คลื่นสีเทาแห่งห้วงขุนทราย
เสียงหวีดของลมพัดทรายกระแทกกระจกโรงงานขุดทรายแห่งเมืองนิวดัสท์ ถิรนั่งตัวตรงใต้แสงไฟแรงสูง ไฟฟ้ามีแต่บางช่วงเวลาของวัน คืนนี้เกิดไฟตก—หลอดไฟกะพริบเหมือนจะแกล้งกัน ละอองฝุ่นทรายกรองลอดหน้าต่าง ช่องว่างในผนังบ้านแบบชั่วคราวและถาวรไปพร้อมกัน ห้องกรุ่นกลิ่นเหงื่อและสนิม ผนังแข็งแน่นแต่เย็นเฉียบเหมือนใจพ่อเขา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นายใจลอยไปถึงไหนแล้ววะถิร กินสิ จะได้รีบไปเวรกลางคืน” เสียงป้าแมรี ดึงเขากลับมาจากความคิด ถิรเงยหน้ามองชามข้าวแข็ง ๆ กับเศษปลากระป๋อง รสประจำเมืองนี้ แมรีนั่งหน้าหงิก มือเก่า ๆ เย็บเศษผ้าน้ำตาลแบบคนไม่แพ้พายุ เธอไม่พูดว่ากลัว แต่อารมณ์ขุ่น ๆ ก็พอพูดแทน
“ผมไม่กินก็ได้ป้า ไม่หิว” เสียงถิรเบาแหบ เขาขยับถ้วยเบา ๆ “แม่ยังไม่กลับ…”
แมรีมองแต่ไม่ตอบ สายตานิ่ง ๆ เหมือนคนเข้าใจมากกว่าสิ่งที่ใครพูด ในครอบครัวนี้ ทุกครั้งที่แม่ออกไปตรวจจุดขุดใหม่ เวลากลับจะล่วงเลยจนเกือบรุ่งสาง แต่คืนนี้ล่วงเลยจนไม่มีเสียงรองเท้าหนังเก่าเดินกลับบ้าน
เสียงหวีดหวิวของพายุทรายกระแทกประตูดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับประตูจะหลุด ถิรลุกขึ้นยืนทันที ก่อนสายตาจะเจอเงาเสี้ยวหนึ่งลอดกระจก: มีคนเดินทางกลางพายุ — ซึ่งเป็นความผิดปกติอย่างยิ่งในนิวดัสท์
“นั่นมันแม่…” ถิรอุทาน แต่สายตากลับเห็นเป็นร่างสูงเพศชายเดินก้มหน้าชิดเสื้อโค้ทฝุ่น ทันทีที่เขาเปิดประตู กลิ่นไอทรายร้อนและลมแรงก็ปะทะเข้าสู่ใบหน้า ชายเจ้าของร่างคือ ยศ — พ่อของเขาเอง ที่กลับมาหลังเวรกลางคืนยาวนาน
พ่อเพิ่งกลับมาพร้อมกับความโมโหในสายตา “ยังไม่หลับกันอีกเหรอ หืม” เสียงห้วน เย็นใช่เล่น แล้วมุมปากบอกถึงความเหนื่อยล้าที่แฝง “มีอะไร ฉันเห็นแสงไฟบ้านเราแต่ไกล คล้ายมีคนเปิดไฟรับแขก”
แมรีเอาแต่เย็บผ้า ไม่ตอบ เหมือนรอให้ถิรพูดเอง ถิรกลืนน้ำลาย ชั่งใจตรงระหว่างจะถามความจริงหรือเงียบตามเดิม “แม่ยังไม่กลับ… พ่อได้ยินข่าวบ้างไหมคืนนี้ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นแถวแคมป์เก็บน้ำฝั่งตะวันออก?”
พ่อขมวดคิ้ว “ใครไม่กลับ? แล้วฉันจะไปรู้ได้ไง ฉันมาจากทางใต้” เสียงเจ้ากี้เจ้าการแบบคนควบคุมไม่ได้ซ่อนความระแวงเอาไว้ เขานั่งลงอย่างแรง “ขุดเมื่อคืนโคตรเหนื่อย คนเรามันเกิดมาจะทนทำไมกับที่แบบนี้วะ!” ประโยคสุดท้ายทิ้งเสียงเงียบอึดอัด ทุกบ้านรู้สภาพตัวเอง เมืองนี้คือโลกใบเดียวที่เหลือ ใครหนีก็เท่ากับลงโทษตัวเองให้ตายกลางทราย
ถิรย้ายสายตาไปมองที่ประตูอีกครั้ง น้ำตาเขาซ่อนอยู่หลังม่านตา “แม่รับปากผมแล้ว จะกลับมาวันนี้…แม่ไม่มีวันผิดสัญญา”
ในเสียงลมหวิวของทะเลทราย กระเป๋าหนังแม่ยังวางอยู่ตรงข้างประตู เหมือนไม่มีใครแตะต้องตั้งแต่เช้า ถิรสูดลมหายใจเอาฝุ่นร้อนเข้าปอด “ผมต้องไปหาแม่” เขากระซิบกับตัวเอง แต่ยังไม่ลุก แมรีลอบมองสายตาเจ็บปวดของเด็กชายแต่ไม่พูดอะไร
พ่อเอียงตัวเข้าไปใกล้ ใช้เสียงต่ำ “อย่าทำอะไรโง่ ๆ นะ แม่แกเก่งจะตายไป เดี๋ยวก็กลับ” ถิรเงียบ ไม่อยากเถียง แต่แววตาข้างในปะทุ—เขาจะไม่รออีกแล้ว
คืนนั้นถิรตื่นขึ้นมากลางดึกอีกครั้ง ฝุ่นทรายซึมเข้าช่องใต้หน้าต่าง เขาเห็นแสงฉายวาบจากหอคอยเก็บน้ำ เป็นรหัสไฟที่แม่เคยใช้สื่อสารว่า “ขอความช่วยเหลือ” ที่ซ่อนอยู่ในจังหวะกระพริบของแสง
เด็กชายตัดสินใจรวบข้าวของเท่าที่หาได้ ใส่ในกระเป๋าเป้พร้อมขวดน้ำเล็ก ๆ หนึ่งขวด เสื้อคลุมเก่าของแม่ถูกหยิบมาใช้แทนเกราะป้องกันทราย แมรีหลับ เครื่องจักรในโรงงานใกล้เคียงแล้งเสียงถ่ายเท แต่หัวใจถิรกลับเต้นแรงยิ่งกว่าเสียงลม
เขาแทรกตัวออกประตูด้านหลัง เลี่ยงพ่อที่นอนกรนเสียงดัง สายลมกรีดแทงผิวจนแสบแต่ถิรไม่หยุด ภาพแสงไฟจากหอคอยคือเข็มทิศเดียว กระเป๋าแม่ที่ค้างอยู่ตรงฝั่งบ้านเป็นเครื่องเตือนใจ ว่าหญิงคนนั้นตั้งใจจะกลับจริง ๆ
การเดินข้ามทะเลทรายกลางคืนเป็นสิ่งที่ผู้คนลงโทษกันเองด้วยการกลัว เรื่องราวของ “คลื่นสีเทา” ซึ่งเป็นพายุทรายปริศนาที่กินผู้คนหายไปโดยไร้ร่องรอย เป็นตำนานซึ่งถิรโตมากับคำขู่ หากแต่คืนนี้ ไม่มีความกลัวใดจะใหญ่กว่าความกลัวเสียแม่ไป
ถิรใช้เท้าก้าวลึกลงทราย พยายามหาทางไปยังหอคอยเก็บน้ำ ร่างเล็กถูกสายลมข่มด้วยความดื้อพอกับคนแก่ในเมืองนี้ พร้อมทั้งความลับที่ฉายวาบแว่วผ่านแสงรหัสกลางสวนสนิมของสะพานเหล็กเก่า
ระหว่างเดิน เขาเจอรอยลากกลางทราย เส้นยาวเหมือนมีบางสิ่งหรือใครถูกพาลากผ่านถนนทรายไปทางทิศตะวันออก ความเย็นเริ่มเกาะหัวใจถิร — เป็นรอยของมนุษย์ ไม่ใช่สัตว์
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าอีกคู่ดังใกล้เข้ามาจากด้านหลัง ถิรหยุดชะงัก หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ชายในชุดคลุมดำเดินเข้ามา เขาคือเบรย์—วัยรุ่นรับจ้างที่คนในเมืองกึ่งไว้ใจกึ่งกลัว สายตาเร่าร้อน เหมือนคนมีอะไรบางอย่างในใจ
“นายจะไปไหนกลางพายุแบบนี้ ถิร?” เบรย์ถาม น้ำเสียงกึ่งสบประมาทกึ่งขบขัน
ถิรชะงัก ไม่คิดว่าจะมีใครมาตาม “ฉันจะไปตามหาแม่…” เขาตอบ เสียงจริงจังแม้อยากซ่อนความหวาดกลัว
เบรย์ขยับมือจับขนาดใหญ่ของไม้แสงไฟ “แม่แกอาจไปเจออะไรเข้าแล้วนะ หอคอยเก่ามันอยู่นอกเขตปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครไปตรงนั้น”
“แต่มีสัญญาณ ขอความช่วยเหลือ” ถิรยืนกราน “ถ้าเป็นแม่หาย นายจะนิ่งอยู่ในบ้านเหรอ?”
เบรย์เงียบ จ้องหน้าถิรนาน ๆ “บ้านฉันไม่มีแม่แล้ว…” เขาพูดสั้น ๆ ก่อนจะยื่นไฟฉาย “นายไม่ควรไปคนเดียว เอาอันนี้ไป ฉันเดินตามก็แล้วกันถ้าไม่กลัวโดนพ่อตีกระบาล”
ถิรรับไฟฉาย เหลียวหลัง เสียงแว่วของลมหอบทรายยังตอกย้ำความโดดเดี่ยว ก่อนทั้งสองจะเดินต่อไปตามรอยลาก เสียงฝีเท้าและลมหายใจคือเสียงเดียวในโลกอันว่างเปล่า
แสงไฟจากไม้ฉายสะท้อนภาพทางเดินที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและรอยเลือดเล็กน้อยเป็นจุด ๆ ถิรหยุดมองอย่างลังเล “มีอะไรเกิดขึ้นแน่”
ทั้งคู่เดินต่อไปจนถึงจุดที่รอยลากหายไปในช่องทางใต้หอคอยเก็บน้ำ ฝาจุดตรวจหลุดออก เช่นมีคนหรือสิ่งบางอย่างลากเข้าข้างใน เสียงขยับของโลหะเก่าดังขึ้นเป็นจังหวะ กลิ่นสนิมและถังน้ำเปรี้ยวจัดเข้าจมูก
เบรย์หรี่ตามอง “ไม่ชอบใจเลย นายแน่ใจเหรอจะเข้าไป?”
ถิรพยักหน้า “ฉันมั่นใจว่าแม่อยู่ข้างใน…”
แสงไฟฉายส่องเข้าไปในอุโมงค์ ใต้ถังน้ำเก่า ภาพที่เห็นคือเศษผ้าขาดวิ่น เปื้อนเลือด รอยเท้าเล็ก ๆ ชนกับร่องรอยของฝุ่นทราย มีบางอย่างคล้ายรอยลื่นร่วงลงหลุมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนที่รายงานชำรุดหลายเดือนแต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปซ่อม
เบรย์นิ่งไป อดไม่ได้ต้องหันไปสบตาถิร “เราต้องลงไปข้างล่าง”