คืนในบ้านสีเขียว
แสงเย็นยามค่ำปะทะใบไม้หนาทึบ ปกคลุมบ้านไม้สีเขียวหม่น หลังเก่าโดดเดี่ยวกลางป่าทางเหนือ หมิวเหม่อมองผ่านหน้าต่างรถตู้ที่จอดลงตรงหน้าบ้าน นัยน์ตาเปื้อนความกังวลใจและความสงสัย เมื่อเสียงเครื่องยนต์ดับลง พร้อมกับเสียงถอนหายใจหนักของตนเอง หมิวคว้ากระเป๋า ขยับสะพายขึ้นไหล่ แม้จะเตรียมตัวกับบ้านนี้หลายวันแล้ว หัวใจยังเต้นแรงผิดปกติ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ลงได้แล้วหมิว ถึงแล้ว” เสียงพี่ชาย ป่าน เรียกจากหน้ารถ น้ำเสียงเย็นชาแฝงความเหนื่อยล้า หมิวเดินอ้อมมาด้านข้าง รู้สึกได้เลยว่าบ้านนี้ทั้งอึดอัดและชื้นเย็น แค่เหยียบพื้นดินหน้าบ้านก็ปักกลิ่นรากไม้และฝนเก่าเข้าจมูก ด้านบน ไฟเหลืองซีดกระพริบที่ระเบียงเหมือนจะมอดดับ
“มีกุญแจใช่ไหม” หมิวถามเสียงเบา ขณะลูบแขนตัวเอง พยายามไม่แสดงอาการหวาดกลัว
ป่านยักไหล่ ไม่ตอบในทันที “ไม่รู้ อยู่นี่มาตั้งแต่เด็ก จำอะไรไม่ค่อยได้” ทว่ากลับส่งสายตาประหลาดคล้ายมีอะไรปิดบัง
หมิวถอนหายใจ ลากกระเป๋าขึ้นบันไดไม้เก่า ๆ เสียงไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าว เหมือนถูกใครจับตามอง ประตูถูกดันเปิดออกง่ายดายผิดคาด กลิ่นอับหมักหมมและอากาศหนักอึ้งตลบในโถง
“ที่นี่…ยังเหมือนเดิม” ป่านพึมพำขณะเดินนำเข้าไปในห้องรับแขก หมิวหันมองตามทุกซอกมุมทีละน้อย รูปถ่ายเก่าเก็บเรียงบนผนัง ภาพพ่อแม่กับเด็กเล็กสองคนยืนกอดกันข้างบันได เงาสะท้อนในกรอบกระจกคล้ายขยับ
“ไม่ได้มานานเลยเนอะ” หมิวเสพูด
ป่านไม่ตอบ หยุดนิ่งจ้องไปทางประตูหลังบ้าน อยู่ ๆ เสียงเหมือนของตกกระแทกพื้นดังมาจากครัว ทั้งคู่นิ่งงัน หมิวกัดฟันก่อนรีบเอ่ย “เดี๋ยวไปดูเอง”
ห้องครัวมืดสนิท ไฟฟ้าบางจุดกระพริบไม่ติด จานสองใบตกแตกเกลื่อนพื้น ตู้เย็นเก่า ๆ สั่นเบา ๆ ทั้งที่ยังไม่ได้เสียบปลั๊ก หมิวลอบถอนใจ หันขวับสบตากับป่าน “มันล้มเองเหรอ?”
ป่านถอนหายใจ “อากาศมันเย็นน่ะมั้ง”
หมิวเงียบ ก้มเก็บเศษจานทีละชิ้น มือสั่นเล็กน้อย ทว่าไม่พูดอะไรออกมาอีก
คืนแรกผ่านไปอย่างอึดอัด หมิวนอนดิ้นอยู่บนฟูกเก่าในห้องนอนชั้นบน พยายามข่มตา ตอนได้ยินเสียงเหมือนฝีเท้าคนเดินลากบนพื้นไม้อยู่หน้าห้อง ยิ่งดึกเสียงนั้นยิ่งดังก้อง เงาหม่นสะท้อนใต้ประตู ป่านหลับสนิทในห้องติดกัน แต่หมิวไม่กล้าขยับ
กระทั่งใกล้รุ่ง เสียงแหลมเบา ๆ ดังขึ้นข้างหู “ออกไป…” สะท้อนซ้ำอยู่ซ้ำไป หมิวสะดุ้งลุก ไม่เจออะไรนอกจากความเงียบและเงาของตัวเอง
ตอนเช้า หมิวเดินลงมาด้านล่าง พบป่านนั่งหน้าซีดกินกาแฟ เขามองหลบตา
“เมื่อคืน… ได้ยินเสียงอะไรมั้ย” หมิวกระซิบถาม
ป่านเงียบไปนาน ก่อนตอบน้ำเสียงขุ่น “ก็คงเสียงบ้านมันเก่า”
หมิวกำลังจะเอ่ยแย้ง แต่ข่มใจ เมื่อเหลือบไปเห็นรอยขีดข่วนบนชั้นหนังสือที่เมื่อคืนยังไม่มี
เธอเดินไปแตะดู รู้สึกเย็นวาบตรงปลายนิ้ว รอยนั้นเหมือนถูกกรีดด้วยของแข็ง ขีดยาวเป็นเส้น ๆ ลึกผิดปกติ
ป่านลุกขึ้นกะทันหัน “อย่าสนใจอะไรที่นี่มากนัก หมิว เราแค่อยู่ให้ครบอาทิตย์แล้วกลับ”
ระหว่างวัน หมิวพยายามค้นรูปถ่ายเก่า เศษหนังสือ สมุดโน้ต หาข้อมูลเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ เธอพบกระดาษขาดแหว่งในลิ้นชักใต้โต๊ะ มีข้อความเขียนว่า “เราเห็นเธอทุกคืน” พร้อมวันที่สิบแปดปีที่แล้ว
หมิวเดินไปหลบมุมมองออกนอกหน้าต่าง เสียงลมครวญครางปะทะกระจกคล้ายครวญคราง หมิวไม่กล้าถามป่านถึงความหมายของข้อความ เธอเพียงจ้องเขาเงียบ ๆ ขณะเขากินข้าวก้นจาน เธอเริ่มรู้สึกเหมือนมีสายตาจากมุมมืดเฝ้าจับจ้องตลอด
เวลาผ่านไปสองวัน เหตุการณ์แปลกประหลาดเพิ่มขึ้น ไฟฟ้าดับเป็นระยะ เสียงเหมือนคนคุยกันเบา ๆ แทรกเข้ามาในตอนดึก ทั้งที่ในบ้านมีเพียงสองคน
คืนหนึ่ง ขณะหมิวเดินผ่านห้องเก็บของ ราวกับสัมผัสได้ถึงลมเย็นจัดพุ่งเฉี่ยวข้างหู ประตูห้องข้าง ๆ ค่อย ๆ เปิดออกเองช้า ๆ เผยให้เห็นแสงจางบนพื้นกับรอยหยดน้ำที่ลากผ่านพื้นไม้ หมิวลังเล แต่ตัดสินใจดึงประตูปิด กลั้นหายใจ รู้สึกเหมือนมือเย็นเยียบวางบนไหล่
จากนั้นเป็นต้นมาหมิวฝันร้ายซ้ำ ๆ แต่เธอไม่กล้าเล่าให้ป่านฟัง ความเงียบงันในบ้านแน่นขนัดเหมือนกล่องปิดตาย เธอเริ่มแยกไม่ออกว่าเสียงฝีเท้าบนชั้นสองเป็นของคนหรือของบางสิ่ง
ในคืนที่สาม หมิวนั่งดูรูปถ่ายในมือ เธอสังเกตว่าในแต่ละภาพ มีเงาร่างหนึ่งแทรกอยู่ในมุมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นใต้ราวบันไดหรือข้างหน้าต่าง เธอลองออกเสียงถามในห้อง “ใครอยู่ที่นี่…” แต่เงียบ – ไม่มีคำตอบ กระนั้นแสงไฟจากโถงกะพริบวาบขึ้นทันที แล้วดับ
เช้าวันต่อมา หมิวพบกระจกห้องน้ำเป็นรอยนิ้วมือมัว ๆ หลายสิบรอย ทั้งที่บ้านนี้ไม่มีใครใช้ห้องนี้สองวันแล้ว เธอรีบล้างมือแต่ยิ่งขัดก็ยิ่งปรากฏเป็นรูปใบหน้าสลัวฝังติดกระจก
เย็นวันเดียวกัน ป่านอยู่ในอารมณ์หงุดหงิด ไม่พูดไม่จา กินข้าวจบก็ดื่มเหล้า ท่าทางเขาผิดไปจากวันแรก ๆ “หมิว ถ้าคืนนี้มีเสียงอะไร…อย่าออกไปดู เข้าใจไหม” เขากำชับซ้ำ ๆ
หมิวอึ้ง “แล้วถ้า…มีใครหายไปล่ะ?”
ป่านชะงักไปนิด หันหน้าหนี ไม่ตอบ
คืนนั้น ฝนตกหนัก สายฟ้าแลบ เงาฟ้าผ่าลงมาบนลานหลังบ้าน หมิวนอนไม่หลับ ฝืนลุกขึ้นได้ยินเสียงลากเท้าเฉียดผ่านประตู เสียงคนร้องไห้ดังแว่ว เนิ่นนาน ซ้ำ ๆ
หมิวทนไม่ไหว ลุกไปเคาะประตูห้องป่านแต่ไม่มีเสียงตอบ ด้านในเงียบผิดปกติ เธอยืนลังเลอยู่หลายนาที สุดท้ายตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป ในห้องมืดสนิท ป่านหายไป
เธอตะโกนเรียกพลางวิ่งหาทั่วบ้าน ประตูหน้าต่างทุกบานล็อกสนิท ในห้องนั่งเล่นจู่ ๆ ไฟก็ดับ ทิ้งหมิวไว้เพียงในความมืด กับเสียงสะอื้นเบา ๆ ที่เริ่มดังใกล้เข้ามาทุกที
หมิวถอยหลังจนชนกับชั้นหนังสือ ก้มลงเห็นรอยเลือดจาง ๆ ติดตรงชั้น แต่ไม่มีศพ ไม่มีร่างใด เธอรู้สึกถึงลมหายใจเย็นเฉียบอยู่ข้างหลัง หันไปกลับเจอเพียงความว่างเปล่า
เช้ามืดวันใหม่ หมิวนั่งซึมอยู่กับพื้นน้ำตาไหล เธอเริ่มสังเกตเห็นว่ารูปถ่ายในบ้านเปลี่ยนไป ในภาพสุดท้ายมีตัวเองยืนอยู่หลังป่าน โดยที่เธอไม่เคยจำได้ว่าเคยถ่าย
ระหว่างเดินตรวจดูรอบบ้าน เธอได้ยินเสียงซุบซิบใต้พื้น รอยขีดข่วนขยายลึกเข้าไปใต้ผนัง หมิวตัดสินใจค้นหาทุกซอก หลังกระถางต้นไม้ เธอพบประตูบานลับที่ซุกซ่อนมานาน
หมิวลังเลแต่เลือกเปิด ด้วยหัวใจเต้นรัว ภายในซ่อนห้องเล็ก ๆ มืดสนิท มีเพียงกลิ่นอับ ประตูนี้นำไปสู่บันไดแคบ ๆ ลงใต้ดิน เสียงครางเบา ๆ ดังขึ้นใต้ผนัง เธอหยิบไฟฉายชี้ไปข้างหน้า
บันไดลงลึกกว่าที่คิด ใต้ห้องเป็นอุโมงค์แคบยาว เธอข่มใจเดินตาม เสียงกรีดร้องและเสียงลากเท้าโหยหวนชวนหนาวชา ยิ่งเดินลึกไป กลิ่นอับเหม็นคาวยิ่งแรงขึ้น จนถึงห้องหนึ่ง ผนังเต็มไปด้วยรอยมือเลือดเก่า กระดาษโน้ตแปะบนผนังเขียนว่า “อย่าให้เธอจำได้”
หมิวตาเบิกกว้าง เธอสะดุดล้ม พบรอยรูปเด็กสองคนบนผนัง คราบหมุนวนคล้ายเกิดจากเล็บมือขูดผนัง เธอยืนสั่นเทา กำลังจะออกมา เสียงสะอื้นแทรกเข้ามาใกล้ ทันใด นาฬิกาเรือนเก่าในบ้านตีบ่งบอกเที่ยงคืน เงาสลัวดำทะมึนครอบงำบันได เธอรีบวิ่งกลับขึ้นมา ประตูหลุดปิดเสียงดังลั่น
หมิวกลับขึ้นชั้นบน ตอนนี้บ้านเย็นลงผิดปกติ เหมือนมีหมอกควันจาง ๆ ในทุกห้อง รูปถ่ายบนผนังกลับกลายเป็นภาพของเงาดำลาง ๆ ไม่มีใครมีหน้า
เสียงกรีดร้องสุดท้ายลอยแทรกตามลม “จำไม่ได้ใช่มั้ย…” เสียงของเด็กผู้หญิงปริศนา หมิวนั่งทรุดกับพื้น มือขยุ้มผมแน่น เสียงหัวเราะปะปนเสียงร้องไห้ สลับกัน เพียงครู่เดียวเสียงทุกอย่างหยุดลงเหลือความเงียบสนิท
รุ่งสาง หมิวตื่นขึ้นบนโซฟา ไม่รู้คืนที่ผ่านมาฝันหรือจริง ป่านก็ยังไม่กลับมา เธอเดินออกจากบ้านไปกลางลาน ดวงอาทิตย์ขึ้นช้า ๆ หมิวเหลียวหลังก่อนเดินออกห่างบ้านสีเขียว ในจังหวะสุดท้าย เงามืดในหน้าต่างชั้นสองกำลังเฝ้ามองเงียบ ๆ พร้อมเสียงกระซิบว่า “ใครคือเธอกันแน่”