เสียงกระซิบใต้ห้อง
ไฟถนนส่องลอดหน้าต่างบานเก่าเข้ามาในห้องอย่างอ้อยอิ่ง ความเงียบยามค่ำคืนถูกฉีกด้วยเสียงร้องของแมวที่ลอดมาจากซอยด้านหลัง เข็มนาฬิกาเดินต่อไปอย่างไม่รู้เหนื่อย สี่ชีวิตนั่งนิ่งบนพื้นไม้ที่เย็นเฉียบของห้องรับแขกเก่าซึ่งกลิ่นอับและคราบคร่าวบนผนังทำให้รู้สึกเหมือนมีบางอย่างเฝ้ามองพวกเขาอยู่ตลอดเวลา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ใครมันจะนอนลงได้วะ ในห้องแบบนี้?” กีตาร์เอ่ยขึ้นด้วยเสียงห้วน ใบหน้าขาวซีดของเขาสะท้อนกับไฟสลัว ๆ มือกำเสื้อนักศึกษาแน่นจนเหงื่อออก
“อย่าพูดมากเลยกี เดี๋ยวมันก็เช้า” มิ้นตอบเบา ๆ พยายามกลบเสียงสั่นในลำคอ เธอเบือนหน้าหลบตาเพื่อนเพื่อซ่อนความไม่มั่นใจของตัวเอง
“แกกลัวอะไรนักหนา ห้องนี้ก็แค่เก่าเองปะ ไม่มีอะไรมั้ง” พุฒิหัวเราะกลบเกลื่อนขณะเดินไปเปิดหน้าต่าง รับลมกลางดึกที่เหมือนอึดอัดกว่าเดิม
“มันไม่ใช่ว่าไม่มีอะไร แต่มันเหมือนมี ‘บางอย่าง’ อยู่ข้างล่างตลอดเวลา…” ต้นพูดเบา ๆ ดวงตาแดงก่ำจากการนอนไม่หลับ เหลือบมองไปทางบันไดไม้แคบ ๆ ที่นำลงสู่ชั้นใต้ดินซึ่งไม่มีใครกล้าแตะต้อง
เสียงกระซิบแรกดังขึ้นในคืนที่สอง — เบาเสียจนใครได้ยินก็ยากจะยืนยันว่าเป็นเสียงจริง “…ช่วยด้วย…” เสียงนั้นแว่วขึ้นจากใต้พื้นไม้ กีตาร์สะดุ้งเฮือก มิ้นยืนนิ่งเหงื่อซึมเต็มฝ่ามือ
คืนนั้นไม่มีใครพูดถึงเสียงนั้น พวกเขาแค่หลบหน้ากันเอง พูดแต่เรื่องเรียน เรื่องงานกลุ่ม ทว่าแววตาทุกคู่กลับเต็มไปด้วยความระแวง
รุ่งเช้าวันใหม่ กลิ่นอับจากห้องใต้ดินแรงขึ้น พุฒิยืนพิงประตูไม้เก่า ๆ ใช้นิ้วเกาไปตามรอยขูดขีดแล้วหันมาทำหน้าขรึม “เมื่อคืนใครได้ยินบ้าง?”
“อย่าเล่นแบบนี้ดิพุฒิ” มิ้นถอนหายใจ แต่เสียงสั่น ๆ ก็ทรยศความกลัวของเธอ
“เราก็ฝังใจแค่เรื่องเล่าเปล่าวะ ต้น แกบอกว่าห้องนี้เคยมีคนตายจริง ๆ หรือแค่ขู่?” กีตาร์แอบเหลือบตาไปทางต้น
ต้นหลบตา สะกดกลั้นความลับในใจ “เคยมีคนหายไปที่นี่…เมื่อสามสิบปีก่อน ญาติเราก็หายที่นี่” เสียงแผ่วเหมือนกลัวว่าจะมีใครได้ยินมากเกินไป
คืนนั้นสายฝนโปรยปรายลงบนหลังคาสังกะสีจนเกิดเสียงดังเปาะแปะ เสียงกระซิบกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ฟังชัดเจนขึ้น “…หนาว…อยู่ไหน…” มิ้นนอนตัวแข็ง หลับตาแน่น เหงื่อเย็นไหลซึมไปตามไรผม
มือของใครบางคนแตะข้อมือเธอเบา ๆ มิ้นสะดุ้งหันไปเจอกีตาร์นั่งนิ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลแต่ไม่กล้าพูดอะไร
“แก…ได้ยินใช่ไหม” กีตาร์กระซิบใกล้หู
“อย่าพูด…” เสียงมิ้นสั่น มือเย็นเฉียบจับแขนเพื่อนไว้แน่น
“เมื่อไหร่จะเช้า…” ต้นพูดกับตัวเอง ท่ามกลางเสียงฝนยังมีเสียงอีกชุดหนึ่งดังคลอเคลียใต้พื้น “…อย่าทิ้ง…ฉัน…”
หลังจากวันนั้น ทุกคนเริ่มมีร่องรอยความเครียด บางครั้งพุฒิเหม่อลอยพูดกับตัวเอง บางทีต้นหยิบรูปถ่ายเก่า ๆ ขึ้นมาส่องใต้ไฟสลัว มิ้นเอาแต่ขีดเขียนลายมือบนสมุดด้วยถ้อยคำที่ไม่มีใครเข้าใจ กีตาร์เดินวนไปวนมาเหมือนจะหนีอะไรบางอย่าง
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นทุกคืน คำพูดเปลี่ยนแปลงไปเป็น “…ขอโทษ…อย่าทำแบบนั้น…” จนทุกคนเริ่มสงสัยว่าใครในกลุ่มคือคนที่กำลังถูกเรียก
“เราต้องลงไปข้างล่าง” ต้นกล่าวหลังทนต่อความกดดันไม่ไหว
“แกเป็นบ้าเหรอ!?” กีตาร์ร้องออกมา เสียงดังจนทุกคนสะดุ้ง
“เราอยู่แบบนี้ไม่ได้หรอก แกเองก็รู้” ต้นพูดช้า ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกลัวแต่แฝงด้วยแรงผลักดันบางอย่าง
“แล้วถ้ามันไม่ใช่ผี ถ้ามีใครหลอกอยู่ล่ะ” พุฒิตั้งคำถามพลางมองมิ้นนิ่ง ๆ
“อย่ามองเราแบบนั้น พุฒิ เรา…ไม่ได้ทำอะไร” มิ้นตอบด้วยเสียงแผ่ว ๆ เหลือบมองไปทางประตูใต้ดินที่มีเงาดำไหลผ่านแว็บหนึ่ง
พวกเขาตัดสินใจลงไปชั้นใต้ดินในคืนที่เสียงดังที่สุด บันไดไม้กรอบแกรบเหมือนจะพัง ต้นถือไฟฉายมือสั่นไปข้างหน้า กีตาร์กับพุฒิเดินตามหลัง มิ้นปิดท้าย เหงื่อเย็นไหลอาบทั้งกลุ่ม
ด้านล่างเต็มไปด้วยกลิ่นชื้นเฉอะแฉะและร่องรอยบางอย่างเหมือนรอยขูดกวาดบนพื้นไม้ เสียงกระซิบเงียบลง กลายเป็นความเงียบที่หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก
“มีอะไรอยู่ตรงนั้น…” กีตาร์เพ่งสายตาไปยังมุมมืดสุดของห้องใต้ดิน
“อย่าเข้าไป…” มิ้นเอื้อมมือรั้งพร่ำเพ้อเหมือนจะร้องไห้ แต่ทุกคนก็ยังเดินต่อไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
ไฟฉายส่องไปที่ผนัง พบข้อความขีดเขียนด้วยลายมือเด็ก “…อยู่ตรงนี้…”
“ใคร…” เสียงต้นสั่น มือกำไฟฉายแน่นขึ้น
“แกจำอะไรได้บ้าง ต้น?” พุฒิถาม น้ำเสียงจริงจังผิดปกติ
ต้นนิ่งไปนาน ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “เราเคยมาเล่นที่นี่กับญาติเรา…ตอนเด็ก ๆ คือ…มีคนหายไป…แต่เราไม่เคยจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
กีตาร์ขยับตัวเหมือนจะพูด แต่เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงพึมพำของเด็กหลายคน “…อยู่ด้วยกัน…อย่าทิ้ง…”
เงาดำค่อย ๆ ปรากฏกลางห้องใต้ดิน รูปร่างไม่ชัดเจนเหมือนควันหนาทึบ พวกเขาถอยหลังอัตโนมัติด้วยความหวาดกลัว
มิ้นร้องไห้สะอึกสะอื้น “อย่ามายุ่งกับฉัน…ได้โปรด…” เงานั้นขยับใกล้เข้ามาอย่างช้า ๆ
“มันต้องการอะไร…” พุฒิกระซิบขณะถอยหลังชนกำแพง
เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องแว่ว ๆ “…คืนฉันมา…คืนฉันมา…”
ต้นเริ่มระลึกถึงภาพในอดีตที่พร่าเลือน เด็กหญิงคนหนึ่งร้องไห้ขอให้ช่วยแต่เขากลับวิ่งหนี ทิ้งเธอไว้ในห้องใต้ดิน
“มันเกี่ยวกับแกใช่ไหม ต้น” กีตาร์หันมามอง ต้นน้ำตาคลอเบ้า “ใช่…เรา…เราทิ้งเขาไว้ที่นี่”
เงาดำกลืนกินอากาศรอบตัวจนห้องใต้ดินมืดสนิท ทั้งหมดได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ก้องอยู่ในหู “…อย่าทิ้งฉันไว้ตรงนี้อีก…”
มิ้นเริ่มพูดภาษาประหลาด เสียงแหบพร่า พุฒิขยับเข้าไปจับแขนเธอแต่ถูกผลักล้มลงกับพื้น
กีตาร์ยืนอึ้ง น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว เสียงกระซิบยังคงก้อง “…อยู่กับเราตลอดไป…”
ต้นทรุดตัวลงกับพื้น ปากพร่ำขอโทษ น้ำตาไหลพราก เงาดำเคลื่อนวนรอบตัวเขาราวกับรอการชำระล้างบางอย่าง
ทันใดนั้น เงาดำค่อย ๆ คลายตัว กลายเป็นรูปร่างของเด็กหญิงผิวซีด เธอยืนร้องไห้ มือชี้มาทางต้น “ทำไมถึงทิ้งเรา…”
“เราขอโทษ…เราแค่กลัว…เราเด็กเกินไป” ต้นร้องไห้คร่ำครวญ เงาของเด็กหญิงจ้องเขาอย่างเจ็บปวด ก่อนจะสลายกลายเป็นหมอกเย็นเฉียบ พัดผ่านร่างทุกคน
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทุกอย่างดูเหมือนจบลง แต่ในใจแต่ละคนกลับเต็มไปด้วยบาดแผลใหม่ที่ไม่มีวันลบเลือน
เช้าวันใหม่ ไม่มีเสียงกระซิบอีก เสียงนกบนสายไฟแทนที่เสียงร้องไห้ในห้องใต้ดิน แต่ต้นไม่อาจหลีกหนีความผิดได้ มิ้นเดินออกจากหอพักอย่างไร้จุดหมาย พุฒิเหม่อมองบันไดเก่า กีตาร์ยืนเงียบหน้าประตู ราวกับรอฟังเสียงกระซิบที่อาจจะกลับมาอีกครั้ง
ทุกคนต่างรู้ว่า—ความผิดที่ถูกปกปิด ไม่เคยจางหาย มันแค่รอวันที่จะเรียกหาใคร …ให้กลับไปอยู่ด้วยกันอีกครั้ง