คำสาปกลางหิมะแห่งหมู่บ้านขาว
เสียงรองเท้าบู้ทย่ำบนหิมะเก่าแข็ง ดังก้องในตรอกแคบของหมู่บ้านขาว ลมเย็นบาดเข้าเนื้อจนซี ตัวเอกหญิงวัยสิบเจ็ด สะบัดผมดำยาวหนาออกจากใบหูแล้วกระชับเสื้อแจ็กเก็ตเก่า ร่องรอยเลือดแห้งบนปลายมือยังไม่หายไปจากเหตุการณ์เมื่อคืน—แม่เธอกับพ่อทะเลาะกันเรื่องความลับในบ้าน เธอเลือกเดินหนีออกมาตามลำพัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ตึกไม้ชำรุดเรียงราย โคมไฟสีเหลืองสลัวเต้นอยู่ริมทาง ไม่มีเด็กเล่น ไม่มีเสียงหัวเราะ ชาวบ้านปิดประตูแน่นราวกับกลัวบางอย่างที่ซีเองก็เริ่มสัมผัสได้ เธอเงยหน้ามองยอดเขาขาว ที่ทอดตัวสูงเหนือหมู่บ้าน—เชื่อกันว่ามีคำสาปฝังอยู่ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย
“ซี!” เสียงรันเพื่อนสนิทยืนนิ่งข้างรั้วไม้ ใบหน้าเปื้อนหิมะแดงกลีบบนแก้มซีดดูสับสน “เมื่อคืนแม่ฉันบอกว่าได้ยินเสียงแปลกที่ลานหน้าโบสถ์ นายเห็นอะไรไหม”
ซีส่ายหน้า ดวงตาว่างเปล่า—เธอเองนั่งเพียงกับแสงไฟในห้อง ดูพ่อบีบแขนแม่ น้ำตาไหลออกมาโดยไม่มีเสียง พวกเขาสองคนตัดสินใจพูดคุยอย่างหวาดกลัว ราวกลัวใครได้ยิน
โชค เด็กหนุ่มผอมสูงเดินตามมา กระเป๋าเป้ใบใหญ่สายคล้องขาด “ถ้าอยากรู้ ก็ตามฉันมา” เขาสบตาซีอย่างท้าทาย แล้วเดินลึกเข้าไปในตรอกน้ำแข็ง ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ ซีลังเลแต่สายตารันกับเฟิร์น เพื่อนหญิงที่ยืนเงียบดูอดไม่ได้แฝงความตื่นกลัวก็เหลือบมองมา—ทุกคนมีบางอย่างอยากกล่าวแต่ปิดเงียบ
ที่ลานโบสถ์กลางหมู่บ้าน หิมะขาวปูหนา บริเวณเสาครามข้างประตูมีหยดเลือดจางเป็นเส้น โชคย่อตัวใช้หลังมือเกลี่ยเบาๆ “นี่มัน…ไม่ใช่เลือดสัตว์” น้ำเสียงต่ำ เสียงหายใจดังในความเงียบ
“แล้วของใคร” รันกระซิบ ดวงตาคู่นั้นสั่นไหว
เฟิร์นเดินช้าๆ ระวังเท้า ไม่สนิทกับกลุ่มนี้นักแต่ยังเลือกมา “คืนนี้ พระจันทร์เต็มดวง… คนแก่ชอบเล่าว่า…คำสาปจะตื่นอีกครั้ง” เธอพูดเบาแทบไม่ได้ยิน
ซีอดสั่นไม่ได้ แม้จะไม่เชื่อคำสาปอย่างเต็มใจ แต่เรื่องราวพวกนั้นก็ฝังหัวตั้งแต่เด็ก—คนหายไปในคืนหิมะหนัก รายชื่อที่เงียบงันและรูปถ่ายในบ้านว่างเปล่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในร้านน้ำชาเก่า เพดานเตี้ยอบอุ่น ซี เฟิร์น รัน และโชคนั่งรอบเตาอุ่น กลิ่นขิงสดหอมโชย บนผนังมีภาพวาดภูเขาขาว โชคซุกตัวอยู่หลังแก้วชา ดวงตาเขวแวบ “ถ้า…ถ้าเราหาทางออกจากหมู่บ้านนี้ได้ นายจะเลือกใครไว้ข้างหลังบ้าง”
ความเงียบแวบขึ้นกลางวง เฟิร์นหลบตา ซีขมวดคิ้ว—เธอเองคิดถึงแม่ที่บ้าน พ่อที่เย็นชาจนเหมือนไม่รู้จักกัน “ฉันไม่ทิ้งใคร” ซีตอบทั้งที่ใจสั่น รันเอื้อมมือแตะหลังซีเบาๆ เหมือนให้กำลังใจแม้ไม่ได้พูด
ลมพัดแรงกว่าเดิม หน้าต่างร้านน้ำชาสั่นไหว ซีลุกขึ้นยืน “ฉันจะไปถามยายศรี เธอรู้เรื่องทุกอย่างในหมู่บ้าน ตรงนั้น มีคำตอบแน่”
บ้านยายศรีอยู่หลังโบสถ์ ล้อมด้วยต้นสนโบราณ ยายหญิงแก่ตาแดงก่ำ เสียงขรึมฟังดูน่ากลัว “จะถามเรื่องเลือดใช่ไหม?” ยายศรีพูดสวนขึ้นแม้ยังไม่มีใครถาม เฟิร์นกลืนน้ำลาย รันขยับมือลูบกางเกงซีอย่างเงียบงัน
“คำสาปมันไม่หาย อย่ายุ่งกับมัน” ยายศรีมองหน้าซี “ความลับที่เขาซ่อนไว้ จะฆ่าสิ่งสำคัญที่สุดก่อนเสมอ”
ซีรู้สึกหนาวขึ้นอีก เธอหันกลับอยากออกจากบ้านหลังนั้น แต่รันกลับนิ่งจ้องยายศรี “แล้วพ่อแม่เราปกปิดอะไร”
ยายศรีขยับหมวกลงบังใบหน้า “ปิดไว้จนถึงที่สุด…แล้วก็สายเกินไป”
ด้านนอก หิมะเริ่มตกหนัก รอยเท้าแต่ละก้าวหนักอึ้ง โชคนำทางอย่างคลุมเครือ “บางที…พวกเราก็คือคำสาป อาจเพราะพ่อแม่เราต่างผิดพลาด”
“แกกลัวอะไรโชค” ซีหันไปสบตา ดวงตาโชคฉายแววสู้แต่ริมฝีปากสั่น “ฉันกลัวไม่มีใครเหลือให้อภัย”
เฟิร์นหยุดเดิน น้ำเสียงสั่น “เราหนีคำสาปไม่ได้หรอก ถ้ามันอยู่ในใจเรานี่แหละ”
ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มห่อหุ้มหมู่บ้าน ทุกคนต่างค้นหาคำตอบในใจ ฝีเท้าเงียบงันกลางหิมะหนัก ซีรู้สึกถึงความโดดเดี่ยว แต่รันยิ้มเศร้าๆ ให้เธอ “เราน่าจะจับมือกัน ฝ่าคืนนี่ให้ได้”
มือของเพื่อนทั้งสามสัมผัสกันแน่น เฟิร์นกัดริมฝีปากเหมือนลังเล สุดท้ายยื่นมือเข้ามาบ้าง แม้ในใจยังกลัว
เข็มนาฬิกาที่หน้าหอนาฬิกากลางหมู่บ้าน ชี้ใกล้เที่ยงคืน ทันใดนั้นมีเสียงหวีดร้องแทรกท่ามกลางพายุหิมะ ซีรีบรุดตามเสียงไปพร้อมเพื่อนๆ
ที่ลานหิมะ ตรงหัวมุมศาลา พบร่างเด็กชายตัวเล็กในชุดหนาวนอนแน่นิ่ง ซีคุกเข่าลูบแขนเล็ก—ข้อมือมีรอยขูดเหมือนโดนเชือกโชกเลือด
รันสั่นน้ำเสียง “เขา…เขาหายไปตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว ไม่มีใครกล้าพูดถึง แม่บอกว่า—”
เสียงโชคขัดขึ้น “แม่กลัวคำสาปจะกินพวกเราทีละคน นั่นไง!” เขาชี้ไปยังเสาของศาลา เลือดสดหยดเป็นทางไปยังป่า
ทุกคนลังเลว่าจะตามไปหรือไม่ เฟิร์นร้องไห้เสียงขาดหาย “เราจะ…เสี่ยงไหม”
ซีสั้นนิ่ง แต่ตัดสินใจเด็ดขาด “เราหยุดไม่ได้ ถ้าเราไม่เดินไป ทุกอย่างจะแย่กว่าเดิม” โชคกระชับไฟฉายแน่น ดวงตาสั่นแต่ยังเดินตาม
ในป่า หิมะเริ่มกลบถนน ทุกคนเดินลึกเข้าไปจนเสียงหมู่บ้านจางหาย ซีเดินนำหน้ากรามแน่น ด้วยความกลัวและรักปะปน หูได้ยินเสียงลมหายใจตนเอง
รันล้มลงบนกิ่งไม้ โชคช่วยพยุงขึ้นมา เฟิร์นหอบหายใจ สายตาไล่ไปในความมืด “มัน…มันเป็นป่าที่เราไม่เคยกล้าเข้ามาเลยตั้งแต่เด็ก”
ซีตอบโดยไม่หันหลัง “เราไม่มีทางเลือกแล้ว”
มีเสียงแตกของไม้แว่วมา ซีหันกลับแทบจะทันที ไฟฉายข้างหน้าเห็นเงาขาววูบหนึ่งวิ่งลึกเข้าไป มันเคลื่อนไหวเร็วผิดธรรมชาติ ทุกคนหยุดนิ่ง
รันพูดเบา ๆ เสียงสั่น “ถ้า…ถ้าเราหายไป ใครจะหาพวกเรา”
โชคสบตาซีเหมือนขอทางออก ซีเองไม่มีคำตอบ แต่เดินต่อ หน้าเหงื่อตกแทบละลายกับหิมะบนผิว
ในความมืด เสียงหิมะตกคลุมหมด มีเงาหนึ่งปรากฎขึ้น ตัวยาวสูงเกินคน ดวงตาแวววาวซีด เด็กชายที่หายไปเดินตามเงานั้น รอยยิ้มในความมืดดูเจ็บปวดจนน่ากลัว
เฟิร์นวิ่งไปคว้าเด็กชายร้องตะโกน “อย่า…!” แต่เด็กกลับหันมาด้วยสายตาว่างเปล่า “แม่…” เขากระซิบเสียงขาดหาย
ซีเห็นภาพสะท้อนคล้ายพ่อแม่ตัวเองในดวงตาเด็ก เธอนิ่งไป ความรู้สึกผิดพรั่งพรู
“พวกเราก็เหมือนกัน ไม่รู้จะให้อภัยใคร—แม้แต่ตัวเอง” โชคพูดเสียงแหบ
เสียงร้องลึกลับก้องในป่า หิมะเริ่มบางลง เงานั้นค่อยๆ จางหาย พวกเขาพบตัวเด็กชายซบในอ้อมแขนซี ในมือเด็กมีสร้อยเก่าของยายศรี ซีงุนงงแต่สำรวจพบจดหมายเก่าเขียนว่า “เมื่อความลับเปิดเผย ความรักต้องมากพอจะให้อภัย”
ที่เชิงเขา ยายศรีรออยู่ด้วยหน้าตาเศร้า “สูญเสียมากแล้วใช่ไหมทุกคน” เฟิร์นสะอื้น ซีหลับตาแน่น “เราทุกคนต่างมีบาดแผล”
โชคทิ้งตัวลงหิมะ โอบรันกับเฟิร์นแน่น “เราไม่มีคำตอบนอกจากให้อภัย แม้จะเจ็บ”
เสียงระฆังตีบอกเช้าใหม่ ทุกคนกลับมาที่หมู่บ้านขาว เงาแห่งคำสาปจางลงท่ามกลางหิมะบาง ๆ คราใหม่
ซีเดินมองท้องฟ้า เห็นพ่อแม่ยืนรออยู่ตรงหน้าบ้าน แววตาสำนึกผิดในดวงตาพ่อสะท้อนชัด ซีเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ ลังเลแต่ตัดสินใจ
“หนู…ให้อภัยค่ะ” เสียงนี้เบาหวิว แต่หนักแน่น ทุกคนในหมู่บ้านต่างออกมาดู ความเงียบตกค้างซีดจางด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ
ถึงแม้คำสาปจะคงอยู่ในตำนาน แต่มันก็ถูกปลดปล่อยจากหัวใจเด็กกลุ่มหนึ่งในหมู่บ้านกลางหิมะแห่งนี้แล้ว