื่องอะไร…ที่สังคมเลือกจะลืม”
สายลมแรงขึ้นจนทั้งกลุ่มต้องเกาะกันแน่น ใจกลางความวุ่นวายอาร์มหายตัวไปด้วยท่าทีแปลกประหลาด ทิ้งไว้แต่รองเท้าใส่เรียนข้างเดียว นาวเสียใจจนลนลาน เปรมโพล่งขึ้น “คุณต้องเลือก จะกล้าสู้ความจริงหรือจะหนี”
ในที่สุด นาวตัดสินใจยอมรับความกลัวตัวเอง เธอรวบรวมเพื่อน ๆ ที่เหลือ เผยความจริงที่เก็บมา “เมื่อก่อนฉันเคยเห็นใครเดินตามมาตลอด ฉันหลบหน้าความผิดที่เคยโกหกทุกคน เพราะกลัวจะเสียเพื่อนไป” น้ำตาไหลอาบแก้ม นาวสบตาทุกคน “แต่ตอนนี้ถ้าไม่พูด…มันอาจไม่มีวันได้เจอกันอีก”
ความจริงที่ปกปิดกำลังรัดขาพวกเขาไว้ พวกเขาเผชิญหน้ากับความกลัว เงาและเสียงปริศนาเริ่มเฝ้าดูใกล้ชิดขึ้นทุกขณะ ป๋อมตัดสินใจเดินเข้าเขตป่าลึกคนเดียว แต่เปรมกระโจนไปขวาง “พอได้แล้ว อย่าให้ใครเสียไปอีกคน!” ป๋อมสะอื้น อ้อมแขนโอบกอดกันท่ามกลางบรรยากาศสิ้นไร้กาลเวลา
คลื่นซัดหนักขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่ทุกคนรวมกลุ่มกันอย่างสิ้นหวัง น้ำทะเลเริ่มสูงขึ้นกวาดเอาวิถีชีวิตเดิม ๆ ไป พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ ปรากฏเรือประมงลำเล็กหนึ่งลำวิ่งฝ่าน้ำตื้นเข้ามา
เมื่อก้าวเท้าขึ้นเรือไป พวกเขามองกลับไปที่เกาะ ท่ามกลางเงามืด ก้อนหินที่พึ่งพาตลอดสองวันกลายร่างเป็นรูปปั้นเด็กนั่งกอดเข่า นาวปิดตาแน่น นำทุกคนกล่าวขอโทษในใจ ทั้งน้ำตาและเสียงเงียบปกคลุมคนทั้งกลุ่ม
สายลมเย็นเฉียบพัดมาพร้อมแสงตะวันสีหม่นขอบฟ้า คราบน้ำตาติดใบหน้า แต่ความอดทนใหม่เติบโตในใจ พวกเขาอาจจะไม่มีวันลืมสิ่งที่เกิดขึ้นบนเกาะ แต่เมื่อเทียบกับความเงียบที่กินใจและความรู้สึกผิด—อย่างน้อยก็ได้เลือกเผชิญหน้าความจริงของตัวเอง ก่อนออกเดินทางสู่ชีวิตใหม่แต่ละคน