ฤดูฝนที่มีเธอ
เสียงฝนโปรยปรายลงบนหลังคาสังกะสีห้องเช่ากลางเมืองเล็กๆ ผสานเข้ากับกลิ่นหญ้าเปียกในเช้าวันเปิดเทอมใหม่ พิรดายืนเหม่อมองไปนอกหน้าต่าง ขณะมือไล้ผ่านกล่องจดหมายที่เธอไม่เคยกล้าเปิด ถึงแม้จะรู้ดีว่าในนั้นมีกระดาษแผ่นเล็กๆ จากแม่ที่บ้านสวน ส่งมาให้กำลังใจเธอเสมอ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเคาะประตูทำให้พิรดาสะดุ้ง ศรันย์ยิ้มแบบคนขี้เล่น เขายื่นกาแฟร้อนให้ มือเปียกน้ำฝน “ยังเก็บตัวเองไว้ในห้องอีกเหรอไอ้ดา”
พิรดาถอนหายใจ พลางพยักหน้ารับกาแฟ “ก็ห้องมันน่าอยู่กว่าข้างนอกเยอะ ขอบใจนะ”
“ไปเรียนเถอะ ไหวมั้ย ไอ้ฝนนี้มันทำให้ขี้เกียจ” ศรันย์หัวเราะ แต่แววตากลับวูบกังวล “…เมื่อคืนแกนอนหลับปะ”
เธอส่ายหน้า ดูเหมือนไม่อยากพูดต่อ ศรันย์เข้าใจ จึงนั่งลงเงียบๆ ข้างๆ ช่วยรับฟังด้วยความใจเย็น เช่นเคย
ทั้งคู่เดินเคียงกันบนถนนแฉะน้ำ ใต้น้ำค้างของฤดูฝน มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ใหญ่ แต่เต็มไปด้วยความทรงจำเล็กๆ ที่ทั้งสองสะสมมาตั้งแต่ปีหนึ่ง
ระหว่างเรียน พิรดามักเหม่อลอย ศรันย์แกล้งเขียนรูปดาวเป็นลายเส้นสั้นๆ ในสมุดเธอ ปล่อยให้พิรดายิ้มอย่างฝืนๆ ขณะอาจารย์ปิ่นเดินเข้ามาตรวจการบ้าน สีหน้าดุแต่ใจดี
พักเที่ยง พิรดาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ศรันย์ไปที่ข้าวแกงเจ้าเดิม ระหว่างทางเขาหยอกเธอ “ไอ้คนกลัวฝน เมื่อไหร่แกจะเลิกใส่เสื้อกันฝนฟ้าใสเวลาไม่มีฝนซะที”
พิรดาหัวเราะกลบเกลื่อน “ไม่ได้กลัวฝน แค่…ไม่ชอบเปียก” เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย หางเสียงจมหายไปกับลมฝน
เมื่อถึงโรงอาหาร พิรดาเลือกนั่งที่มุมติดหน้าต่าง มองเปลวสีเทาหม่นของก้อนเมฆ ศรันย์รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไปในเพื่อนคนนี้ เขากำลังจะถามแต่ก็เงียบไว้
เทอมนี้คือปีสุดท้าย ต่างฝ่ายต่างมีความฝัน พิรดาหวังจะไปเรียนต่อในเมือง ศรันย์อยากกลับบ้านไปสานต่อไร่นาของครอบครัว ในความเงียบระหว่างทั้งสอง เมล็ดพันธุ์แห่งความห่วงหาเริ่มผลิใบ แต่ไม่มีใครกล้ายอมรับ
กลุ่มเพื่อนนั่งล้อมวงหัวเราะเรื่องเล่าในอดีต ศรันย์เงียบผิดปกติ จ้องพิรดาเป็นพักๆ วนอยู่กับความคิดว่าควรพูดอะไรบางอย่างดีไหม แต่ก็เปลี่ยนเรื่อง ถามถึงบ้านสวนของเธอแทน
เย็นวันหนึ่ง ฝนตกหนักกว่าปกติ เสียงฟ้าร้องทำให้พิรดากลัวจนเผลอโทรหาศรันย์ บอกว่าไฟดับ ศรันย์รีบขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าสายฝนมาหา กางร่มสีเหลืองเข้มไว้เหนือศีรษะเธอ
ในความมืดนั้น พิรดาน้ำตาคลอ ศรันย์พูดเบาๆ “แกไม่ต้องกลัวนะ ฉันอยู่ตรงนี้”
เธอนั่งฟังเสียงฝนกับศรันย์ใจเต้นแรง ถามพลางหัวเราะเยาะตัวเอง “ฉันมันบ้าใช่ไหม ที่กลัวฝนขนาดนี้…ทั้งที่เป็นแค่น้ำที่ตกลงมาเฉยๆ แต่ชอบคิดถึงวันที่พ่อลาไป ทุกที”
ศรันย์เงียบไปสักพัก ก่อนจะจับมือเธอ “ฉันไม่รู้จะพูดยังไงดี แต่…ฉันอยู่ข้างแกเสมอ ไม่ว่าฝนจะตกหนักแค่ไหน”
พิรดามือสั่น หัวเราะกลบเกลื่อน “ไม่ต้องพูดอะไร ฉันแค่…ขอบใจ”
หลังวันนั้น ทั้งสองเริ่มห่างกันเล็กน้อย ต่างคนต่างติดภารกิจ พิรดาเริ่มเตรียมสอบและสมัครทุน ศรันย์เข้าไร่นาหลังเลิกเรียน สีหน้าเธอแววเศร้าเมื่อเห็นศรันย์หัวเราะกับกลุ่มเพื่อนใหม่ แต่ใจก็แอบดีใจที่เขาเริ่มมีทางของตัวเอง
วันประกาศทุน พิรดานั่งนิ่งในห้องสมุด ท่ามกลางเสียงฝนพรำ ศรันย์แอบเดินเข้ามา เอาแก้วกาแฟวางข้างๆ มือสองคนชนกันโดยไม่ตั้งใจ ต่างฝ่ายต่างเงียบ ทว่าในความนิ่งงัน อะไรบางอย่างเหมือนจะเปลี่ยนไป
ศรันย์ถามขึ้น “ถ้าแกได้ทุนจริงๆ จะทิ้งที่นี่เลยเหรอดา?”
พิรดาขมวดคิ้ว “แล้วแกล่ะ…ถ้าได้งานในเมืองจะไปไหม หรือจะกลับไร่แบบที่เคยว่าจริงๆ?”
เขานิ่ง แววตาเจ็บปวดแต่ปกปิดไว้ “ฉันไม่รู้…มันไม่ง่ายเลย หน้าแก่หนักใจนะดา รู้ปะ”
“แกไม่ต้องแบกทุกอย่างคนเดียวก็ได้นะ” เธอพูดเบาๆ “ฉัน…”
ศรันย์ลุกขึ้นดื้อๆ “ไปเดินตากฝนกันมั้ย”
ทั้งคู่เดินออกนอกอาคาร ร่มสีเหลืองนั้นกลายเป็นกันชนบางๆ ที่คอยกั้นระหว่างเขากับเธอ ตั้งแต่วันฟ้าร้องจนถึงวันนี้ ไม่มีใครกล้าก้าวข้ามเส้นบางๆ นั้น
เดือนสุดท้ายก่อนจบ ฝนยังตกไม่หยุด เสียงร่ำลาเริ่มชัดเจนในทุกบทสนทนา เพื่อนๆ ทยอยบอกลากันทีละคน พิรดาหลีกเลี่ยงพูดเรื่องอนาคต ศรันย์พยายามซ่อนความรู้สึกของตัวเองไว้ในคำว่า “โชคดีเว้ย” และรอยยิ้มฝืดๆ
ในคืนก่อนงานรับปริญญา พิรดานั่งเหม่ออยู่หน้าหอพัก ศรันย์เดินเข้ามาเงียบๆ วางผ้าขนหนูเปียกฝนข้างเธอ ตอนนี้ทั้งสองอยู่ด้วยกันโดยไม่ต้องพูดอะไร เห็นแค่ร่องรอยความห่วงหาที่ไต่ผ่านระยะห่างระหว่างหัวใจ
“แก…กลัววันพรุ่งนี้มั้ย” ศรันย์เอ่ยถามเสียงแผ่วในเงาฝน
พิรดามองฟ้าสลัว “มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา”
เขาถอนใจ หันหน้าหนีเล็กน้อย “ฉันเคยคิดว่าถ้าเรากล้ากว่านี้ ชีวิตมันจะง่ายกว่านี้…แต่บางทีเราอาจต้องเติบโตผ่านความกลัวในแบบของเราเองใช่มั้ย”
“บางที…ฝนก็ล้างได้แค่ปลายนิ้วเนอะ ใจมันคงต้องสะอาดเอง” พิรดายิ้มบาง แต่ตาแดงก่ำ
ศรันย์นิ่ง “ดา…ถ้าวันหนึ่งแก…ไม่ได้อยู่ข้างๆ ฉันยังจะได้ยินเสียงฝนมั้ยนะ”
ฤดูฝนของปีต่อมา เมืองเล็กๆ ยังดังด้วยเสียงฝน แต่บนถนนสายเดิม เหลือเพียงเงาตะคุ่มและความทรงจำ พิรดากลายเป็นนักศึกษาทุนในเมืองใหญ่ เธอส่งจดหมายมาให้ศรันย์เป็นระยะ ทุกฉบับมีภาพถ่ายทิวทัศน์และมุมกาแฟที่เธอนั่งทำวิจัย ขณะเช้าในไร่ ศรันย์นั่งอ่านจดหมายนั้นใต้ต้นมะม่วง ผลัดเปลี่ยนกันเล่าความคิดถึงในช่วงเวลาที่ไกลห่าง
คืนหนึ่ง ฝนตกหนักอีกครั้ง ศรันย์วิ่งฝ่าสายฝนไปยังใต้ต้นไม้ที่พิรดาชอบ เขาตะโกนกับเมฆ “ดา…ฉันคิดถึงแกว่ะ!”
เสียงสายฝนกลบคำบอกรักในอากาศ เขานั่งลง ทบทวนการตัดสินใจในอดีต ความผิดพลาดที่เคยกลัวและสิ่งที่เคยไม่กล้าพูด
หลายเดือนผ่านไป พิรดากลับมาเยี่ยมบ้าน คราวนี้เธอกล้าเดินตากฝนไปหาศรันย์ที่ไร่ ทั้งสองเจอกันใต้ร่มไม้ เดินข้างกันแบบชมฝนสายแรกของปีเหมือนที่เคย
“คิดถึงมั้ย” พิรดาเอ่ยเบาๆ
ศรันย์หัวเราะ “มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ”
“ถ้าวันหนึ่ง…เรากล้ากว่านี้ตั้งแต่แรก…”
“มันคงไม่ใช่เราสองคนที่ยืนตรงนี้หรอก” ศรันย์ตัดบท หัวเราะน้ำตาคลอ
ทั้งสองหัวเราะพร้อมกัน ก่อนจะเดินตากฝนกลับบ้านด้วยกัน ภายใต้เสียงฝน ท่ามกลางกลิ่นหญ้าเปียกแห่งฤดูใหม่ ความสัมพันธ์ของพวกเขาค่อยๆ เติบโต ผ่านการรอคอย ความลังเล ความห่างไกล และการพบเจอกันอีกครั้ง เช่นเดียวกับฤดูฝนที่เวียนมาเสมอ