เสียงของเพลงที่ยังไม่จบ
เสียงระฆังดิจิทัลของออฟฟิศโปรดักชันเพลงกลางกรุงเทพฯ ช่วยกลบความอึดอัดของบ่ายวันศุกร์ได้บ้าง นทีนั่งอยู่หน้าจอมอนิเตอร์สองจอในห้องตัดต่อเสียง เสื้อฮู้ดสีดำที่ใส่ประจำแทบจะกลืนเขาไปกับเงามืดอ่อนๆ มองไฟสีส้มที่กระพริบแจ้งเตือนเมลฉบับใหม่ เขาไม่เปิดอ่านทันที ปล่อยให้อินโทรเพลงในโปรเจกต์ที่กำลังทำค้างไว้เล่นวนไปเรื่อย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขอโทษนะ ขอเสียงเบสตรงท่อนนี้เบาลงได้ไหม? มันฟังดูแรงไปนิด” เสียงใสเจือความจริงจังดังขึ้นหลังเขา มิว นักแต่งเพลงสาวที่เข้ามาทำงานใหม่ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะลอบเดินมาพักใหญ่ นทีหันควับแต่ไม่สบตา ปล่อยให้ความเงียบคลุมพื้นที่ระหว่างกันชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ แล้วขยับเมาส์แก้ไฟล์
มิวเดินไปนั่งตรงมุมห้อง เหมือนตั้งใจเว้นระยะห่าง พอเพลงเวอร์ชันใหม่ดังขึ้น เธอเพียงพยักหน้า แต่ไม่ได้ยิ้ม นทีกดเซฟไฟล์ มองแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่เหมือนจะสั่นไหว หัวใจเขาอึดอัดอย่างแปลกประหลาด
“ขอโทษที่ติตลอดนะ เรารีบ” เธอพูดเสียงเบา ไม่กล้าหันมา นทีเสียบหูฟัง หลีกเลี่ยงความรู้สึก ลมหายใจขาดช่วงไปชั่ววินาที
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น “มีทยอยงานใหม่ด่วนให้ทั้งคู่ หลังเลิกงานช่วยขึ้นไปชั้นบนที” ผู้จัดการส่งเมสเสจมาสั้น ๆ สองคนสบตากันแค่เสี้ยววินาที ต่างคนต่างเก็บความรู้สึกไว้หลังใบหน้าที่ดูไม่ยี่หระ
วงเวียนช่วงเวลาปกติของมิวคือตอนกลางคืนบนเปียโนไฟฟ้าที่ห้องเช่า เธอถอดเสื้อโค้ตเก่า หมุนเก้าอี้หลบหน้าต่างมืด ปลายนิ้วสัมผัสแป้นเย็นเยียบ โน้ตเพลงใหม่กองอยู่ ทว่าสายตาเธอกลับจ้องเมสเสจกล่อมจากแม่ “เมื่อไหร่จะเลิกทำเพลงแล้วหางานประจำจริง ๆ สักที?” หัวใจของมิวรู้สึกเจ็บจนเธอจำต้องกดปุ่มปิดหน้าจอ
ตอนกลางวัน มิวกับนทีต้องทำงานเพลงร่วมกันให้นักร้องดาวรุ่งตามไทม์ไลน์ที่แทบเป็นไปไม่ได้ การซักซ้อมกันครั้งแรกเต็มไปด้วยความเงียบ ช่วงพัก นทีเทกาแฟใส่แก้ว ตั้งใจถามแบบไม่สบตาว่า “ที่บ้านไม่สนับสนุนเหรอ?”
มิวอึ้งไปชั่วขณะ เธอลูบท้ายทอย “…แม่อยากให้มีความมั่นคง งานนี้แม่ไม่เข้าใจ” เธอกลอกตามองไกล “ของนายล่ะ”
“พ่อไม่ฟังเพลง—ไม่ฟังผมเหมือนกัน” นทีหัวเราะแผ่ว ดวงตาทอดมองหน้าต่าง อากาศในห้องเย็นขึ้นเพราะความรู้สึกที่ไม่ได้พูดออกมา
มิวเขี่ยโน้ตเพลง “บางทีฉันยังไม่รู้อะไรดีสำหรับตัวเอง”
“ไม่ใช่แค่เธอ” ชั่วขณะหนึ่ง เสียงเพลงจากลำโพงหยุดลง เหมือนโลกหยุดหมุนทั้งห้อง
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังวนเวียนด้วยจังหวะนี้ บางวันมิวหายเงียบ เหมือนไม่อยากพูด บางวันนทีดูเย็นชาเกินไปจนเหมือนไม่แคร์ ไม่มีใครเอ่ยออกมาตรง ๆ ว่าเจ็บหรือกลัวอะไร ต่างคนต่างแสดงออกผ่านงาน ผ่านเสียงดนตรีที่อีกฝ่ายฟังอยู่เงียบ ๆ
คืนหนึ่ง ก่อนเดดไลน์เพลงสำคัญ นทีตัดต่อเสียงจนดึก คนเดียวในสตูดิโอ เสียงข้อความจากมิวดังขึ้น “อยู่ถึงกี่โมง” นทีกำลังจะพิมพ์ตอบ แต่ลังเล หัวใจสั่นระรัว เขาเลือกไม่ตอบ กลับไปฟังเสียงร้องซ้ำไปมา แก้ตรงจังหวะสะดุดเล็กน้อยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นนอกจากเขา
วันรุ่งขึ้น มิวมาออฟฟิศแต่เช้ากว่าปกติ เธอวางกล่องขนมไว้หน้าห้องตัดต่อ ไม่พูดอะไร นทีเห็นแล้วแวบหนึ่ง แต่ยังทำแกล้งไม่ได้สังเกตแบบทุกที เขาเปิดกล่อง ขนมปังไส้ชาเขียววางเรียงอย่างไม่เรียบร้อย มือเขาแตะมันเบา ๆ ก่อนจะหยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมา กลิ่นหอมอ่อน ๆ กับความนุ่มทำให้หัวใจคลายเกร็ง เขายิ้มให้ตัวเองที่กินครั้งแรกในรอบเดือน
มิวเอื้อมหยิบโน้ตเพลงที่อีกฝ่ายเคยติเรื่องท่อนฮุค “ขอโทษที่ดื้อเกินไปเมื่อวาน” เธอกระซิบเบา ๆ ไม่มีเสียงตอบกลับ แต่สายตานทีที่ชำเลืองมามีบางอย่างเย็นลง
ระหว่างซ้อมเพลง นทีเปิดเสียงกีต้าร์ขึ้นเล็กน้อย ทำให้ซาวด์ออกมานุ่มขึ้นจนมิวเผลอยิ้มมุมปาก “ดีแล้ว แต่อีกนิดเดียว…”
“ก็ปรับช้า ๆ ตามนายก็ได้” มิวแซวแบบไม่ได้จ้องตา ทุกอย่างดูล่องลอยในอากาศก่อนหัวเราะเบา ๆ จะเติมเต็มห้องนั้นอีกครั้ง
งานโปรเจกต์เพลงใกล้เสร็จ วันสุดท้ายของการอัดเสียง มิวกำลังคิดท่อนจบใหม่ นทีสังเกตเห็นเธอเคาะปากกาเป็นจังหวะ หลุบตามองพื้น “จะเอายังไงกับท่อนสุดท้ายดี?” เงียบชั่ววินาที
“ถ้าสุดท้ายมันต้องจบแบบเศร้า จะยังไหวไหม?” มิวถามย้อน ลึก ๆ เธอกลัวคำตอบมากกว่าทัชชิ่งโน้ตผิด
“มันก็แค่เพลงเดียว ยังมีอีกหลายเพลง…” นทีพูดเบา ชั่วขณะที่จ้องตากัน เหมือนเห็นแผลในความเงียบโดยไม่เอ่ยชื่อมัน
หลังวันนั้น ความห่างเริ่มขยายออก บทสนทนาในแชตสั้น รีบ รายงานงานเท่านั้น ในที่ทำงานก็พูดน้อยลง ทุกอย่างเหมือนรอระเบิดอะไรสักอย่าง
จนกระทั่งมีข่าว—นักร้องที่พวกเขาทำเพลงให้กลับเลือกเพลงของอีกทีมประกวด เพลงที่นทีและมิวช่วยกันสร้างกลายเป็นแค่ไฟล์ในเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่มีใครเปิด มิวเดินผ่านนทีในโถงออฟฟิศ เพียงแค่สบตาสั้น ๆ ต่างคนต่างหันหนี
“จะปล่อยให้เพลงหายไปจริงเหรอ?” มิวโพล่งกลางลิฟต์ คำถามเหมือนออกจากที่ลึกสุดในใจ
“มันไม่จำเป็นแล้ว…เขาไม่เอา” นทีพูดเสียงเรียบ แต่แววตาอ่อนลง เธอกำมือแน่น เหงื่อตามไรผมปรากฏเป็นเม็ด
“เพลงนี้คือชีวิตฉัน ฉันให้นายช่วยแต่งเพราะมันคือความฝันเราฟังด้วยกันนายไม่เสียใจเหรอ?” มิวเสียงสั่นเล็กน้อย ทุกอย่างหยุดนิ่ง
ความเงียบครอบงำ ก่อนที่ประตูลิฟต์จะเปิดออก ต่างคนต่างเดินออกไปคนละทาง มิวจ้องจอโทรศัพท์ รู้สึกถึงความสูญเสีย—เธอกำลังจะทิ้งความสัมพันธ์ครั้งนี้กับเพลงที่รักไปพร้อมกัน
วันต่อมา นทีไม่มาออฟฟิศ เขาส่งอีเมลขอลางาน มิวตัดสินใจเดินไปที่ห้องตัดต่อเสียง ค่อย ๆ เปิดประตู ข้างในเงียบสงัด เธอนั่งลงหน้าจอ หยิบหูฟัง วิธีที่เขาแต่งเสียงยังอยู่ตรงนั้น เธอกดเล่น ซึมซับความทรงจำที่ซ่อนอยู่ในทุกเม็ดเสียง น้ำตาไหลช้า ๆ
อาทิตย์ถัดมา มิวเริ่มแต่งเพลงโซโลของตนเอง พยายามวางทุกอย่างลงในเสียงเปียโนที่บันทึกในโทรศัพท์ เลิกติดต่อกับนที แม้ข้อความแชตจะขึ้น “อ่านแล้ว” ทุกครั้ง ก็ไม่มีคำตอบ
ขณะเดียวกัน นทีหลบจากทุกคน ไปนั่งอยู่ในห้องอัดเสียงร้างที่ชั้นล่างสุด ฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ แววตาว่างเปล่า เขาคิดจะลาออก ยอมแพ้ต่อเสียงเพลง—และต่อความรู้สึกที่เขาเชื่อว่าไม่คู่ควร
จนคืนหนึ่ง ขณะที่มิวไปเล่นเปียโนที่คาเฟ่เล็ก ๆ เพื่อระบายความในใจ เธอเห็นเงาของนทีอยู่ท้ายร้าน เสียงปรบมือจากผู้ฟังเป็นแบ็คกราวด์ มิวลังเลจะเรียก แต่สุดท้ายกลับนิ่ง
หลังการแสดง นทีเดินเข้ามาใกล้ช้า ๆ ดูเก้ ๆ กัง ๆ
“เพลงใหม่เพราะดี” เขาพูดเสียงสั่น “…แต่เหมือนขาดอะไรไปนิดนึง”
มิวเม้มปาก เงียบอยู่นาน ก่อนหลุดหัวเราะเบา ๆ “ก็ยังไม่กล้าใส่เสียงกีต้าร์นี่—”
“คือ…” นทีเว้นวรรค ดวงตาหลบ “ฉันเคยทำผิด คิดไปเองว่ามันจบแล้ว แต่จริง ๆ…เสียงเพลงเรายังไม่จบเลยมั้ง”
มิวจ้องตาเขา “นายหมายถึง—?”
“ถ้ายังไหว…ลองเริ่มเพลงใหม่ไปด้วยกันอีกทีไหม”
เสียงเปียโนที่เหลือค้างอยู่ในใจทั้งคู่ ค่อย ๆ เติมเต็มด้วยเสียงหัวเราะและหยาดน้ำตา การกลับมาร่วมแต่งเพลงกันอีกครั้งในคืนอันเงียบงัน ไม่ได้การันตีว่าความฝันจะสำเร็จแต่ถ้อยคำพอใจ มีแต่ความกล้าเผชิญหน้ากับอดีตและให้อภัยตัวเอง
ในคืนนั้นเอง เมื่อเสียงเปียโนจบแต่หัวใจพวกเขายังร้องเพลงต่อ ความสัมพันธ์ที่ไม่มีนิยามได้เริ่มต้นใหม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของชีวิต แต่มั่นคงในจังหวะของกันและกัน