คฤหาสน์ท้ายหมู่บ้าน
เสียงลมเหงาๆ พัดผ่านแนวต้นสักที่ปลายหมู่บ้าน เสียงใบไม้แห้งกรอบใต้ฝ่าเท้าของใครบางคนขับกล่อมบรรยากาศให้ยิ่งวังเวง พระอาทิตย์คล้อยต่ำหลังขุนเขา เงาของคฤหาสน์ร้างทอดยาวกลืนกินท้องทุ่งร้างตรงข้ามประตูรั้วเหล็ก เก่าเป็นสนิม หลายคนเชื่อว่าที่นี่ไม่เคยมีใครอาศัยอยู่ได้นานกว่าหนึ่งคืน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กลิ่นฝุ่นกรุ่นและกลิ่นเปรี้ยวฉุนของความชื้นลอยออกมาจากรอยร้าวของกำแพงสูง อิงฟ้า สาวร่างบางอายุยี่สิบต้นๆ สวมเสื้อกันหนาวเก่าผูกแขนไว้กับเป้สะพายหลัง เธอหยุดยืนที่หน้าประตู ก้มมองโทรศัพท์ซึ่งไม่มีสัญญาณ เงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง เธอมองคฤหาสน์นั้นอย่างลังเล ท่ามกลางความทรงจำเลือนรางบางอย่างที่เหมือนเคยหลงลืมไปนานมาก
ข้างๆ กัน ต้น หนุ่มร่างสูงท่าทางมาดมั่นแต่มีอะไรในแววตาลึกๆ เดินมาถึงก่อนจะจ้องมองตัวบ้านด้วยสีหน้าไม่ไว้ใจ “แน่ใจใช่ไหมว่าเราต้องเข้าข้างใน?” เขาเอ่ยเสียงเบา
เสียงหัวเราะแห้งๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง อ้น หนุ่มผมสั้นซึ่งมักทำตัวไม่แคร์อะไร เดินตามมาพร้อมกระเป๋าเป้ “ไหนๆ ก็มาแล้ว ถ้ากลัวก็รอข้างนอกสิ” เขาพูดกลบเกลื่อนความตื่นกลัวในเสียงของตัวเอง
จิ๋ว สาวตัวเล็กหน้าตาดื้อรั้น เดินเข้ามาสมทบกับกลุ่ม “เรามาที่นี่เพื่อหาคำตอบนะ ไม่ใช่แค่พิสูจน์ความกล้า” เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
อิงฟ้าเงียบไปชั่วครู่ เธอหลับตาลง หายใจเข้าลึก “เราต้องรู้ให้ได้ว่าจริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับน้องชายฉัน…ก่อนที่ใครจะลืมเขาไปจริงๆ”
ทั้งสี่มองหน้ากันอย่างลังเล ก่อนที่ต้นจะค่อยๆ เปิดประตูรั้วเหล็กซึ่งส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดก้องกังวาน ประตูบานใหญ่หน้าคฤหาสน์ค่อยๆ เปิดออกเองอย่างเงียบงันเหมือนเชื้อเชิญ ทุกคนก้าวข้ามเข้าไป ทิ้งโลกภายนอกไว้เบื้องหลัง
โถงกลางบ้านเต็มไปด้วยฝุ่นโต๊ะเก่า เฟอร์นิเจอร์ปกคลุมด้วยผ้าขาวซีด อากาศชื้นฉ่ำราวกับมีไอเย็นซึมออกมาจากพื้นไม้เก่า อ้นทำเป็นขี้เล่น เดินไปเปิดไฟ แต่สวิตช์นั้นไม่มีไฟตอบสนอง
“ไฟไม่ติดเลยว่ะ บ้านนี้มันดูเหมือน…ไม่อยากให้ใครยุ่ง” อ้นพึมพำ
จิ๋วเดินไปยืนใกล้หน้าต่างที่บานกระจกถูกทาสีดำทับจนมองไม่เห็นข้างนอก “มันเหมือนว่าบ้านนี้พยายามซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้” เธอกระซิบ เสียงของเธอกลืนหายไปกับลมที่ลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่าง
เสียงประตูแว่วดังแผ่วๆ ราวกับใครบางคนเดินอยู่บนชั้นสอง สี่คนหยุดฟัง เงียบงัน
“สบายใจเถอะ ไม่มีอะไรหรอก เสียงลมมั้ง” ต้นพยายามกลบเกลื่อนความกลัวที่แทรกในน้ำเสียง
อิงฟ้าเดินนำไปที่บันได โคมไฟโบราณเหนือศีรษะสั่นไหวทั้งที่ไม่มีลม เธอหยุดกึก ลมหายใจขาดห้วง “ใครได้กลิ่นน้ำมันเก่าไหม?”
อ้นสูดจมูก “บ้านเก่าๆ แบบนี้ มันก็ต้องเหม็นอยู่แล้ว”
จิ๋วไม่พูดอะไร เธอหยิบสมุดบันทึกเก่าขึ้นมากางเปิดหน้าแรก เป็นรายชื่อคนที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ รายชื่อถูกขีดฆ่าไว้หลายคน
“สมุดนี้เราเจอที่ตลาดนัด มัน…เหมือนเจ้าของคนสุดท้ายไม่ได้ออกไปจากที่นี่” จิ๋วเอ่ยเบาๆ
ต้นสบตากับอิงฟ้า “ตกลงคืนนี้เราจะนอนที่นี่จริงๆ เหรอ?”
อิงฟ้าพยักหน้า “ถ้าเราจะหาหลักฐานเกี่ยวกับน้อง ต้องรอถึงกลางคืน…บางที มันอาจจะโผล่มาให้เราเห็น”
อ้นยิ้มเยาะในความมืด “หรือไม่ก็เราจะได้เจอดี…”
ทุกคนจัดการพื้นที่ในห้องนั่งเล่นเก่า สร้างที่นอนชั่วคราวจากเสื่อและผ้าห่มที่นำมาเอง ความเงียบปกคลุมบรรยากาศ ทุกคนต่างเก็บความรู้สึกหวาดหวั่นไว้ในใจ
ขณะที่เวลาล่วงเข้าสู่ยามดึก ความเงียบขลังเริ่มกลายเป็นอึดอัด ทุกคนต่างนอนนิ่ง พยายามข่มตาหลับ เสียงนาฬิกาโบราณบนฝาผนังเดินช้ากว่าปกติ คล้ายกับเวลาถูกบีบอัดบิดเบี้ยว
อิงฟ้านอนลืมตาเหม่อมองเพดาน เงาดำบนฝ้าเพดานดูเหมือนจะขยับได้ เธอสะดุ้ง หันไปมองต้นที่นอนหลับอยู่ข้างๆ
เสียงฝีเท้าดังแผ่วเบาจากชั้นบน ทุกคนลืมตาขึ้นพร้อมกัน ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ต่างคนต่างฟังเสียงนั้นเคลื่อนตัวอยู่เหนือศีรษะ
จิ๋วขยับเข้าไปใกล้อิงฟ้า กระซิบ “นี่เราได้ยินเหมือนกันใช่ไหม?”
อิงฟ้าพยักหน้า “มันเหมือนมีใครอยู่ข้างบน…”
อ้นทำเสียงหัวเราะแห้งๆ “ไม่แน่นะ อาจมีคนแอบอยู่จริงๆ ก็ได้”
กลุ่มตัดสินใจเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน ทุกก้าวส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดสะท้อนทั่วบ้าน ทางเดินยาวมืดสนิท มีกลิ่นน้ำมันจางๆ ทุกคนหยุดหน้าห้องหนึ่งที่ประตูแง้มอยู่
จิ๋วค่อยๆ ดันประตูออก ในห้องมีเตียงเก่า โต๊ะเขียนหนังสือที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนกระจัดกระจาย เงาของใครคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ปลายเตียง เงานั้นหายวับไปทันทีที่ไฟฉายส่องถึง
ทุกคนชะงัก ใจเต้นแรง อิงฟ้าก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะ เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนว่า “กลับออกไปก่อนจะสาย” ด้วยลายมือสั่นๆ
ต้นใจคอไม่ดี หันไปถามอ้น “นี่…แกแกล้งใช่ไหม?”
อ้นส่ายหน้า “เปล่า…ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น”
ประตูห้องปิดเองกะทันหัน เสียงลมหายใจแผ่วเบาแทรกมาในความเงียบ ทุกคนต่างยืนมองหน้ากันในความมืด กลัวเกินกว่าจะขยับตัว
อิงฟ้าเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู มันร้อนจัดผิดปกติ เธอชักมือกลับทันที
จิ๋วพยายามเปิดหน้าต่างแต่เปิดไม่ออก เธอกระซิบเบาๆ “เหมือนบ้านนี้ไม่อยากให้เราไปไหน…”
เสียงนาฬิกาเร่งเดินเร็วขึ้นจนน่าขนลุก ทุกคนต่างรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับเวลาของบ้านหลังนี้
อ้นหัวเราะกลบเกลื่อน “มันอาจจะเป็นแค่กับดักเก่าๆ ของเจ้าของบ้าน…”
ทันใดนั้นเสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในอากาศ ทุกคนหันขวับไปทางเดียวกัน แต่ไม่มีใครเห็นอะไรนอกจากความมืด
ต้นเอ่ยขึ้น “เราอยู่กันที่นี่ทั้งคืนไม่ได้แน่ มีทางออกไหม?”
อิงฟ้านิ่งไปครู่หนึ่ง เธอหยิบสมุดบันทึกจากจิ๋วขึ้นมา พลิกดูหน้าใน เขียนเป็นรหัสแปลกๆ หลายบรรทัด
“เหมือนจะมีคำใบ้อยู่วิธีออกจากบ้านนี้…” อิงฟ้ากระซิบ
ทันใดนั้น เสียงประตูห้องเปิดออกเอง ทุกคนหันกลับไปเห็นเงาดำวูบวาบอยู่ตรงปลายทางเดิน
ต้นทำท่าจะวิ่งตามไป แต่อ้นคว้าแขนไว้ “อย่า…มันอาจจะเป็นกับดัก”
จิ๋วผงะถอยหลัง มือสั่น “ถ้าเป็นน้องชายอิงฟ้าล่ะ?”
อิงฟ้าตัดสินใจเดินนำออกไปที่ปลายทางเดิน ทุกคนเดินตามอย่างลังเล เสียงฝีเท้าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ทั้งที่มีแค่สี่คน
ที่ปลายทางเดิน พวกเขาเห็นภาพวาดบนผนัง เป็นภาพครอบครัวร่างซีดจางที่ไม่มีใบหน้า ทุกคนยืนอยู่หน้าคฤหาสน์หลังนี้
เสียงกระซิบดังขึ้น “เขามาแล้ว…”
อ้นกลืนน้ำลาย “ใครวะ?”
ทันใดนั้นประตูทั้งหมดบนชั้นสองเปิดพร้อมกัน เสียงประหลาดดังวูบวาบ เงาในห้องแต่ละห้องดูเหมือนจะลอยวนไปรวมกันที่ปลายทางเดิน
อิงฟ้าเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองเคยอยู่ที่นี่มาก่อน ความทรงจำสมัยเด็กผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ เธอเคยหลบซ่อนอยู่หลังม่านในห้องนี้ เคยได้ยินเสียงร้องไห้ในบ้านหลังนี้ เธอเคยหนีออกมาโดยทิ้งใครบางคนไว้ข้างหลัง
“อิงฟ้า…เกิดอะไรขึ้น?” ต้นเอ่ยด้วยเสียงระแวง
เธอสั่นสะท้าน “บ้านนี้…มันเกี่ยวกับครอบครัวฉัน ฉันเคยอยู่ที่นี่มาก่อน…”
จิ๋วเบิกตากว้าง “แต่เธอไม่เคยพูดมาก่อนเลย…”
อิงฟ้าจ้องภาพวาดบนผนัง เงามืดเคลื่อนไปจับกลุ่มตรงข้างหลังเธอ เธอหลับตาแน่น พึมพำ “ถ้าฉันจำได้ ทุกอย่างจะจบลงไหม?”
เสียงกระซิบตอบกลับมา “ไม่มีใครออกไปจากที่นี่ได้…จนกว่าเจ้าของตัวจริงจะกลับมา…”
ทันใดนั้น พื้นไม้ใต้เท้าเริ่มสั่นสะเทือน ทุกคนต่างรีบวิ่ง เดินกลับไปที่บันได แต่บันไดเหมือนยืดยาวไร้ที่สิ้นสุด
อ้นตะโกน “นี่มันบ้าอะไรกัน!”
ต้นพยายามดึงอิงฟ้า “เธอรู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง?”
อิงฟ้านิ่งไป เธอพึมพำกับตัวเอง “ฉันทิ้งน้องไว้ ฉันทิ้งเขาไว้ในห้องนั้น…”
จิ๋วน้ำตาคลอ “เราต้องหาให้เจอ…”
อิงฟ้านำทางทุกคนไปที่ห้องซึ่งเธอจำได้ พื้นที่ในบ้านเหมือนเปลี่ยนไปทุกครั้งที่พวกเขาเดิน เสียงกระซิบของเด็กชายดังแว่วมาในความมืด
“พี่…อย่าทิ้งผม…”
ประตูห้องเด็กถูกดันออก เสียงนาฬิกาหยุดเดินทันทีที่พวกเขาเข้าไปในห้อง ทุกอย่างเงียบสงัดจนหูอื้อ
บนเตียงว่างเปล่า มีตุ๊กตาไหมพรมขาดๆ วางอยู่ อิงฟ้าเดินไปหยิบขึ้นมา ภาพในหัวเธอชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เธอเห็นตัวเองในวัยเด็กกำลังหนีออกจากบ้านในวันที่เกิดเหตุการณ์ประหลาด เสียงร้องไห้ของน้องชายปะปนกับเสียงลมหายใจของเธอในความมืด
ต้นเดินเข้ามาจับไหล่เธอ “เธอไม่ได้ตั้งใจ…”
เสียงกระซิบดังขึ้นอีก “สัญญากันแล้วว่าจะไม่ทิ้งกัน…”
จิ๋วมือสั่นหยิบสมุดบันทึกจดอะไรบางอย่างไว้ “ถ้าเราชดใช้…จะออกไปได้ไหม?”
เสียงบ้านทั้งหลังครางอย่างโหยหวน เงามืดบนผนังแผ่ขยายใหญ่ขึ้นจนกลืนกินแสงไฟฉาย
อิงฟ้าหลับตาแน่น “ขอโทษ…ฉันขอโทษ…”
ทันใดนั้นเงามืดทั้งหมดหดตัวกลับราวกับถูกดูดเข้าไปในภาพวาดบนผนัง ทุกคนล้มลงกับพื้นอย่างหมดแรง เมื่อเงยมองขึ้นอีกที พวกเขากลับมาอยู่ที่โถงกลางบ้าน ข้างนอกมีแสงสว่างของรุ่งเช้า
อิงฟ้ากอดตุ๊กตาไหมพรมไว้แน่น น้ำตาไหลเงียบๆ ต้นค่อยๆ ประคองเธอออกไปที่ประตู จิ๋วกับอ้นตามหลังโดยไม่มีใครพูดอะไร
เมื่อออกมานอกคฤหาสน์ ทุกคนหันกลับไปมองที่หน้าต่างชั้นสอง เงาของเด็กชายคนหนึ่งยังคงยืนมองลงมายังพวกเขา ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปกับแสงแดดยามเช้า
ไม่มีใครเอ่ยคำลา ทุกคนต่างแบกรับความรู้สึกผิดและความจริงใหม่ที่ไม่มีวันลบเลือนไปได้
คฤหาสน์ท้ายหมู่บ้านยังคงเงียบงัน ราวกับรอใครสักคนกลับมาอีกครั้ง…