แด่หัวใจสองใบที่กลัวรัก
เสียงฝนโปรยบางๆ กระทบกระจกใสสูงของออฟฟิศ Crealab Design Studio ยามเย็นกรุงเทพฯ กำลังจะจมอยู่ใต้ม่านน้ำที่ไม่ปรานี ปลายฝน สวมเสื้อเชิ้ตเรียบ เงียบขรึมกับตัวเองตรงโต๊ะริมหน้าต่าง มือขีดสเก็ตช์งานบนกระดาษขาวไม่มีใครรู้ว่าเจ้าตัวกลัวฝนที่สุดตั้งแต่พ่อแม่จากไปด้วยอุบัติเหตุในวันที่ฟ้ายังครึ้มเหมือนวันนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงประกาศแจ้งเตือนของ Slack เด้งขึ้นบนจอ ฝนสะดุ้ง ขยับแว่นก่อนกดรับ ยิ้มอ่อนจาง เพราะเป็นข้อความจากเจ้านายเรื่องด่วน ทั้งที่งานกราฟิกยังไม่เสร็จดี นาฬิกาดิจิทัลชี้เวลาเกือบหกโมง แต่ไม่กล้าปฏิเสธ “ปลายฝน งาน Key Visual สไลด์ประชุมพรุ่งนี้พอจะเสร็จมั้ย?”
ก่อนจะตอบ ขุน เด็กหนุ่มในเสื้อฮู้ดครีมกับเคราสั้นๆ เดินมานั่งฝั่งตรงข้าม ยกแก้วกาแฟพลาสติกวางโต๊ะ มองปลายฝนด้วยแววตาไม่แน่ใจ พลางโน้มตัวเล็กน้อย “สไลด์พรีเซนต์เห็นหัวข้อผิดนะ งั้นรึเปล่า?”
ปลายฝนชะงักหายใจ ถนัดเถียงในใจมากกว่าปาก “อ๋อ…มันเป็น draft พี่ ขุนจะเอาไปแก้ให้เหรอ”
ขุนหลบตาเสียแว๊บหนึ่ง มุมปากกระตุกคล้ายอยากขำแต่ก็ไม่ได้หัวเราะ “เปล่า แค่…อยากให้มันเหมือน concept ที่ทีมคุยกันวันก่อน ผมเป็นคนชินกับ order เยอะๆ น่ะขอโทษ”
หญิงสาวไม่ตอบ สายตายังจดจ่อหน้าจอ อึดอัดในความเงียบที่ลากยาวไปชั่วครู่ ทั้งคู่ต่างไม่รู้ว่าในความนิ่ง ต่างกำลังตั้งกำแพงปกป้องหัวใจตนเอง
คืนนั้นปลายฝนกลับถึงห้องพักเก่ากลางสุขุมวิท ถอนหายใจพลางมองแฟ้มเก่าที่คั่นอยู่ริมชั้น หนังสือภาพขาดยุ่ยยังสกรีนชื่อพ่อไว้จาง ๆ เธอหยิบขึ้นมาเปิดค้าง — รูปครอบครัวท่ามกลางสายฝนซ้อนในความทรงจำ
จู่ ๆ ข้อความไลน์จากเพื่อนสนิท ‘บัว’ เด้งขึ้น: “ไปกินข้าวร้านเปิดใหม่มั้ยพรุ่งนี้ อย่าทำแต่งานแบบนี้”
ฝนพิมพ์ตอบด้วยความเก้อเขิน “งานเต็มหัว ขอเคลียร์ก่อนน้า” ทอดสายตาไปนอกหน้าต่างเห็นฝนยังไม่หยุด อดีตยังหลอกหลอน ไม่ใช่แค่ความเศร้า แต่คืออดีตผู้ชายคนหนึ่งที่ทำร้ายหัวใจไว้เจ็บลึก เธอไม่กล้าให้ใครเข้าใกล้ในทุกความสัมพันธ์อีกเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น ขุนเจอกับอดุลย์ หัวหน้าทีมโปรเจกต์หน้าโต๊ะกาแฟ เขาเมียงมองปลายฝนที่นั่งก้มหน้าทำงานเหมือนเดิม อดุลย์ขยับถามเสียงเบา “แปลกมั้ยที่ดูเหมือนคนไม่ยิ้มกัน แต่ยังทำงานดี?”
ขุนถอนหายใจ “ก็…ไม่รู้สิ บางทีเขาอาจไม่ไว้ใจใครง่ายๆ”
หัวหน้าเลื่อนกาแฟให้ขุนพลางพยักเพยิด “นายก็ไม่ชอบเชื่อใจใครเหมือนกันนี่ มีอะไรลึกกว่านี้รึเปล่า?”
ขุนส่ายหน้า ไม่พูดต่อแต่อดไม่ได้จะเหลียวมองหญิงสาวอีกครั้ง ในใจแอบรู้สึกบางอย่างที่คล้ายความห่วง
ปลายฝนใช้ช่วงพักเที่ยงรีบออกมากินข้าวตามลำพังเงียบๆ หน้าเซเว่น เธอมักเลี่ยงกลุ่มเพื่อนออฟฟิศ ไม่ชอบเสียงดัง โดนทักบ่อยว่าเย็นชา แต่เพราะบาดแผลเก่า ใครเข้าใกล้เกินไปมักเจอเธอผละหนี
คืนนั้นหลังส่งสไลด์ที่ขุนแนะนำแก้ ปลายฝนแอบเลื่อนไปดูเฟซบุ๊กขุน เห็นโพสต์เก่า “When was the last time you truly happy?” กับรูปงาน Barcamp ที่ขุนยิ้มขณะพูดบนเวที คนละลุคกับในออฟฟิศโดยสิ้นเชิง เธอเผลอไล่ดูจนเพลิน ลังเลจะกด ‘Like’ หรือไม่ แต่สุดท้ายก็เลื่อนผ่านอย่างไม่กล้า
วันต่อมา ระหว่างไลน์ทีมงานเพื่อเตรียมประชุม ขุนแกล้งพิมพ์แซวปลายฝนว่า “วันนี้รีบไปห้องประชุมหน่อยน้า อย่าหลบมุมเงียบๆ นะครับ”
ปลายฝนอ่านแล้วยิ้มบางๆ ก่อนจะพิมพ์กลับ“พี่ขุนระวังจะเป็นเป้าแซวของทีมเองนะคะ”
ขุนส่งสติกเกอร์หน้าหมาแกล้งขำ ๆ มากลบความเก้อเขินที่แทรกในช่องว่างระหว่างบรรทัด
ในห้องประชุมบ่ายวันนั้น ฝนพรีเซนต์ลื่นไหลกว่าทุกครั้ง ทั้งที่ขุนจ้องสลับโน้ตบุ๊กไปมาเป็นระยะ เธอหลบตามือไม้เย็น อดสังเกตไม่ได้ว่าเขาลอบยิ้มจาง ๆ หัวหน้าชื่นชมปิดท้ายว่าทีมนี้ประสานงานดีแม้จะแตกต่างกันหลายอย่าง ขุนกับฝนไม่กล้ามองหน้ากันตรง ๆ การทำงานร่วมกันมีบางอย่างเปลี่ยนไป
ในการนัดเลี้ยงงานเงียบ ๆ หลังประชุมจบ ฝนไม่คิดจะเข้าร่วมแต่โดนบัวยุให้ไปจนได้ บรรยากาศร้านอาหารเสียงดังรบกวนใจ เธอนั่งเงียบ ๆ มุมโต๊ะ เลี่ยงแววตาขุนที่ชวนคุยมุกตลกกับเพื่อนในทีม
อยู่ดี ๆ แก้วน้ำจืดวางตรงหน้า “สำหรับคนไม่กินหวาน” เสียงขุนนุ่มนวลกว่าในที่ทำงาน ฝนรับแก้วมาแต่ไม่ยิ้ม ตั้งใจจะขอบคุณแต่ลังเล “ขอบคุณ…ค่ะ”
ขุนถามกลับเบา ๆ “ทำไมดูเหมือนไม่ค่อยสนุกเลย?”
หญิงสาวหลบตา “เหนื่อย…เรื่องงานน่ะค่ะ”
ขุนยิ้มบาง มีบางอย่างในแววตา หัวใจเขาเต้นผิดจังหวะอย่างประหลาด
คืนวันนั้นฝนเดินกลับห้องคนเดียว ฝนตกหนัก รถติดแถวยาว เธอสวมเสื้อลุคเก่า กอดกระเป๋าแน่นเหมือนตัวเองกำลังเจอกับอดีตอีกคราว เสียงฟ้าร้องทำให้เธอหยุดเดินหลบหน้าร้านสะดวกซื้อ มือสั่นนิดๆ
ขุนกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหลบฝนข้าง ๆ เห็นสีหน้าฝนซีดเผือด เลยถอดแจ็กเก็ตคลุมไหล่เธอแบบเงียบๆ ไม่พูดอะไร
ฝนเบี่ยงไหล่ออกอย่างไม่แน่ใจ “ไม่ต้องก็ได้ค่ะ”
ขุนถอนหายใจเบา ๆ ไม่ดึงดัน “งั้นฝากไว้ก่อน เดี๋ยวเอาคืนวันหลัง”
ความเงียบปกคลุมระหว่างทั้งสอง เหลือเพียงเสียงฝนกับไฟท้ายรถที่สะท้อนแสงน้ำข้างทาง
เช้าวันต่อมา ปลายฝนพบว่าขุนฝากแจ็กเก็ตไว้ที่โต๊ะพร้อมโน้ตเล็ก ๆ ‘เก็บไว้ใช้วันฝนตกหน้าใหม่’ เธอยิ้มจาง ๆ ซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจ เริ่มมองเขาไม่เหมือนเดิม
เมื่อมีโปรเจกต์ทำรีแบรนด์ใหญ่ต้องทำข้ามแผนก ขุนถูกดึงมาเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคนิค ต้องทำงานใกล้ชิดฝนมากขึ้นมาก วันแรกเขาพยายามติดตลกให้เธอผ่อนคลาย “พี่ว่า ถ้าใส่สีชมพูในโลโก้ จะโดนทีมอื่นด่าไหม?”
ฝนหัวเราะออกมาครั้งแรก “ถ้าทีมบัญชีใช้โลโก้สีรุ้งจะดาวน์โหลดโปรแกรมผิดป่ะ?” เธอชะงักตาโตเหมือนตกใจที่ตัวเองหลุดขำ
ขุนยิ้มตาเป็นประกาย รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ค่อย ๆ สะท้อนกลับในหัวใจเขา
ช่วงทำงานหลายคืนติด ฝนเริ่มเปิดใจเล่าเรื่องอดีตบ้างน้อยนิด “สมัยเด็ก ๆ บ้านฝนอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เจอฝนตกแล้วชอบกลัว…”
ขุนฟังเงียบ ๆ ไม่กล่าวแทรก แต่สายตาอบอุ่น ต่างกับความกวนที่ใช้ปกป้องใจตนเองมาตลอด “ผมก็เคยกลัวเหมือนกัน”
ฝนแปลกใจ “ขุนกลัวอะไร?”
เขาพูดเสียงต่ำแต่จริงใจ “กลัวความหวัง…เคยมีแล้วมันหลุดมือ”
ฝนเงียบงัน ปล่อยบทสนทนาจางไปกับแสงไฟออฟฟิศดึกดื่น
เมื่อโปรเจกต์ใกล้เสร็จและทีมต้องไป present ให้ลูกค้า ขุนกับฝนเดินคู่กันในลานจอดรถ ฝนจังหวะหลบตา ขุนหยุดเดิน “ฝน…”
เธอเงยหน้ามอง เขามองตาตรง “ถ้ามีอะไรที่พี่รู้สึก พี่บอกได้ใช่ไหม”
ฝนลังเล มองมือตัวเอง “ขอเวลาคิด…ได้ไหม?”
ขุนพยักหน้า ไม่เร่งรั้ง กลับผละเดินแยกทางด้วยความรู้สึกบุบสลายในอก
หลายวันผ่านไป ฝนห่างจากขุนอย่างเห็นได้ชัด แม้จะทำงานด้วยกันแต่ไม่สบตา หลีกเลี่ยงพูดคุย ทีมเริ่มสงสัย ขุนเก็บใจกลับบ้านเงียบ ๆ ทุกค่ำคืน เขาเริ่มกลับไปหยิบสมุดบันทึกเก่าสมัยเรียน เปิดอ่านหน้าว่างเปล่า เตือนตัวเองถึงรักแรกที่ล้มเหลวและสัญญาว่าจะไม่เปิดใจอีก
ในงานอีเวนต์บริษัทที่จัดริมแม่น้ำ ขุนดื่มไวน์น้อย ๆ แต่นั่งเหม่อมองน้ำ ฝนอาศัยจังหวะเงียบเดินเข้ามาใกล้ นั่งข้าง ๆ ไม่พูดอะไรอยู่พักใหญ่
ในที่สุดฝนจึงพูดเบาๆ “ฝนไม่เก่งเรื่องไว้ใจ…แต่ขุนใจเย็นได้แปลกดี”
ขุนไม่มองหน้า “หรือบางทีแค่มันไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว…” เขาสูดลมหายใจลึก
ฝนกลั้นใจ “ขอโทษ ที่หนีตลอด…เพราะเคยเจ็บมาก่อน แต่ฝนก็…กลัวเสียขุนไปเหมือนกัน”
เสียงเรือหางยาวตัดผ่านความเงียบ เหมือนหัวใจสองดวงเดินเข้าหากันช้า ๆ
ไม่มีจูบ ไม่มีคำว่ารักทันที ไม่มีข้อผูกมัดซ้อนทับ ฝนวางศีรษะลงบนไหล่ขุนเงียบ ๆ เขายิ้มบาง ๆ เอื้อมมือมากุมอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
เมื่อผืนน้ำเงียบ ฝนโปรยบาง พวกเขานั่งอยู่ท่ามกลางแสงไฟเรือและเงาสะท้อนบนผืนน้ำ แม้มีอดีต หลายความกลัว ความฝันและรอยแผล แต่ในที่สุดสองหัวใจก็ค่อย ๆ เปิดรับกันในจังหวะของตนเอง
และในบ่ายวันธรรมดาที่ออฟฟิศ ฝนหยิบแจ็กเก็ตตัวเดิมคืนให้ขุน ใบหน้ายิ้มเขิน ๆ ขุนรับอย่างแผ่วเบา ทั้งคู่สบตากัน ต่างรับรู้ว่าขอบเขตหัวใจถูกละลายอย่างเชื่องช้า—เหมือนฝนที่โปรยลงมาทีละเม็ดในวันที่ท้องฟ้าสว่างขึ้น