เงาผิดที่บ้านปลายคลอง
เสียงคลื่นน้ำกระทบตลิ่งแผ่วเบากลางค่ำ ทำให้เรย์หยุดยืนมองบ้านไม้หลังเก่าที่เพิ่งซื้อไว้พักใจ บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ปลายคลองเงียบเหงา ไม่มีบ้านคนอื่นติดกัน มีเพียงแสงไฟจากท่าเรือไกลๆ สะท้อนบนผิวน้ำ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เขามาถึงบ้านหลังนี้ช่วงหัวค่ำ มีแค่กระเป๋าเสื้อผ้ากับวิทยุทรานซิสเตอร์ เสียงนกร้องโหยหวนในคลองดังแซก ความรู้สึกอึดอัดแปลกประหลาดค่อยๆ โอบล้อมเรย์มืออาชีพด้านจิตวิทยาแต่ใจยังบอบช้ำจากการสูญเสียภรรยาในอุบัติเหตุเมื่อปีที่แล้ว
บ้านไม้สองชั้นไม่มีผู้คนอาศัยมานาน คนแถวนั้นบอกว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดกับครอบครัวเจ้าของเดิม เขาแค่ต้องการความเงียบฟื้นใจ ตัวเรย์เองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเลือกบ้านไม้ปลายคลอง ทั้งที่ความรู้สึกแรกเมื่อเห็นมันคือขนลุก
ระหว่างยกกระเป๋าขึ้นชั้นสอง เขาได้ยินเสียงคล้ายขาเก้าอี้ขูดบนพื้น แต่เมื่อเดินไปตรวจดูก็ไม่พบอะไร มีเพียงแสงจันทร์เล็ดลอดผ่านหน้าต่าง ช่องว่างเงาไม้พาดบนผนังคล้ายรูปเงาคนยืนก้มหน้า เงียบ อืมครึม
คืนแรกเรย์นอนไม่หลับ เสียงอะไรบางอย่างเหมือนปลายนิ้วเคาะฝาผนังเป็นจังหวะช้าๆ เขานั่งนิ่งบนเตียง เหงื่อเย็นไหลริน ใจอยากลุกไปหาแหล่งเสียงแต่ทำไม่ได้ เงาบางอย่างลอดบานหน้าต่างคล้ายเคลื่อนไหว เขาปิดตาลงทั้งที่ยังลืมไม่ลง
เช้าวันต่อมา เพื่อนร่วมรุ่นของเรย์ชื่อพิณ ขับรถมาถึงบ้านตามสัญญา เธอเป็นครูที่เคยใช้ชีวิตในเมืองแต่โชคร้ายจากความรักเหมือนกัน พิณเอารถไปจอดใต้ต้นไทรหน้าบ้าน ฝุ่นแดงฟุ้งกระจาย
“ที่นี่มันเงียบกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วใช่ไหม” พิณถามพลางดูรอบบ้านอย่างระแวดระวัง
“มันเงียบ…จนผมนอนไม่หลับ” เรย์ตอบเสียงแข็ง เหมือนไม่อยากยอมรับว่ากลัว
ทั้งสองช่วยกันสำรวจบ้าน เจอห้องใต้บันไดปิดล็อกสนิท มีรอยข่วนเล็กๆ บนบานประตูเหมือนเด็กพยายามเปิด พิณสบตาเรย์ผ่านเงาสะท้อนของหน้าต่าง
“มีใครเคยอยู่ตรงนี้ไหม?” เธอสบสายตาเรย์ เธอดูเหมือนอยากพูดบางอย่างแต่หยุดไว้
ยามบ่าย หลานชายวัย 17 ปีของเรย์ ชื่อขมิ้น มาถึงพร้อมของใช้จำเป็น เจ้าหนุ่มพูดน้อย ใบหน้าซูบเซียวเหมือนหลบเลี่ยงสายตาผู้ใหญ่ เขาบอกแม่ของเขาให้ขมิ้นมาฝากไว้กับเรย์สักพัก
ตกเย็น ทุกคนนั่งกินข้าวในครัว พิณพยายามชวนคุย
“ขมิ้น เล่าได้ไหมว่าทำไมลาโรงเรียนกะทันหัน?”
ขมิ้นนิ่ง ก่อนหยิบช้อนเขี่ยข้าว เงาในครัวสมองบ้านทอดทับไหล่วัยรุ่น คำตอบคลุมเครือ “มันมีคนในโรงเรียนหายไปหลายคน…แล้วผมฝันว่าแม่ร้องไห้ เหมือนอยู่ที่นี่”
เสียงตอกตะปูแผ่วๆ ดังลงมาจากชั้นลอย ไม่มีใครตั้งใจทำงานซ่อมเรือนช่วงเย็น เรย์สบตาพิณ ต่างได้ยินเหมือนกันแต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมา
เมื่อทุกคนเข้าห้อง เรย์เดินไปหยุดที่ระเบียง เขามองออกไปมีเพียงความมืดของคลองกับแสงไฟวูบวาบ เงาต้นไม้ยาวบนพื้นน้ำ รูปร่างคล้ายร่างคนเดินฝ่าคลื่น
เช้าวันใหม่ พิณกวาดพื้นใต้บันได เจอกล่องลังเก่าซ่อนอยู่ในหลืบ มีบันทึกขาดวิ่นกับรูปเด็กผู้หญิงนั่งหันหลังบนชานเรือน เรย์เปิดบันทึกอ่าน เจอข้อความเขียนด้วยลายมือสั่นเครือ
“ถ้าอยากให้เขายิ้ม…ต้องไม่มองเงาของตัวเอง”
พิณอ่านจบแล้วเหงื่อตก เธอพึมพำเบาๆ “แล้วเขาคือใคร”
ช่วงบ่าย เรย์นั่งเขียนรายงาน เขาแปลกใจที่รู้สึกเหมือนมองเห็นเงาใครบางคนเดินผ่านสวน ทุกครั้งที่เหลือบมองเต็มตา เงานั้นหายไปเสมอ
ขมิ้นนั่งหลบมุมห้องน้ำ กระจกในนั้นแตกร้าวเป็นเส้นๆ เขาค่อยๆ ส่องหน้าตัวเองในเงา เงาบนกระจกเหมือนจะขยับช้าๆ ตามไม่ทันท่าทางจริง ขมิ้นเบือนหนี
คืนที่สาม เสียงเครื่องยนต์เรือขุดลอกคลองดังอยู่ชั่วขณะ ไฟกะพริบริมฝั่ง ฉายเงาเข้าในบ้าน พิณเดินออกไปหน้าชาน พลางยืนกอดอกสั่น
มีเสียงฝีเท้าขึ้นบันได เสียงเงียบไปกะทันหัน เงาคนผู้หญิงยืนพิงบันไดชั้นล่างในความมืด แวบเดียวตรงนั้นว่างเปล่า
ช่วงดึก ขมิ้นนอนไม่หลับ เขาซุกตัวในผ้าห่ม จู่ๆ ได้ยินเสียงกรีดร้องออกมาจากใต้บันได เงาจากประตูแง้มกระเพื่อมเหมือนมีคนขยับเขยื้อนอยู่ข้างใน
เช้าวันรุ่งขึ้น เรย์ตัดสินใจหาแม่กุญแจมาเปิดห้องใต้บันได ขมิ้นกับพิณล้อมดู เงาภายในห้องปลอดสิ่งของ ยกเว้นตุ๊กตาไม้ไร้หน้า รูปเด็กหญิงสองคนวางซ้อนกันอยู่
เรย์ถอนใจ หยิบตุ๊กตาออกมา สัมผัสเย็นเยียบ คล้ายมีอะไรมองจ้องจากมุมห้องมืด
“เคยมีใครอยู่ที่นี่มาก่อนใช่ไหม?” ขมิ้นเอ่ยเสียงสั่น พิณตอบเสียงอ่อน “ครอบครัวเจ้าของเดิม…มีลูกสาวสองคน หายไปโดยไม่มีใครรู้เหตุผล”
กลางคืนฝนตกหนัก น้ำในคลองเอ่อล้นเข้ามาในสวน เสียงฝีเท้าเปียกฝนเดินวนรอบเรือน เรย์และขมิ้นยืนชะโงกหน้าไปดู มีรอยน้ำใหม่ล้อมรอบบ้าน
“ผมรู้สึก…เหมือนเราถูกเฝ้าดู” เรย์พูดในความมืด
ขมิ้นเงียบ ก่อนเอ่ยเบาๆ “เมื่อคืนผมเห็นเงาของตัวเองไม่ตรงกับขยับตัว”
ฟ้าผ่า บ้านทั้งหลังมืดสนิท เสียงน้ำหยดลงพื้นอย่างต่อเนื่อง กลิ่นชื้นแฉะลอยฟุ้ง เสียงตะโกนแผ่วจากริมคลอง “อย่ามองเงา อย่ามองเงา”
พิณตื่นกลางดึก เห็นเงาเด็กหญิงนั่งหันหลังให้อยู่ปลายเตียง เธอกลั้นใจเอ่ย “เธอคือใคร?” เงานั้นหายวับทันที
เช้าวันต่อมา ทุกคนมีอาการประสาทหลอนรุนแรงขึ้น เงาของตนเองในกระจก เริ่มแยกตัวเคลื่อนผิดจังหวะชัดเจน
เรย์ขุดประวัติเจ้าของเดิมบ้าน พบว่าสองพี่น้องหญิงเคยเล่นพิธีสะกดเงากันเองในคืนฝนตก ร่ำไห้กลางสายฝนแล้วหายตัวไปในบ้าน ไม่มีใครพบศพ
เขานั่งน้ำตาซึมบนระเบียง พิณยื่นมือมากุม “เราต้องออกไปจากที่นี่ ก่อนที่เงามันจะกลืนกินเรา”
แต่ยังไม่ทันได้ลงความเห็น ขมิ้นเดินเหม่อลอยออกไปกลางชานเรือน “ผมเห็นแม่…แม่อยู่ตรงนั้น” เขาชี้ไปตรงเงายาวริมน้ำ
เรย์กับพิณวิ่งไปคว้าตัว เด็กหนุ่มยืนมองเงาตัวเองจมน้ำ เสียงกระซิบดังอยู่ในหัว “ถ้าอยากให้เขายิ้ม ต้องไม่มองเงาของตัวเอง” ขมิ้นร้องไห้กรีดเสียง เงาในน้ำคลายออกเป็นสองรูปร่างจางๆ ยืนมืออยู่ข้างกัน
เรย์ตัดสินใจพังตุ๊กตาไม้ที่เจอใต้บันได ทันใดนั้นทุกเงาในบ้านเรียกกลับมายืนแวดล้อม เงาเด็กหญิงสองคนกระซิบร้องขอ “ปลดปล่อย…”
บ้านทั้งหลังสั่นราวกับจะถล่ม พิณโอบขมิ้น มองเรย์ เขากัดฟันโยกตุ๊กตาจนขาด เงามืดแหวกไปอย่างช้าๆ กลายเป็นความว่างโล่งที่สุดในบ้าน
รุ่งอรุณมาเยือน บ้านนิ่งเงียบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เงาบนผืนน้ำคลองกลับสู่ธรรมชาติ ไม่มีใครกล้ามองเงาตัวเองในกระจกอีกต่อไป
เรย์นั่งนิ่งหน้าบ้าน ขมิ้นและพิณนั่งข้างๆ เงียบ ไม่มีคำพูดหลุดออกมานานจนเสียงนกเช้าดัง พวกเขารู้ว่าความกลัวนั้นจะติดอยู่กับจิตใจตลอดไป แม้จะจากบ้านนี้ไปแล้ว