เธอและฤดูฝน
เสียงฟ้าร้องหนักกระแทกกระจกหน้าต่างร้านกาแฟเล็ก ๆ กลางเมือง เปรม เกาคอและจ้องออกไปด้านนอก น้ำฝนไหลเป็นสายยาวข้างถนน เขาเอื้อมมือไปรับแก้วกาแฟเย็น ก่อนจะชำเลืองมองน่านที่ยังจดจ่อกับสมุดสเก็ตช์ ศีรษะซบแขนอยู่บนโต๊ะเหมือนกับว่าโลกทั้งใบมีแค่เสียงดินสอกับฝนที่ตกอยู่ข้างนอกนั้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เมื่อเช้าพ่อดูรายงานอากาศ บอกฝนจะตกทั้งวัน” เปรมพูดขึ้นเบา ๆ พอให้เพื่อนข้าง ๆ ได้ยิน สายตาไม่ละจากน่าน
น่านยิ้ม ก่อนละสายตาจากกระดาษมาเจอหน้าเขา “นายไม่ชินเหรอ อยู่ที่นี่ฝนมันตกทั้งปีอยู่แล้ว”
เปรมหัวเราะห้วน ๆ “ก็ใช่ แต่มัน…เหมือนเดิมทุกปีตั้งแต่จำความได้” เขาหยุด เงียบไปนิด ก่อนถอนใจเบา ๆ
น่านหัวเราะ “ถ้ามันน่าเบื่อก็ไปเรียนใหญ่ในเมืองเหมือนคนอื่นสิ”
เปรมส่ายหน้า เลี่ยงสายตา “ไม่รู้สิ ฉัน…ชอบอยู่ที่นี่”
เสียงถนนเฉอะแฉะดังสวนเข้ามาในความเงียบ เปรมยกแก้วกาแฟ กัดหลอดเหมือนไม่อยากพูดเรื่องเรียนต่อออกนอกจังหวัดอีก น่านพลิกหน้ากระดาษ ปากนิ่งแต่สายตาแฝงรอยลังเล
“เปรม นายเคย…อยากไปจากที่นี่จริง ๆ มั้ย”
เปรมยักไหล่ “บางทีก็คิด แต่ก็แค่คิด”
น่านนิ่งไปอึดใจ “อืม” เสียงพูดเบาราวกลัวถูกจับได้ถึงอะไรบางอย่างในใจตัวเอง
เวลาผ่านไป เพลงร็อกเบา ๆ คลอในร้าน น่านลุกไปที่เคาน์เตอร์ ขณะที่ฝนข้างนอกเริ่มซา
ช่วงเย็น น่านปั่นจักรยานกลับบ้านพร้อมเปรม รูปทรงบ้านไม้หลังเก่าเรียงต่อกันบนเนิน เปรมหันไปมองเพื่อนจับแฮนด์แน่น ซึม ๆ มองลงพื้น เหมือนมีอะไรในใจ น่านหยุดรถหน้ารั้วบ้าน เงียบอึดใจ ก่อนจะพูดว่า “คืนนี้ อยู่ดูดาวด้วยกันมั้ย”
เปรมอมยิ้ม “เออดี…แต่คืนนี้ดวงดาวคงหลบอยู่หลังเมฆหมด”
น่านหัวเราะเสียงแห้ง “ก็น่านแหละอยากอยู่กับนาย ไม่อยากไปไหนไกล ๆ” รอยยิ้มบาง ๆ ออกมาแต่ไม่ทันจะพูดต่อก็รีบผลักจูงจักรยานเข้ารั้ว ทิ้งเปรมยืนอึ้งอยู่หน้าบ้าน
ค่ำคืนที่ฝนเบาบาง เปรมและน่านนั่งข้างกันบนเฉลียง มีขนมอบจานเล็กกับแก้วน้ำชา น่านพูดออกมาว่า “นายกลัวมั้ย…ถ้าวันนึงฉัน…ไปเรียนในเมืองจริง ๆ” เสียงชะงักและสั่นน้อย ๆ
เปรมลูบขอบแก้ว เงียบไป ก่อนจะตอบเบา ๆ “จะว่าไม่กลัวก็คงโกหก”
ทั้งคู่เงียบงัน เสียงฝนโปรยปรายอยู่นานเหมือนใช้ความเงียบเป็นคำตอบ ปลายนิ้วเปรมแตะข้อมือน่านเบา ๆ แล้วผละออกอย่างทันที
วันถัดมา บรรยากาศตรึงเครียด เปรมดูยุ่งเหยิงกับงานบ้าน น่านหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดออกสายหา ‘ริน’ อดีตคนรักเก่าที่วันหนึ่งก็ทิ้งความรู้สึกค้างคาไว้ตั้งแต่สมัยมัธยม
“ฮัลโหล รินเหรอ…” เสียงสั่น ๆ ปลายสายสั้น ๆ “อืม ยังอยู่ที่นี่เหรอ”
น่านเงียบไป เมื่อรินถามกลับมาว่า “คิดถึงฉันเหรอ” เขาอ้ำอึ้ง “เปล่า…ก็ถามดูเท่านั้น”
เปรมเดินผ่านหน้าบ้าน เห็นน่านคุยโทรศัพท์ เงียบนิ่งอยู่นาน ก่อนจะเดินเลี่ยงเข้าไปอีกทาง
เย็นวันนั้น น่านไปพบรินที่ร้านน้ำชาหน้าสถานีรถไฟ รินดูเปลี่ยนไปจากเดิม มีความเด็ดขาดและมีรอยยิ้มที่แปลกตา ทั้งคู่คุยเรื่องอดีต อึดอัด เคลือบแฝงสารพัดสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ
“สบายดีเหรอ” รินถาม น่านพยักหน้ารับ
“เปรมเป็นยังไงบ้าง” รินแกล้งถามเหมือนไม่ได้สนใจคำตอบ
น่านนิ่ง ก่อนจะยิ้มจาง ๆ “เหมือนเดิมทุกอย่าง…นายก็รู้”
รินมองตานิ่ง ๆ “ถ้ามีคนอยากไปจากที่นี่ แต่ก็ไม่กล้า นายจะบอกให้เขาอยู่หรือลองไปดี”
“ไม่รู้…บางทีก็กลัว…กลัวอะไรหลายอย่าง”
รินวางมือปิดโทรศัพท์ “อย่ากลัวจนพลาดบางอย่างไปอีกนะน่าน”
คืนนั้น น่านนอนมองเพดานอยู่ในห้อง มือกำโทรศัพท์แน่น ส่ายหัวกับตัวเองหลายรอบเมื่อจะพิมพ์ข้อความถึงเปรมแต่ก็ลบออก…
เปรมเองก็กลับบ้านมานั่งเหม่ออยู่หน้าต่าง ฟังเสียงฝนตกและคิดทบทวนในใจ…ว่าทำไมถึงรู้สึกกลัวการเปลี่ยนแปลงขนาดนี้
เวลาผ่านไปรวดเร็ว สองวันต่อมา เปรมกับน่านไปนั่งริมแม่น้ำกลางเมือง ฝนเบาบางลง เห็นรุ้งจาง ๆ เกิดขึ้นเหนือเนินเขา
เปรมจ้องรุ้ง “อยากไปเรียนต่อที่ไหนก็ไปสิ อย่าอยู่เพราะฉันเลยน่าน”
น่านเบิกตาเล็กน้อย หัวเราะขื่น “ใครจะไปเพราะนายเล่า…” เขาฉุกคิด “หรือเพราะนายไม่อยากให้ฉันอยู่แล้วจริง ๆ”
เปรมชะงัก “ไม่…ไม่ใช่แบบนั้น” เขาเบือนหน้าหนี “ฉันแค่ไม่อยากให้นายทิ้งฝันตัวเองไปเพราะฉัน”
น่านเม้มริมฝีปาก “ฝันมันเปลี่ยนได้นะเปรม บางทีมันก็แค่…อยากอยู่ใกล้คนสำคัญมากกว่าอะไรก็ได้”
เสียงฝนกลับมาตกหนักอีกครั้ง สองคนหลบใต้หลังคาริมทางเท้า เปรมเงียบกริบ น่านกัดปากเหมือนลังเลว่าจะพูดต่อดีไหม
“นายจำได้มั้ย…วันที่เรานอนดูดาวด้วยกัน แล้วนายบอกว่า ถ้าฝันไม่สมหวัง อย่างน้อยยังมีฉัน”
เปรมพยักหน้าช้า ๆ สายตามองที่เท้าตัวเอง
น่านสูดลมหายใจ “ตอนนี้…ฉันก็คิดแบบนั้นกับนาย”
เปรมหายใจติดขัด จ้องตาน่าน น้ำฝนกระเซ็นบนแก้มทั้งคู่ เงียบอยู่นาน
เย็นวันนั้น รินโทรมาหาน่าน หายใจแรง ๆ ทางสาย “ฟังนะน่าน ฉันจะกลับกรุงเทพฯ พรุ่งนี้ ฉันแค่…อยากให้เธอกล้ากับความรู้สึกตัวเองซะที อย่ายึดติดอดีตแบบฉัน”
น่านเงียบไปนาน “ขอบคุณนะริน”
คืนนั้น เปรมเขียนข้อความในมือถือพิมพ์แล้วลบอีกหลายครั้ง สุดท้ายก็ไม่ได้ส่งอะไรไปให้น่าน
วันต่อมา น่านตัดสินใจไปหาคุณแม่ในตลาดเก่า มือกำเอกสารสมัครเรียนต่อในเมืองแน่น แม่ถามเบา ๆ “แน่ใจจะไปแล้วเหรอลูก ถ้าใช่ก็ต้องเลือกเอง”
น่านนิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนตอบ “หนูยังไม่แน่ใจค่ะแม่ หนูกลัว…กลัวจะเสียอะไรบางอย่างไป”
แม่ยิ้มอ่อนโยน “ถ้ากลัว…นั่นแปลว่ามันสำคัญมากกับลูกจริง ๆ จงฟังหัวใจตัวเองนะ”
เสียงฝนซาสั้น ๆ ขณะทั้งคู่เดินกลับบ้าน น่านแวะหน้าบ้านเปรม สายฝนเบาบางโปรยลงมาอีกครั้ง
“เปรม อยู่บ้านปะ” เสียงเรียกหน้าบ้าน…เงียบไปจนฝนเกือบหยุด เปรมเปิดประตูออกมา สายตางุนงงปนตกใจเล็ก ๆ
น่านยืนตากฝน เบือนหน้า “ขอโทษที่มารบกวน…”
“นายเป็นบ้ารึเปล่า มายืนตากฝนแบบนี้” เปรมรีบลากน่านเข้ามาในบ้าน
เปรมเดินไปหยิบผ้าขนหนูโยนให้น่าน “ถ้ามีไข้ขึ้น ฉันจะไม่พาไปหาหมอนะ”
น่านหัวเราะเบา ๆ “อยู่กับนาย…จะป่วยก็ช่างมันแล้ว”
สองคนนั่งข้างกัน เงียบ…ลมหายใจได้ยินชัด
“เปรม” น่านพูดขึ้น “ฉัน…กลัวจะเสียคนสำคัญไป ถ้า…ไปจากที่นี่”
เปรมสบตาน่านนิ่งนาน “ฉันก็กลัวเหมือนกัน แต่…ถ้านายไป นายก็จะมีประสบการณ์ใหม่ ได้ตามฝัน”
เสียงฝนเริ่มตกหนักขึ้นอีกครั้ง กลบเสียงรถบนถนน น่านกัดริมฝีปาก “แต่ถ้าไปแล้ว นายจะรอฉันมั้ย…”
เปรมยิ้มบาง ๆ “ถึงจะโง่ก็ยอมรอ”
สายตามีรอยน้ำตาเอ่อ สองคนนิ่งงัน ปลายนิ้วแตะกันเบา ๆ เหมือนข้ามกำแพงที่กั้นในใจมานาน
วันรุ่งขึ้น น่านตัดสินใจส่งใบสมัครเรียนต่อในเมือง เปรมเปลี่ยนงานใหม่ในร้านหนังสือเล็ก ๆ ต่างคนต่างมีเส้นทางใหม่ แม้ใจจะอยากอยู่ใกล้กัน แต่น่านเลือกเผชิญหน้ากับฝันตัวเองจริง ๆ
ฤดูฝนผันผ่าน เป็นเวลากว่าครึ่งปีที่ต่างฝ่ายห่างกัน อยู่ในโลกใหม่ มีข้อความทักไปมา ไม่สม่ำเสมอ ทุกทีที่ฝนตกเปรมจะนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง หยิบหนังสือขึ้นมาเปิด แต่สายตากลับเหม่อลอยคิดถึงเพื่อนสนิท…น่านเองก็นั่งในห้องพักในเมืองใหญ่ มองสายฝนจากระเบียง คิดถึงคืนเฉลียงไม้กลางฤดูฝน
เย็นฤดูฝนปีถัดมาทั้งสองกลับมาเจอหน้ากันอีกครั้งที่ร้านกาแฟเดิม แค่สบตาก็รู้ว่าการรอคอย ทั้งฝนทั้งระยะทาง ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยน ทั้งความกลัว ความฝัน และคนที่สำคัญที่สุด
“ฉันยังรออยู่” เปรมพูดเบา ๆ ระหว่างฝนตกพรำ
“ฉันก็คิดถึงนายตลอด” น่านพยักหน้าช้า ๆ รอยยิ้มที่ผุดขึ้นในสายตาทั้งคู่ยืนยันว่าความรู้สึกทั้งหมดเป็นของจริง แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ
เสียงฝนยังคงตกต่อไป แต่ใจของทั้งสองกลับชัดเจนกว่าครั้งไหน ๆ