ดวงจันทร์ริมหน้าต่าง
ลมฤดูหนาวตอนตีสองยังไม่หมดแรงพัด ผ่านหน้าต่างกระจกในหอพักหญิงปีสี่ของมหาวิทยาลัยขนาดกลางชื่อดังทางเหนือของเมือง ฟ้าใสหลับตาก็ได้ยินเสียงเปียโนเบา ๆ ลอยมาตามสายลม มือของเธอจับกลอนหน้าต่างแน่น ราวกับต้องการกำบังตัวเองจากโลกที่อยู่ข้างนอก แสงจันทร์สาดลอดผ่านม่านบาง ๆ ลงมากระทบเตียงนอนของเธอ วูบไหวเหมือนคลื่นน้ำที่ไม่เคยนิ่ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเพลงนั้น เริ่มกลายเป็นเพื่อนประจำในหลายคืนที่ผ่านมา ฟ้าใสไม่เคยเห็นคนเล่น เธอแค่รู้ว่าเปียโนหลังเก่าถูกตั้งไว้ที่ชั้นล่างสุดหน้าห้องสมุด และใครบางคนมักแอบมาเล่นช่วงดึก เธอเดินไปแตะกระจก เงาสะท้อนในนั้นดูหม่นหมอง เธอวางคางบนหัวเข่าอยู่เงียบ ๆ ปล่อยให้น้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งลงมาโดยไม่มีเสียง
เช้าวันถัดมา ฟ้าใสเดินผ่านสนามหญ้าแฉะไปยังตึกกิจกรรม เสียงหัวเราะของนักศึกษากลุ่มหนึ่งทำให้เธอหยุดชะงัก ความรู้สึกเหมือนหลงอยู่ในดงหมอก ทั้งที่เธอเคยมีเพื่อนกลุ่มใหญ่ ทุกวันนี้เธอหลบหลีกทุกสายตา เธอเดินผ่านโต๊ะยาวใต้ต้นจามจุรีโดยไม่เหลียวมองใคร
“ขอโทษนะ พอจะยืมปากกาหน่อยได้ไหม?” เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งเรียกเบา ๆ เธอหยุดและหันไป เด็กหนุ่มผิวคล้ำ ผมยุ่งเล็กน้อย ใส่แว่นกลม ๆ กำลังยิ้มอย่างเก้อเขินให้เธอ
“อ๋อ…ได้ค่ะ” ฟ้าใสเปิดกระเป๋า หยิบปากกาสีดำยื่นให้เขา
“ขอบคุณครับ เอ่อ…พอดีลืมเอามาเอง ประหลาดดีไหมครับ นักเขียนลืมปากกาเอง”
“นักเขียน?”
“ครับ ผมเขียนบทละครส่งประกวด โปรเจกต์คณะ…กินเวลานอนไปครึ่งเทอมแล้ว” เขาหัวเราะเบา ๆ ฟ้าใสยิ้มจาง ๆ ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ทันได้ถามชื่อ เด็กหนุ่มนั้นยังคงยืนมองตามเธอไป พร้อมกับหมุนปากกาสีดำในมือ
คืนนั้น ฟ้าใสกลับหอช้ากว่าปกติ เมื่อเดินผ่านล็อบบี้ เธอเห็นแผ่นกระดาษแปะบนเปียโนหลังเก่า “ใครก็ได้ช่วยตั้งเสียงเปียโนที มันเพี้ยนจนทนไม่ไหวแล้ว – คิน”
ชื่อในกระดาษเตะตาของเธอ เธอมองเปียโน ใจหนึ่งอยากเดินเข้าไปกดคีย์สองสามตัวดูแต่อีกใจกลับลังเล ทุกครั้งที่เธออยากทักทายใคร เธอมักถอยหลัง ฟ้าใสปิดประตูหอก่อนเสียงเปียโนจะเริ่มเล่นคืนนี้อีกครั้ง
วันต่อมา ในวิชาบรรยายรวมขนาดใหญ่ ฟ้าใสได้นั่งท้ายห้อง เธอเห็นภาคิน—เด็กหนุ่มจากวันก่อน—เดินเข้ามานั่งคู่เพื่อนหญิงอีกคน เขาดูพูดเก่งกับใคร ๆ แต่แทบจะเงียบเมื่ออาจารย์ขึ้นสอน เธอมองเห็นสมุดบันทึกข้าง ๆ เขามีลวดลายวาดมือเต็มไปหมด เพื่อนข้าง ๆ แอบเอื้อมมือแกล้งดึงสมุดไป เขาหัวเราะแล้วแย่งคืน ฟ้าใสยิ้มเพียงเล็กน้อย
ช่วงบ่ายวันนั้น ภาคินกำลังนั่งเขียนบทใต้ร่มไม้ ฟ้าใสเดินผ่านมา เหลือบเห็นว่าเขากำลังคร่ำเคร่งกับสมุดหนา ๆ ใบหน้าจริงจังของเขาแตกต่างจากตอนพูดคุย เธอเกือบจะเดินเลยไป แต่กลับหยุดเมื่อเห็นปากกาสีดำของเธอวางอยู่ข้างกัน
“ขอบคุณสำหรับปากกานะครับ…เอ่อ คุณชื่ออะไรนะ?”
“ฟ้าใสค่ะ”
เขาพยักหน้า “ผมภาคิน”
“บทละครเป็นยังไงบ้างคะ?”
“มัน…ค่อนข้างติดขัดครับ ผมไม่แน่ใจว่าควรเขียนตอนจบแบบไหน”
เงียบไปพักหนึ่ง ฟ้าใสหยิบปากกาคืนไปเบา ๆ “บางทีตอนจบก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับระหว่างทาง…”
ภาคินหัวเราะเบา ๆ “ใช่ครับ ผมอาจจะคิดมากไปเอง”
สายลมเย็นพัดผ่านร่างทั้งสอง เขามองเธอเหมือนต้องการพูดบางอย่างแต่ไม่กล้า ฟ้าใสเอ่ยเบา ๆ “เราไปก่อนนะคะ”
อีกหลายวันต่อมา ภาคินเริ่มไปนั่งเล่นเปียโนที่ห้องสมุดในเวลาปกติขึ้น รอคอยว่าฟ้าใสจะผ่านมาอีกไหม คืนหนึ่งฝนโปรยลงมาเบา ๆ ฟ้าใสนั่งอ่านหนังสือในมุมเงียบ พลันเสียงเพลงเปียโนคุ้นเคยเริ่มลอยมา เธอหยุดมือมองลงไปยังโถง เห็นเขานั่งเล่นเปียโน แสงไฟนวลส่องร่างเขาท่ามกลางราตรี
เมื่อเพลงจบ เธอลุกเดินลงไปชั้นล่าง ยืนอยู่ข้างเปียโน เหงื่อซึมที่ฝ่ามือทำให้เธอเงียบไปชั่วครู่
“คุณเล่นเพราะดีนะคะ”
ภาคินพลิกตัวมาสบตา “คุณชอบเหรอครับ?”
“ฉัน…คิดถึงอดีตที่เคยฟังเปียโนกับแม่ค่ะ” น้ำเสียงเธอสั่นเล็กน้อย เขาเงียบ ฟังเสียงฝนลงหลังคาคล้ายกล่อมใจ
“แม่ของคุณ…” เขาถามเบา ๆ
ฟ้าใสกัดริมฝีปาก “แม่จากไปหลังเกิดอุบัติเหตุค่ะ…ตั้งแต่ ม.ปลาย”
เงียบยาว ระหว่างพวกเขามีเพียงเสียงเปียโนแผ่ว ๆ เธอขอตัวเดินออกไป ภาคินนั่งนิ่ง มีบางอย่างในแววตาเขาเริ่มเปลี่ยนไป เขารู้สึกถึงบางอย่างในตัวฟ้าใสที่ไม่สามารถอธิบายได้
วันต่อมา ฟ้าใสโผงานกลุ่มกับเพื่อน เธอพยายามมีส่วนร่วม แต่เพื่อน ๆ มักรับฟังเธอน้อยกว่าคนอื่น เสียงหัวเราะและการพูดคุยอย่างเป็นกันเองไม่เคยเอื้ออำนวยกับคนที่ดูเงียบขรึมแบบเธอ ฟ้าใสจึงชินกับการเฝ้าดูมากกว่าลงมือมีบทบาท
ภาคินได้เห็นเหตุผลหนึ่งที่ฟ้าใสมักเดินลำพัง เขาลองแกล้งถาม “ทำไมดูเหมือนคุณไม่ชอบคนเยอะ ๆ เหรอ?”
“เปล่าหรอกค่ะ…คนเยอะ ๆ แค่ทำฉันเหนื่อย”
เขาหัวเราะเบา ๆ “ผมก็เหนื่อยนะ โดยเฉพาะเวลาต้องพูดต่อหน้าใครเยอะ ๆ”
พวกเขาเริ่มหัวเราะแบ่งเบากันมากขึ้น ฟ้าใสเริ่มเปิดใจคุยเรื่องหนังที่ชอบ อาหารที่ไม่กล้าลอง เพลงในเพลย์ลิสต์ลับ ๆ ภาคินแปลกใจที่เธอรู้จักวงดนตรีอินดี้ที่เขาชื่นชอบ พวกเขานัดดูการแสดงละครของคณะ ซึ่งภาคินทำหน้าที่เขียนบท มันเป็นค่ำคืนแรกที่ฟ้าใสหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติในรอบเดือน
หลังละครจบ ฟ้าใสเดินรั้งท้ายกลุ่ม ภาคินเดินตามหลัง พูดติดตลก “ถ้าบทจบห่วย ผมโทษผู้กำกับได้ไหม?”
ฟ้าใสหัวเราะ “คุณก็อย่าเพิ่งลาออกจากการเป็นนักเขียนก็แล้วกัน”
เจอกันบ่อยขึ้นในคาบเรียน ที่ห้องสมุด ร้านกาแฟ มิตรภาพก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ คืนหนึ่งที่ดาดฟ้าตึกเรียน ภาคินยืนมองดาวด้วยกันหลังติวหนังสือจบ
“ฟ้า ช่วงนี้คุณดูเหนื่อย ๆ”
ฟ้าใสเงียบไปนาน “แค่คิดอะไรเยอะนิดหน่อย…จะว่าไป เวลาอยู่กับคุณ ฉันรู้สึกไม่ต้องพยายามเป็นใคร”
ภาคินยิ้มอ่อน “รู้สึกเหมือนกันครับ”
กระแสความอบอุ่นแฝงในสายตาทั้งคู่ ไม่ได้พูดมากแต่ก็เข้าใจกันมากขึ้นทุกวัน
แต่เวลาใกล้จบหลักสูตรกลับนำพาแรงกดดันมากมาย ฟ้าใสเริ่มได้รับอีเมลติดต่อเรื่องฝึกงานในต่างจังหวัด ขณะที่ภาคินยังไม่แน่ใจอนาคตตนเอง เขาบอกกับฟ้าใสว่าอยากเป็นนักเขียนบทจริง ๆ แต่ที่บ้านอยากให้เขาสอบรับราชการ
“บางทีผมก็เหมือนคนขี้ขลาด” เขาว่า
“คุณกล้ากว่าที่คิดนะ…ฉันกลัวแม้แต่จะเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ”
ความฝันที่สวนทางเริ่มก่อตัวเป็นเงาในสายสัมพันธ์ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องในอนาคต แต่ทั้งคู่เริ่มห่างกันโดยไม่รู้ตัว ติดต่อกันน้อยลง ต่างคนต่างเอาใจใส่ความกดดันส่วนตัวมากขึ้น ฟ้าใสแอบมองเฟซบุ๊กเขาหลังเทอมสุดท้าย ภาคินไม่อัปเดตอะไรและหายไปจากกลุ่มเรียนพักใหญ่
ระยะห่างกลายเป็นความเคยชิน ฟ้าใสหลีกเลี่ยงดนตรี เธอเลือกทำงานกลุ่มกับรุ่นน้องแทนเพื่อนเก่าที่คุ้นเคย ภาคินก็หายเงียบไปกับงานเขียน ช่วงนั้นฟ้าใสคิดถึงเสียงเปียโนแต่ไม่กล้ากลับไปฟังต่อหน้า
จากความใกล้ กลายเป็นความห่าง แม้ต่างคนยังคิดถึงกันในความเงียบทั้งคู่
วันหนึ่งในงานกิจกรรมรับปริญญา ภาคินโทรหาเธอ “ฟ้า ผมขอโทษที่ทำตัวแปลก ๆ” น้ำเสียงเขาลังเล “เราควรคุยกันไหมสักครั้ง?”
ฟ้าใสลังเล ก่อนตอบไปว่า “เดียวเจอกันที่ห้องเปียโนนะ”
เขามาถึงก่อน มองฟ้าใสเปิดประตูเข้ามา เธอนั่งลงข้าง ๆ มือเขาแตะคีย์เปียโนนุ่มนวล
“ผมอิจฉาคุณที่กล้าทำตามฝัน…แต่บางครั้งผมเหมือนติดอยู่กับความกลัว”
“ฉันก็กลัว…กลัวว่าถ้าเลือกตามใจตัวเองจะเสียทุกอย่าง”
เงียบสั้น ๆ หัวใจทั้งคู่เต้นไม่เป็นจังหวะ
“ฟ้า…ถ้าวันหนึ่งเราเลือกเส้นทางแตกต่างกัน…คุณจะยังคิดถึงผมไหม?”
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันคงตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้…ฉันคิดถึงคุณแม้ยังอยู่ตรงนี้”
น้ำตาเธอรื้นเขาเอื้อมมือจับมือเธอไว้ “ผมไม่อยากเสียคุณไป แต่ผมก็ยังต้องเรียนรู้ที่จะเป็นตัวเองเหมือนกัน”
“ฉันยินดีรอ…ถ้ามันทำให้คุณเติบโต”
เวลาผ่านไป ฟ้าใสเลือกออกไปฝึกงานตามฝันที่ต่างจังหวัด ภาคินสอบเข้าโครงการเขียนบทเต็มตัว พวกเขาใช้ชีวิตไปข้างหน้าด้วยความหวังและความคิดถึง ทั้งคู่เขียนจดหมายส่งหาเป็นระยะ แม้ไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่ต่างคนต่างเติบโตด้วยกันและเพื่อกัน
คืนหนึ่ง ฟ้าใสกลับมาเยี่ยมหอเก่า เธอยืนเงียบที่หน้าต่าง เห็นเงาภาคินก้มเล่นเปียโนอยู่ข้างล่าง ท่ามกลางแสงจันทร์กลมโต เธอยิ้ม น้ำตามีความสุขเอ่อคลอ รู้ในใจว่าความสัมพันธ์ที่เติบโตด้วยความอดทนและให้อภัย จะไม่สูญหายไปกับเวลา