รักซ่อนจังหวะ
แรงกระทบของไม้กลองกับสแนร์ปลุกนักศึกษาที่อยู่ในห้องดนตรีซ้อมของมหาวิทยาลัย ก้องเงยหน้าจากกลองชุด ลมหายใจขาดห้วง ราวกับหัวใจเขาเต้นผิดจังหวะไปกับเสียงซ้อมจังหวะที่ออกมาไม่ตรงตามต้องการ เขาหลับตา ปล่อยไม้กลองไว้บนกลองอย่างหมดแรง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เหนื่อยแล้วเหรอ?” เสียงยูนาลอยมาแผ่วเบา เจ้าของแววตาขี้เล่นกำลังนั่งขีดเขียนอยู่มุมห้อง เธอกำลังวาดโปสเตอร์สำหรับงานประกวดดนตรีสัปดาห์หน้า
ก้องกลอกตาแล้วหัวเราะเบา ๆ “ก็… ถ้าวันไหนซ้อมแล้วไม่มีคนล้อจะดีแบบไหนนะ”
ยูนาเงียบไปครู่ ก่อนยิ้มจาง ๆ “แต่ถ้านายไม่ซ้อมวันนี้ ก็ไม่มีวันได้ขึ้นเวทีจริงนะก้อง”
เขาสัมผัสได้ถึงความห่วงใยผ่านน้ำเสียง รู้สึกขอบคุณแต่ก็มีปฏิกิริยาแปลกใจแบบทุกครั้ง ยูนาตั้งใจทำให้ทุกอย่างดูธรรมดา ทั้งที่เธอใส่ใจทั้งต่อเขาและผลงานของใครต่อใครไม่แพ้กัน
“เออ แต่ก็ไม่รู้ซ้อมไปเพื่ออะไร บางที… มันอาจไม่เหมาะกับเรา” ก้องพึมพำเหมือนพูดกับตนเองมากกว่าจะให้ยูนาได้ยิน
ยูนาเงยหน้ามองเขา “นายพูดเหมือนจะยอมแพ้ทุกทีเวลาคนอื่นคาดหวังในตัวนาย”
เขาชะงัก ริมฝีปากขยับเล็กน้อยแต่ไม่ตอบ
ความเงียบนั้นคงอยู่ไม่กี่วินาทีก่อนที่เสียงมือถือของยูนาจะขัดจังหวะ เธอมองหน้าจอ สายตาไหววูบไปเล็กน้อยแต่ปาดเอาไว้ หน้าจอแสดงชื่อ “พ่อ” เธอปิดเสียงแล้วซ่อนไว้ใต้กระดาษวาดรูป
“ไม่รับเหรอยู?” ก้องถามโดยไม่สบตา
ยูนายิ้มแข็ง ๆ “วันนี้ขอเวลาวาดรูปหน่อยละกัน”
เพลงในห้องถูกจับหยุดลง ทั้งสองคนหลบเร้นในจังหวะเงียบแต่ต่างรับรู้ถึงความสั่นไหวเล็ก ๆ ในใจตนเอง
วันต่อมา แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างโรงอาหาร ก้องนั่งกินข้าวเงียบ ๆ ยูนามาตามมาตรฐานเสมอ เธอวางถาดข้าวลงข้าง ๆ แล้วถอนใจเบา ๆ
“เมื่อเช้าแม่บ่นอีกใช่ไหม?” ก้องถาม
ยูนาสะดุ้งไปวูบหนึ่ง พลางรีบยิ้มกลบเกลื่อน “ป่าว ไม่ได้ซีเรียสหรอก”
แต่แววตาของยูนาหลบซ่อนความกังวลไว้ชัด ก้องเลือกที่จะไม่ซักไซ้ เงียบงันปกคลุมโต๊ะอาหารจนสิ้นเสียงคนรอบข้าง
“ถ้าใกล้งานประกวดแล้ว ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะกล้าขึ้นเวที” ก้องเอ่ยเบา ๆ
ยูนาใช้ปลายช้อนแตะข้าวช้า ๆ “คิดให้ดีนะก้อง ว่าทุกอย่างที่นายทำ… เพราะนายอยากทำเอง หรือเพราะกลัวจะทำให้ใครผิดหวัง”
เขาไม่ตอบ
เวลาในห้องซ้อมเดินไปอย่างช้า ๆ ก้องนั่งจ้องโน้ตกลองตรงหน้า ยุนาเดินมาแตะหัวไหล่ “มีอะไรจะให้ดู”
เธอหยิบกระดาษดีไซน์โปสเตอร์ใหม่ให้เขาดู เป็นภาพกลองชุดกับไฟเวที
“ยูนาวาดสวยเหมือนเดิม”
“ฉันตั้งใจให้นายดูแข็งแรงขึ้นบนโพสเตอร์ แต่อย่าแข็งแรงแค่ในรูปสิ ก้อง”
ผ่านคำพูดอย่างมีนัยและสายตาจริงจังของยูนา ก้องไม่รู้จะแก้ต่างอย่างไรได้มากกว่าเพียงยิ้มจาง ๆ
ช่วงบ่าย อาจารย์กำลังประชุมคณะกรรมการงานประกวด พูดแผ่ว ๆ ถึงความคาดหวังในตัวก้อง ยูนายืนฟังอยู่ข้าง ๆ ระหว่างที่คนรอบข้างสะท้อนเสียงวิจารณ์ เธอกำมือแน่นแอบลุ้นแทนเขา ก้องเหมือนจะเข้มแข็ง แต่ในเงามุมหนึ่งดวงตาสั่นไหวนั้นกลับบอกความหวาดกลัวที่สุดที่ไม่เคยใครรู้
หลังเลิกประชุม ยูนาชวนก้องเดินเล่นรอบสนามฟุตบอล เด็กนักศึกษาหัวเราะล้อเล่นกันข้างสนาม กลิ่นหญ้าชื้น ๆ ผสมเสียงลม ก้องหยิบเครื่องดนตรีเล่นเพลงอย่างเงียบ ๆ ข้างยูนา
ยูนาถามเสียงแผ่ว “กลัวความล้มเหลวเหรอ?”
“มันยิ่งกว่ากลัวนะ… ฉันกลัวว่าถ้าทำไม่ได้ ฉันจะไม่มีอะไรเหลือเลย” ก้องเสียงค่อยเหมือนกลืนคำพูดไปกับลม
ยูนาก้มหน้าคิด “ฉันก็กลัว ฉันกลัวผิดหวัง กลัวโดนพ่อแม่บังคับไปในทางที่ไม่ได้อยากเดินเหมือนกัน”
ทั้งคู่เงียบไป ปล่อยให้เสียงลมกับจังหวะใจของตนเองวนเวียน
วันหยุดสุดสัปดาห์ ก้องและยูนามาซ้อมที่บ้านยูนา ห้องเล็ก ๆ อัดแน่นด้วยรูปวาด สีเทียน และโน๊ตดนตรี พ่อแม่ของยูนานั่งเคร่งอยู่ห้องนั่งเล่น ก้องรู้ได้ทันทีว่าอากาศเย็นผิดปกติ
ขณะทั้งคู่นั่งซ้อม ยูนาเงียบผิดสังเกต มือสั่นน้อย ๆ ก่อนที่เธอจะเอ่ยเบา ๆ “ถ้ามีโอกาสได้ไปเรียนต่อเมืองนอก แต่ต้องทิ้งทุกอย่างที่นี่ นายจะกล้าทำไหม?”
“ไม่รู้สิ… คงกลัวเหมือนกัน ฉันไม่กล้าทำอะไรโดยไม่มีนาย” ก้องพูดพลางสบตาสั้น ๆ ก่อนหลบสายตาทันที
ยูนาอมยิ้มเศร้า ๆ ไม่พูดอะไรต่อ การซ้อมผ่านไปอย่างเงียบ ๆ เหมือนแต่ละจังหวะที่ไม่สมบูรณ์แบบ
หลังซ้อม พ่อยูนามาคุยด้วยเสียงนิ่ง “พ่อกับแม่อยากให้ยูนาสมัครทุนไปต่างประเทศ ยูนาเก่งศิลปะ ถ้าฝืนทำดนตรีหรืออะไรที่ไม่ใช่สายตัวเองจะเสียโอกาส”
ยูนานั่งก้มหน้าไม่กล้าสบตาก้อง พยายามให้เขาออกจากบ้านเร็วที่สุด วันนั้นทั้งคู่แทบไม่ได้คุยกัน ก้องกลับบ้านพร้อมใจที่หนักอึ้ง
หลายวันผ่านไป ก้องกับยูนาแทบไม่ได้คุยกันเหมือนเดิม ระยะห่างเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขยายตัวช้า ๆ แม้แต่ในห้องซ้อมยูนาก็นั่งเงียบ เขาเองก็เอาแต่ก้มหน้า ไม้กลองในมือหนักเหมือนก้อนหิน
ระหว่างนั้น ก้องเริ่มฟังคำแนะนำของเพื่อนในวงเรื่องปรับเพลงใหม่และเพิ่มท่อนโซโล่ เขาใส่ใจมากขึ้น ใช้เวลากับวงซ้อมจริงจัง ปล่อยให้อารมณ์ไหลผ่านเสียงกลอง
ทุกที่ที่ยูนาไป ไม่มีรอยยิ้มขี้เล่นสักนิด เธอเริ่มหลีกเลี่ยงพบก้อง ปลีกตัวออกจากการซ้อมและกิจกรรมด้วยข้ออ้างต่าง ๆ เหลือเพียงข้อความสั้น ๆ เตือนเขาว่าให้ซ้อมหรือแค่ทักทาย
วันหนึ่งระหว่างฝนตกกระหน่ำ ยูนาเดินหลบฝนเข้าใต้ชายคาตึกเก่า เธอเปิดโทรศัพท์อ่านข้อความเก่าของก้องที่ถามว่า “สบายดีไหม ช่วงนี้เงียบ ๆ ไป” เธอลูบหน้าจอเบา ๆ แบบคนลังเลจะพิมพ์ตอบแต่ลบข้อความซ้ำ ๆ
ขณะเดียวกัน ก้องซ้อมจนมือเลือดซิบ เขาวางไม้กลองลงอย่างเหน็ดเหนื่อยแล้วจ้องหมายเลขยูนาในโทรศัพท์มือถือตัวเอง เขายังคงไม่มีความกล้าพอจะกดโทรหา นั่งนิ่งอยู่นานจนเทพื้นเย็นเฉียบ
ค่ำคืนนั้น สายลมผ่านหน้าต่าง เสียงฟ้าร้องห่าง ๆ ก้องเริ่มคิดถึงยูนาอย่างเจ็บปวด รู้ว่าขาดเธอจากชีวิตแม้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก็เหมือนขาดแรงใจไปกว่าครึ่ง
รุ่งเช้า ยูนาแวะมามหาวิทยาลัยอย่างไม่ตั้งใจ เธอเห็นก้องยืนคุยกับเพื่อนในวงอย่างเป็นกันเอง รอยยิ้มละมุนแวบวาบบนใบหน้าเขา ยูนาใจเต้นแปลก ๆ เธอฉุกคิดว่าอีกไม่นานอาจไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว
ยูนากลับบ้านไปนั่งวาดรูปเงียบ ๆ สลับกับอ่านข้อความในมือถือจนดึก คำถามของพ่อวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา “ลูกอยากไปต่างประเทศจริงไหม”
งานประกวดดนตรีมาถึง ห้องประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยเนืองแน่นด้วยเพื่อนร่วมชั้นและคณะกรรมการ ก้องวุ่นวายอยู่กับวงดนตรี ยูนาเดินผ่านเข้ามาหาเขา ชะเง้อมองแต่ไม่กล้าเข้าไปหา ในมือเธอถือโปสเตอร์ของทีมก้อง คนอื่น ๆ ชื่นชมฝีมือเธอแต่ยูนายิ้มเศร้า ๆ
ก่อนขึ้นเวที ก้องเดินไปหลังเวที มือจับไม้กลองแน่น เหลียวมองยูนาที่ยืนเงียบข้างเวที “ยู… วันนี้ฉันจะเล่นเต็มที่ ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง”
ยูนามองเขานิ่ง ก่อนเอื้อมมือมาแตะมือเขาเบา ๆ “ไม่ว่ายังไง… ฉันดีใจที่รู้จักนาย” น้ำเสียงนั้นคล้ายจะมีบางอย่างซ่อนลึก
เสียงปรบมือกึกก้องเมื่อก้องขึ้นเวที เขาเล่นกลองอย่างมีพลัง ใส่ความรู้สึกที่อัดอั้นไปกับทุกจังหวะ ทั้งห้องสะกดเงียบ เพลงจบลงในความสมบูรณ์ที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน
คืนนั้นหลังเวที ก้องเดินวกวนหาเธอจนเจอ ยูนายืนเดียวดายริมหน้าต่าง สูดลมหายใจเข้าลึก
“ฉันดีใจที่เห็นนายกล้าทำในสิ่งที่รัก” ยูนาบอกเบา ๆ
ก้องยืนเงียบพักใหญ่ “ก็เพราะมีคนหนึ่งคอยอยู่ข้าง ๆ ตลอด…”
ยูนาทำท่าจะพูดบางอย่าง แต่กลับกัดริมฝีปากไว้
“ถ้าเพราะฉัน นายต้องฝืนอะไร อย่าทำเลยนะยู” ก้องพูดเสียงค่อย
ยูนาเงียบ น้ำตาคลอเบ้า “บางทีมันก็ไม่ได้ง่ายแบบนั้น… พ่อแม่ฉันอยากให้ไปต่างประเทศ เดี๋ยวฉันคงต้อง… ตัดสินใจอะไรบางอย่าง”
ความเงียบหนาหนักสอดแทรกความเจ็บปวดระหว่างสายตาทั้งสอง คู่ ตะล่อมระยะห่างปานจังหวะเพลงที่ขาดห้วง
เวลาหลายสัปดาห์ผ่านไป ยูนาเริ่มเตรียมเอกสารสมัครทุน ก้องหมกมุ่นอยู่กับวง ความสัมพันธ์เงียบลงตามระยะทางและอนาคตที่คลุมเครือ ต่างฝ่ายต่างเก็บความรู้สึกไว้ข้างใน
คืนหนึ่ง ยูนาส่งข้อความถึงก้อง “ขอไปเดินเล่นด้วยกันไหม”
สองคนนั่งริมคลองมหาวิทยาลัย ฟังเสียงแมลงท่ามกลางความมืด ก้องถามเสียงเบา “ยู… ถ้านายไป ฉันควร… ทำอย่างไรดี”
ยูนายิ้มอ่อนโยน “นายใช้ชีวิตต่อไป ทำเพลงต่อไป… เหมือนที่นายเป็น”
“ก็อยากบอกว่าสำคัญ แต่อยากให้ยูเลือกทำในสิ่งที่ยูอยากทำจริง ๆ” ก้องเสียงสั่นน้อย ๆ
ยูนานิ่งไปนาน สุดท้ายหลับตาทำใจ “ชีวิตมันไม่มีทางเลือกที่สมบูรณ์แบบ ทุกการตัดสินใจมันก็ต้องเสียอะไรบางอย่าง”
ฝนเริ่มตกปรอย ๆ ทั้งสองวิ่งหลบฝนใต้ศาลา มองหน้ากันเงียบ ๆ จนก้องพูดเบา ๆ “ถ้าวันหนึ่ง… นายคิดถึงใคร นายจะนึกถึงใครก่อน?”
ยูนาดูเป็นเด็กขี้อายขึ้นทันที “บางที… อาจเป็นแก” เธอหัวเราะกลบเกลื่อน แต่สายตาวาววามไปด้วยน้ำตา
วันประกาศผลทุน ยูนายืนอยู่ท่ามกลางงานนิทรรศการศิลปะ มองโปสเตอร์ผลงานที่เธอออกแบบร่วมกับผลงานของศิลปินรุ่นพี่ พ่อแม่เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมแต่เต็มด้วยความคาดหวัง
“พ่อกับแม่เข้าใจถ้าลูกอยากตัดสินใจเอง” ผู้เป็นพ่อพูดในที่สุด หลังจากเงียบอยู่นาน
ยูนาน้ำตาร่วงเงียบ ๆ เธอโผเข้ากอด ทั้งรู้ว่าต่อไปจะไม่มีใครกำหนดชีวิตแทนตัวเองอีกแล้ว
วันถัดมา ก้องเดินมาหาเธอที่ห้องวาดรูป ดอกไม้ป่าต้นเล็กถูกวางบนโต๊ะ
“นายกำลังจะไปจริง ๆ ใช่ไหม?”
ยูนาพยักหน้าช้า ๆ “ใช่… ไปเพื่อพิสูจน์ว่าเราจะเติบโตยังไงโดยไม่ต้องคอยยึดใครเป็นที่พึ่งเสมอ”
“ฉันดีใจนะ ที่นายทำในสิ่งที่นายเลือกเอง” ก้องพูดเสียงอบอุ่นแม้หัวใจเขาจุกแน่น
ยูนาหัวเราะสะอื้น “แล้วนายล่ะ จะเดินต่อยังไง?”
ก้องตอบหลังคิดนาน “ก็คงลองใช้ชีวิตโดยไม่มียู และเชื่อว่าสักวันจังหวะของเราคงตรงกัน… ในแบบที่มันควรเป็น”
ทั้งสองเดินเงียบ ๆ ออกจากห้อง มีเพียงเสียงกลองแผ่วเบาในหัวใจแทนถ้อยคำลา
เวลาผ่านไป งานแสดงดนตรีรุ่นสุดท้ายของก้องมาถึง เขาขึ้นเวทีพร้อมวงรุ่นพี่ เสียงกลองก้องในห้องโถง ดวงตาก้องสอดส่ายหาคนสำคัญในใจและพบเพียงความว่างเปล่าแล้วอมยิ้มเศร้า ๆ
หลังเพลงสุดท้าย ก้องมองออกไปที่เก้าอี้ว่างในห้องแสดงดนตรี รู้ดีว่าจังหวะชีวิตที่เคยเดินร่วมกัน มันแปรเปลี่ยนไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหลืออยู่… คือความกล้าที่จะเป็นตัวเอง และหัวใจที่พร้อมเปิดรับจังหวะใหม่ ๆ อีกครั้ง
ตลอดเวลานั้น ทุกสายลมและเสียงกลองบนโลก ยังคงมีชื่อ “ยูนา” ปะปนอยู่เสมอ… แม้จะไม่มีคำว่ารักตรง ๆ แต่ทั้งสองก็ได้เติบโตและเติมเต็มชีวิตกันผ่าน ‘จังหวะ’ ของกันและกันตลอดไป