ความรักที่ถูกลืม
เสียงรถยนต์ในกรุงเทพมหานครดังขึ้นเป็นจังหวะที่รวดเร็วกว่าชีวิตที่เร่งรีบ ชานวัยรุ่นหนุ่มหล่อสูงโปร่งยืนอยู่บนถนนใจกลางเมือง เขาสวมเสื้อเชิ้ตเรียบง่ายและกางเกงยีนส์ เขาสูดหายใจลึกเข้าไปในอากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นของซาลาเปาข่ายร้อนๆ ที่ขายอยู่ริมถนน ขณะเขาหยุดคิดเกี่ยวกับอนาคตของเขาที่วาดฝันไว้ในใจกับบีม สาวน้อยผู้มีอารมณ์สดใสและรอยยิ้มที่เปล่งประกายอยู่เสมอ.
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ทั้งคู่รู้จักกันในมหาวิทยาลัยชื่อดัง ชานเป็นนักศึกษาสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนบีมเป็นนักศึกษาศิลปกรรม ทุกครั้งที่พวกเขาติดต่อกันผ่านอีเมลหรือโซเชียลมีเดีย ความรู้สึกดี ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ชานหลงรักบีมลึกซึ้ง อย่างไรก็ตาม การฝันของทั้งสองคนก็ไม่ง่ายเมื่อบีมมีความลับที่ไม่สามารถบอกเขาได้.
บีมอาศัยอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยการประลองทั้งในชีวิตส่วนตัวและในงานศิลปะที่เธอยึดถือ เธอเป็นผู้หญิงที่มักจะยิ้มแย้มแจ่มใส แต่เมื่อถึงเวลาที่ทุกคนต้องไปแข่งขันในการแสดงงานศิลปะ ก็มีบางสิ่งหลอกหลอนอยู่ในใจของเธอ ความรักของชานและบีมเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาท้าทายเมื่อในวันประกาศผลการแข่งขัน เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้บีมต้องเลือกระหว่างการรักษาความฝันและรักษาความรักในหัวใจ.
วันนั้น ชานยืนรอที่งานประชุมการแสดงผลงาน เขามองเห็นบีมยืนอยู่หน้าเวที ขณะที่มือที่สั่นระริกของบีมถือสิ่งที่เธอสืบทอดมาจากพ่อแม่ของเธอ — รูปภาพเก่าของครอบครัวที่ถูกทิ้งไว้ในอดีต การแสดงครั้งนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลน แต่เมื่อบีมเห็นว่าคนอื่นใช้การแสดงเป็นโอกาสในการใช้ชีวิตใหม่ เธอกลับรู้สึกท้อแท้ในความสามารถของตนเอง.
เมื่อชานเข้ามาหาบีม เขามองจะเห็นน้ำตาที่หลั่งไหลลงมาอย่างเงียบ แต่บีมปิดบังความรู้สึกไว้ก่อนจะเผชิญหน้ากับเขา “มันไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่เหนื่อยกับการแข่งขันนี้” เสียงของบีมแผ่วเบาและห่างเหิน.
ชานรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ “บีม มันไม่ใช่ความคิดของเธอที่จะต้องแบกรับทั้งหมดนี้เอง หยุดทำแบบนี้เถอะ” เขาลังเลว่านึกถึงสิ่งที่เขาลืมพูดไปในอดีต เขาจึงค่อย ๆ ยิ้มและส่งมือไปหาบีม “มาร่วมกันฝ่าฟันมันเถอะ”
ในช่วงเวลาที่ทุกอย่างดูเหมือนจะยากลำบาก ความรักของทั้งคู่ก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเมื่อทั้งสองตัดสินใจร่วมมือกันในโครงการศิลปะของมหาวิทยาลัย การทำงานร่วมกันทำให้พวกเขาได้พูดคุย เผชิญหน้ากับความจริงที่ผูกพันอยู่ในอดีต โดยเฉพาะเรื่องครอบครัวของบีมที่ยังมีความทรงจำไม่พึงประสงค์เกี่ยวกับการพยายามทำตามความฝันที่พ่อแม่ของเธอเคยต้องการให้เธอทำ และชานที่มีช่วงชีวิตที่ยังมีบาดแผลจากความรักที่ถูกทิ้ง.
แต่ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้กัน ความลับของบีมก็เริ่มเป็นเรื่องที่ชัดเจน ชานเริ่มรู้สึกถึงภัยคุกคามจากคู่แข่งที่เคยเป็นเพื่อนของบีมและรู้ว่าความรักที่เธอมีต่อเขาอาจจะถูกทดสอบให้ต้องเลือกระหว่างเขากับความฝันที่เธอไม่สามารถปล่อยไปได้.
ในวันหนึ่งขณะที่พวกเขาทำงานในห้องซ้อมศิลปะ บีมตัดสินใจเปิดใจ “ชาน ยังไงก็ตาม ฉันมีความลับที่คิดว่า ฉันควรบอกเธอ มันอาจจะทำให้เราไม่สามารถเดินต่อไปได้…” เพียงพูดทันที เสียงที่มาที่จุดตัด “บีม หวังว่าเธอจะไม่ได้หมายถึง…”
ความกดดันเข้าพุ่งมาจากทุกทิศทาง ชานไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อีกต่อไป “สุดท้ายแล้ว เราจะต้องตัดสินใจแบบไหน?” บีมไม่สามารถบอกเขาได้ว่ามันคือความรักที่เธอมีให้เขา แต่ความรักนั้นอาจมากกว่าที่ชานคิด ทั้งสองยืนอยู่ที่หน้าผาซึ่งกำลังเหวี่ยงตัวออกไป.
ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ต้องเลือก แต่ความรักไม่สามารถลดทอนจากสิ่งที่พวกเขาร่วมสร้างมาได้ ชานตัดสินใจทำการแสดงในงานแข่งขันด้วยตัวเอง และประสบความสำเร็จ เขาทำให้บีมรู้สึกภูมิใจ แต่เมื่อบีมเปิดใจของเธอทุกอย่างก็กลับตาลปัตรเมื่อเขาถูกคู่แข่งดึงตัวออกไปจากสนามของความรัก.
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่สำคัญกลับมาอยู่ที่การแสดงงานศิลปะที่บีมและชานจะมาร่วมกันในงานของมหาวิทยาลัย ในเวลานั้นเสียงเพลงดังขึ้นและชานยืนอยู่บนเวทีขยับมือก่อนจะหันไปมองบีมด้วยสายตาที่มีหวัง “ถึงเวลาที่เราเปลี่ยนความฝันเป็นความจริง” เสียงแหบแห้งของชานสร้างความตึงเครียดให้กับบีม และเขาไม่สามารถทนต่อความรู้สึกกลัวเกินไปได้.
ในวันแห่งความสำเร็จ ความลับที่บีมซ่อนไว้หลุดออกมาในบทสนทนาพูดคุย ตอนที่พวกเขาต้องเลือกที่จะยอมรับกัน แม้ว่าจะเป็นโศกนาฎกรรมที่นำมาซึ่งความแตกแยก แต่บีมและชานไม่สามารถละทิ้งรักที่ถือว่าท้าทายได้.
ความรักของทั้งสองคนต้องถูกทดสอบจากสิ่งที่พวกเขาเห็นในเวทีแห่งความฝัน บีมบอกชานว่า “ไม่ว่าเราจะตัดสินใจยังไง มันก็คือความรัก” ในที่สุด ชานตระหนักว่า”บีม ความรักมันไม่ใช่แค่ความรัก มันคือความสามารถในการยอมรับซึ่งกันและกัน”
ในท้ายที่สุด ความรักที่ถูกลืมกลับมาส่องแสงอีกรอบ ขณะที่สองคนตัดสินใจที่จะก้าวเดินต่อไปด้วยความฝันที่ทำให้พวกเขาเป็นตัวของตัวเอง.