ฤดูหมอกสีดำ
เสียงนาฬิกาแขวนกำลังบอกเวลา 05:47 น. ภายในบ้านไม้สองชั้นกลางเมืองในหุบเขา อากาศเย็นจนขนลุก หมอกบาง ๆ ลอดเข้ามาตามช่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท มีเสียงหวีดเบา ๆ ลอยมากับลม จนลัลนา เด็กสาววัยสิบเจ็ดปี สะดุ้งตื่นจากฝันร้ายเธอขยับตัวเงียบ ๆ ลุกจากเตียงที่นอนใกล้กับหน้าต่าง ดวงตาแน่นิ่งมองอากาศเหนือผ้าห่ม ลมหายใจขาดห้วงขณะฝืนความง่วงเดินไปปิดกระจกให้แน่นกว่าเดิม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ไฟในห้องนั่งเล่นยังไม่เปิด มีเพียงแสงสลัวของโคมไฟหน้าบ้าน เมฆินทร์ พ่อของเธอ นั่งนิ่ง ๆ บนโซฟา มือถือแก้วกาแฟเปล่า นิ่งงัน ดวงตาคล้ายนักโทษที่เพิ่งรับโทษใหม่ ๆ เขาก้มหน้ากดมือถือดูข้อความที่ไม่มีใครตอบ ลัลนาสวมเสื้อกันหนาวขาด ๆ เดินลงบันได ชะเง้อมองพ่อ ยืนนิ่ง ๆ ก่อนตัดสินใจเอ่ยเสียงแหบ
"แม่ออกไปอีกแล้วเหรอคะ"
เมฆินทร์พยักหน้าช้า ๆ แทบไม่ได้เงยหน้ามองด้วยซ้ำ ลัลนาหันหลัง กัดฟันแน่นเพื่อไม่แสดงความเสียใจ มือที่ถือเสื้อกันหนาวบีบแน่นขึ้น กลิ่นดินหมาดชื้นลอยมาตามลมไขประตูหลังบ้าน เมฆินทร์ถอนหายใจเบา ๆ
"มันจะผ่านไปนะ" เขาว่าเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ไม่มีใครตอบรับ ความเงียบซึมลึกลงในเนื้อเยื่อของบ้านไม้ บนโต๊ะอาหารมีจดหมายหนึ่งฉบับวางอยู่ ถูกเขียนด้วยหมึกสีดำว่า "ฉันรู้ว่ามีบางอย่างอยู่ในหมอก อย่าออกไปถ้าเสียงหวีบยังอยู่"
เสียงเด็กชายเล็กแกรบดังจากห้องเล็ก ศรันย์ เด็กชายอายุสิบขวบ น้องชายลัลนา โผล่หน้าออกมา จ้องไปที่ประตูหน้าบ้านโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ ความหวาดกลัวในดวงตาฉายชัดจนลัลนาเดินเข้าไปกอดเขาเบา ๆ
"ไม่เป็นไรนะ ศรันย์ เดี๋ยวเช้าจะแดดดีขึ้น"
แต่เช้านั้นหมอกยังหนา และเสียงหวีดแทรกเข้ามาในช่วงที่ทุกคนเงียบ
พระอาทิตย์ยังไม่โผล่ เสียงหวีดร้องสูงปรี๊ดดังขึ้นอีก ทุกคนในบ้านสะดุ้ง ลัลนากอดน้องแน่น เมฆินทร์รีบลุกขึ้นปิดหน้าต่างทุกบานก่อนจะโทรศัพท์หาภรรยา แต่ไม่มีสัญญาณ กวาดตามองไปรอบบ้าน พลันเห็นเงาดำวูบวาบอยู่นอกหน้าต่าง หัวใจเขากระตุกวูบเลือดเย็นแล่นเข้าปะทะกล้ามเนื้อ
ขณะนั้นเอง มีเสียงเคาะประตูแผ่ว ๆ เมฆินทร์หยุดนิ่ง ลัลนาเบิกตากว้าง ศรันย์ซุกเข้าในอกพี่สาว ใครจะกล้าขอเข้าบ้านเช้ามืดท่ามกลางหมอกเส้นนี้?
ประตูถูกเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นชายชราในผ้าขาวม้า เขาเป็นลุงทก เพื่อนบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แกเข้ามาด้วยความเหนื่อยหอบ สีหน้าเคร่งเครียด เก็บเสียงต่ำไว้ พูดสั้น ๆ
“เมื่อคืนเห็นคนเดินอยู่กลางถนน… คนที่สวมผ้าขาวเดินตรงเข้าหาหมอก เรียกก็ไม่หัน รู้มั้ยใคร?”
เมฆินทร์เงียบงัน ใจคอไม่ดี มองกลับไปที่จดหมายบนโต๊ะ ลัลนาตาโต เพ่งมองลุงทก แต่ไม่กล้าตอบ
ลุงทกนั่งลงข้างศรันย์ หลบตาทุกคน เสียงในลำคอดูเหมือนกระซิบกลัวฟัง
“เขาว่าหมอกนี้ไม่เหมือนฤดูไหน ๆ กล้องวงจรปิดของเทศบาลจับไม่ได้ ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน อย่าไว้ใจใครที่เปียกหมอกสีดำ…แต่เอ็งก็ต้องออกไปถ้าหมอกจางนะ ไม่งั้นเรื่องจะยิ่งใหญ่กว่านี้”
ลัลนาเงียบ ขบฟันแน่น ศรันย์กัดริมฝีปาก พ่อกำมือแน่น ลุงทกมองหน้าแต่เหมือนอยากเลี่ยงสายตา
“ผมไม่ออก ผมจะไม่ไปไหน จนรู้ว่ามันคืออะไร” เมฆินทร์โพล่งออกมาด้วยเสียงเคร่งเครียด ลุงทกกลืนน้ำลาย มองทุกคนทีละคนก่อนจะลุกกลับออกไปช้า ๆ ความกดดันในห้องนั่งเล่นเหมือนอากาศจะขาดหาย
เวลาผ่านเชื่องช้า ภายนอกหมอกยังไม่จาง ลัลนาเดินวนในห้องคับแคบ ท่ามกลางความเงียบอึดอัด เด็กรู้ดีว่าต้องหาคำตอบก่อนบางสิ่งจะมาเอาชีวิตของเธอกับครอบครัวไป เธอยื่นมือไปหยิบกล้องถ่ายรูปเก่า ๆ ที่แม่เคยให้ไว้ กำลังลังเลว่าควรออกไปสำรวจหมอกหรืออยู่ภายในบ้านกันแน่
เมฆินทร์ลอบมองลูกสาวก่อนพูดเสียงแผ่ว “ถ้าจะออกห้ามไปคนเดียว เดี๋ยวพ่อไปด้วย” ลัลนาทำหน้างง ก่อนตอบด้วยเสียงห้วน “แล้วแม่ล่ะคะ แม่ออกไปตั้งแต่เมื่อคืน ยังไม่กลับ…พ่อไม่คิดจะตามเหรอ?”
เมฆินทร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาซ่อนเศร้า “แม่เขา… ต้องเลือกเอง เธอไม่ได้หายไปเพราะหมอก แต่เพราะใจตัวเอง”
ศรันย์กัดนิ้วมือ ก้มหน้าลงเงียบ ๆ ลัลนาจับมือเขาแน่นขึ้นในขณะที่เมฆินทร์หลบไปแอบร้องไห้ในห้องน้ำอย่างเงียบเชียบ
เวลาผันผ่าน เสียงหวีดค่อย ๆ หายไป หมอกยังคงหนาแต่ดูเหมือนจางลงเล็กน้อย ลัลนาตัดสินใจเด็ดขาด วางแผนจะออกสำรวจข้างนอกกับเมฆินทร์ พร้อมกับกล้องถ่ายรูปและไฟฉาย ศรันย์พยายามห้ามพี่แต่ใจยังกลัว พอเห็นพ่อเตรียมตัว เขาจึงหยิบสมุดวาดรูปติดมือไปด้วยเพราะเชื่อว่าภาพจะช่วยเก็บสิ่งลึกลับที่อาจเจอในหมอกได้
ประตูบ้านค่อย ๆ เปิดออก กลิ่นดินชื้นและไอหมอกสีดำพุ่งเข้าจู่โจมทั้งสามคน พวกเขาเดินไปบนถนนเงียบสงัด ซึ่งพื้นที่รอบ ๆ เหมือนหล่นหายไปในม่านควัน จนจุดสีขาวของบ้านหลังต่อไปจาง ๆ อยู่ลิบตา
เมฆินทร์หยุดเดิน เงยหน้าสำรวจรอยเท้าบนถนนโล่ง มีก้าวเท้าเปียกหมอกสายหนึ่งอยู่ตรงข้ามบ้าน “เหมือนใครเดินย้อนกลับไปหาทางขึ้นเขา…แล้วหมอกมันก็ลบหมด” เขาพึมพำ ลัลนาเงี่ยหูฟัง กลืนน้ำลาย ศรันย์เบียดตัวเข้าชิดพ่อ
จู่ ๆ มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เสียงสั่นเครือในกระเป๋าเสื้อของเมฆินทร์ เขาหยิบขึ้นมาดูก็เจอข้อความเดียวกันเป๊ะกับจดหมายนั้น “ฉันรู้ว่ามีบางอย่างอยู่ในหมอก อย่าออกไปถ้าเสียงหวีบยังอยู่”
ทุกคนยืนนิ่ง หัวใจเต้นรัวขึ้นพร้อมกัน ทั้งสามมองหน้ากัน ไม่มีใครกล้ายืนยันว่าตัวเองส่งข้อความ แม้จะรู้กันดีว่าเบอร์นั้นคือของภรรยา/แม่ที่หายไปตั้งแต่เมื่อคืน
ลัลนาหายใจไม่ทั่วท้อง เธอกำกล้องแน่น ตัดสินใจยกขึ้นถ่ายรูปไปยังทิศทางเสียงหวีดดังล่าสุด รูปแรกออกมาติดแต่หมอกดำทึบ… รูปที่สองกลับติดเงาร่างมนุษย์ในหมอกคล้ายมือกำลังชี้เรียกเข้าไปข้างใน
ศรันย์ดูภาพแล้วสะดุ้ง พึมพำ “เราเห็นกันหมดใช่ไหมพี่?” ลัลนาพยักหน้าเงียบ ๆ เมฆินทร์ขมวดคิ้ว เริ่มสงสัยในสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้
พวกเขาตัดสินใจเดินลึกเข้าไปอีก ฝ่าหมอกสีดำและความเงียบผิดปกติ จนถึงถนนสายเล็กหลังวัดเก่า มีชายชายในชุดกันฝนขาด ๆ ยืนหันหลังให้ พอพวกเขาเข้าใกล้ เขาหันมาช้า ๆ เป็นใบหน้าผู้ชายวัยรุ่นตาสีดำสนิท ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก
“อยากรู้เรื่องหมอกสินะ อย่าคิดว่าทุกอย่างที่อยู่ในหมอกจะยอมให้เห็นได้ฟรี ๆ นะ…แลกด้วยใจสิ”
จู่ ๆ เสียงหวีดกลับมาอีกครั้ง ดังขึ้นกว่าทุกครั้งก่อนหน้า ศรันย์ร้องไห้ทันที ลัลนากอดน้อง เมฆินทร์พยายามสกัดสายตาไม่สนใจชายประหลาด แต่ใจเขารู้ดีว่าสิ่งนี้ไม่ใช่มนุษย์ปกติ
ในเสี้ยวนาทีนั้น เมฆินทร์เห็นภาพแฟลชแบ็กของบ้านหลังนี้เมื่อสิบปีก่อน – วันที่แม่ของลัลนาเคยร้องไห้กลางหมอกสีขาว และเขาไม่เคยช่วยเธอเลยสักครั้ง ภาพนั้นวนกลับเข้าหัวชาย
เสียงหวีดหยุดลง คล้ายทุกอย่างหยุดนิ่งไปช่วงหนึ่ง ม่านหมอกเปิดออกเล็กน้อย เผยเส้นทางขึ้นไปยังเนินสูงด้านหลังวัด ทุกคนลังเลแต่จำใจเดินตามเสียงในใจไป พร้อมกับความกลัวแทรกซึมทุกย่างก้าว
ระหว่างทางมีซากที่เขียนข้อความทับซ้อนกันบนผนังว่า “อย่าลืม หัวใจต้องแข็งแกร่ง มิฉะนั้น หมอกจะพรากความทรงจำหมดสิ้น” เมฆินทร์อ่านแล้วหันไปหาลูก ๆ เขาเอื้อมมือจับไหล่ทั้งสองคนแน่นเป็นครั้งแรกที่เขากล้าพอจะยอมรับอดีต
ลัลนาหยุดก้าว เหลือบตาทางพ่อนิ่ง ๆ แล้วเอ่ยเบา ๆ “เรา…กลัวกันทุกคนใช่ไหม” เมฆินทร์พยักหน้า ศรันย์โผเข้าหาพ่อทันที ความสัมพันธ์ที่ห่างเหินเริ่มทลายลงทีละน้อยกลางหมอกมรณะ
เหนือเนินมีบ้านหลังเล็กไม้เก่า ประตูแง้มอยู่ พวกเขาเดินเข้าไปช้า ๆ กลิ่นดินและไอหมอกเข้มข้น เมื่อเด็กทั้งสาม (เมฆินทร์นับเป็นเด็กตัวเองในอดีต) เดินเข้าไป กลางห้องพบรูปถ่ายครอบครัววางไว้ รูปใบสุดท้ายคือภาพแม่ของลัลนายิ้มเศร้า มีเงาหมอกดำปกคลุมที่มุมรูป
เมฆินทร์ทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหล “ฉันไม่เคยปกป้องเธอได้เลย…” ลัลนากอดพ่อ ศรันย์ร้องไห้ด้วย ผู้ชายชุดกันฝนปรากฏอีกครั้ง ยิ้มเศร้า ๆ “ความลับสุดท้ายของหมอกไม่ใช่ปริศนา…แต่คือหัวใจที่ไม่ยอมให้อภัยตัวเองต่างหาก”
ทันใดนั้น เงามืดในหมอกเริ่มขยายตัวปกคลุมห้อง ทั้งสามต่อสู้อารมณ์ตนเอง เมฆินทร์กัดฟันขอโทษ ทั้งต่อตนและแฟนเก่า เสียงธารน้ำไหลเบา ๆ สอดแทรกแทนเสียงหวีด หมอกอ่อนลง
รูปถ่ายแปรเป็นภาพครอบครัวพร้อมหน้าครั้งสุดท้ายก่อนหมอก แม้จะแตกต่าง แต่แววตาทุกคนกลับอ่อนโยนขึ้น หมอกดำค่อย ๆ จางหาย ทิ้งกลิ่นไอหวานปนเศร้า
ทั้งสามออกจากบ้านไม้เก่า กลับลงมาสู่เมืองที่หมอกจาง กอดกันแน่น ใจที่เคยมืดมนเริ่มมองเห็นความหวัง ท่ามกลางแสงอาทิตย์รุ่งเช้า ที่ค่อย ๆ ส่องผ่านม่านหมอก เผยให้เห็นเมืองทั้งเมืองรับชีวิตใหม่อีกครั้ง