คืนนี้ไม่มีใครเห็นดาว
เสียงจักจั่นกรีดก้องใต้เงาไม้ใหญ่ในสนามหญ้ากลางมหาวิทยาลัย กลิ่นฝนซึมไปทั่วพื้น นิลหอบกีตาร์เก่า ๆ เดินเร็ว ๆ เพื่อไปเก็บของที่คณะสีหน้าของเขาดูเคร่งขรึม จนใครผ่านมาก็ไม่กล้าเอ่ยทัก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นิล จะไปซ้อมอีกแล้วเหรอ” เสียงหมิวเพื่อนร่วมคณะเอ่ยถามอย่างลังเล เธอถือแฟ้มหนังสือแนบอก เดินตามมาแบบกล้า ๆ กลัว ๆ
เขาชะงักก่อนตอบเบา ๆ “เปล่า ๆ แค่จะไปคืนของ ร้านเช่าเขาจะปิดแล้ว”
หมิวหยุดเดิน มองเขาแวบหนึ่ง ริมฝีปากเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็เงียบไว้ เธอเองก็รู้ว่านิลไม่ได้เล่นดนตรีมาเป็นปีแล้ว นับแต่เหตุการณ์วันนั้นที่เปลี่ยนเขาไป
ทั้งคู่เดินคู่กันไปในความเงียบ มีเพียงเสียงรองเท้ากระทบทางเดินปูน ห่างออกไป ไฟริมสนามสาดเป็นเงาสีส้ม หมิวสะกิดถามต่อ
“เดี๋ยว — คู่กีต้าร์รุ่นก่อน มัน…นี่จะเอาไปจริง ๆ เหรอ นึกถึงตอนวงเลิกกันมั้ย”
นิลถอนใจ เขาวางกีตาร์ลง ข้อมือจับสันไม้เบา ๆ พูดไม่สบตา “นึก…แต่ถึงนึกก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้ว”
หมิวพยายามยิ้มแกน ๆ รับคำตอบ ขยับแฟ้มในมือจนกลายเป็นเครื่องป้องกันความรู้สึกในอก สีหน้าฝืนเจือจาง
เสียงนกโผบินออกจากพุ่มไม้ นิลปล่อยกีตาร์ลงกับสนามหญ้า นั่งลงช้า ๆ หมิวยอมนั่งใกล้ ๆ แม้เงียบไปพักใหญ่ แต่ในความเงียบนั้น ก็มีบางอย่างคุ้กเขินระหว่างสองคน
หมิวเปลี่ยนน้ำเสียง “เอ่อ ถามจริง ๆ เถอะ… เคย…เสียดายมั้ย”
นิลเงยมองท้องฟ้าครู่หนึ่ง ถอนหายใจยาว “…เคยดิ ยังเสียดายอยู่ทุกวัน”
เธอเหลือบตาไปทางเขา พลางหันมองดาวบนฟ้า ดาวหายไปหลังเมฆทุกดวงในคืนนั้น ต่างคนต่างจมอยู่ในความคิด
“บางอย่างมันก็แค่…ไม่ใช่ของเรารึเปล่า” นิลพูดออกมาเบา ๆ
หมิวเม้มปาก ไม่ตอบ เธอเองก็เก็บบางอย่างไว้ในใจเหมือนกัน
วันรุ่งขึ้นในห้องเรียน นิลมองสมุดเปล่า ๆ บนโต๊ะอาจารย์ สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง หมิวที่นั่งข้าง ๆ แกล้งทำเป็นจดโน๊ต แต่แอบชำเลืองเขาไม่หยุด
อาจารย์เรียก “คุณนิลครับ ถ้าอยากจะออกไปร้องเพลง เชิญข้างนอกได้เลยนะครับ” เสียงหัวเราะเบา ๆ จากเพื่อน ๆ ดังขึ้น
หมิวมองนิล ตาเป็นห่วง นิลยิ้มขำแต่ในใจหม่นมัว เขาเพียงเอ่ยเบา ๆ ว่า “ขอโทษครับ” ก่อนเงียบไปทั้งคาบ
พักเที่ยง หมิวเอ่ยขึ้นท่ามกลางกลุ่มเพื่อน “วันนี้เลิกตอนสี่โมง จะไปหาอะไรกินมั้ย”
เพื่อน ๆ เฮโลแยกไปเกือบหมด เหลือเพียงนิลที่ยังแตะปลายเท้าไปมาเงียบ ๆ หมิวเดินกลับมาหา
“พรุ่งนี้… จะมีประกวดดนตรีกลางลานอยู่นะ นาย…จะไปดูมั้ย”
นิลส่ายหน้า “เลิกแล้ว ไม่กลับไปแล้ว”
หมิวยิ้มเศร้า ๆ พยักหน้ารับ เงียบเสียอีกครั้ง
ระหว่างเดินกลับหอฯ หมิวเดินข้างนิลแบบอยากพูดต่อแต่ลังเล นิลเอ่ยขึ้นเอง “อย่าเป็นห่วงเลย เราโอเค”
หมิวนิ่ง มองพื้น “ก็แค่…ถ้าอยากเล่าอะไรก็เล่านะ บางทีนายอาจควรระบายออกบ้าง”
นิลหัวเราะเบา ๆ คลายกล้ามเนื้อไหล่ลง “เล่าไม่ได้หรอก… มันน่าขำอ่ะ ชีวิตคนอะไร มันพลาดซ้ำซากเลยนะหมิว”
หมิวมองเขาด้วยแววตาแน่นิ่ง น้ำเสียงเหมือนจะปลอบแต่ก็ดูอึดอัด “บางทีมันก็ไม่ใช่ความผิดใครนี่นิล”
เขาพยักหน้า หันหน้าหนีลมที่พัดเข้ามาจนต้นไม้ไหว
คืนนั้นในห้องนอน หมิวมองรูปกลุ่มในมือถือ เปิดแชทที่ยังไม่ได้ส่งข้อความไปหานิล รูปในอดีตโชว์ภาพหมิวยืนยิ้มข้าง ๆ นิลกับเพื่อนในวง เธอถอนใจ ลบข้อความที่พิมพ์ค้างไว้อีกครั้ง
วันประกวดดนตรี หมิวลากเพื่อนสนิทอีกคนไปนั่งที่ลาน เธอคอยชะเง้อมองหานิลแต่ก็ไม่เห็น
“หมิว! สนุกบ้างเถอะ — เธอมาดูคนอื่นร้องหรือมานั่งรอใคร” เพื่อนแซว
หมิวเขินหน้าร้อน ไม่ตอบเสียงดัง หลบตา “ไม่ได้รอซะหน่อย… ใครจะไปรอ”
เสียงเพลงดังกระหึ่มบนเวที เต็มไปด้วยพลังวัยรุ่น หมิวจ้องเวทีแต่ตากลับเหม่อคิดถึงเสียงร้องของนิล มันต่างจากใคร ๆ
ขณะเดียวกัน นิลอยู่ในห้องนอน เงียบ ๆ โทรศัพท์สั่นเตือนข้อความ หมิวส่งรูปเวทีมาให้ พร้อมคำว่า “น่าจะสนุกนะ”
นิลเหลือบดู ทำท่าจะพิมพ์ตอบแต่เปลี่ยนใจ วางโทรศัพท์ไว้เฉย ๆ เปิดหน้าต่างรับลมกลางคืน
อีกหลายวันผ่านไปหมิวกับนิลแทบไม่เจอกันในสายตา เพื่อน ๆ เริ่มสังเกต หมิวดูเหงาๆ กระสับกระส่าย ทั้งคู่เหมือนไม่เคยมีบทสนทนาเต็มประโยคในช่วงนี้
เย็นวันหนึ่ง ฝนตกพรำทั้งมหาวิทยาลัย นิลเดินกางร่มผ่านสนามกีฬา หมิววิ่งหลบฝนมาใต้หลังคาเดียวกัน
เงียบอยู่นาน ก่อนหมิวเอ่ยเสียงเบา “วันนี้เย็นดีเนอะ…นายเคยคิดถึงวันที่ร้องเพลงครั้งหลังสุดมั้ย”
นิลนิ่ง หยาดน้ำฝนหยดลงบนเนื้อผ้า “คิด… คิดตลอดแหละ…แต่ไม่กล้ากลับไปอีกกลัวทำผิดซ้ำ”
หมิวฟังแล้วหลบตา “บางที…คนเราอาจต้องยอมให้ตัวเองผิดหวังบ้าง ถึงจะโตขึ้นได้…ใช่มั้ย”
นิลหัวเราะแบบขื่น ๆ “ถ้ามันง่ายก็คงดี…นายเคยกลัวบ้างมั้ยอะหมิว”
หมิวเงียบไปนาน ก่อนตอบ “กลัว… กลัวจะเสียเพื่อนไปถ้าพูดอะไรออกไป… กลัวไม่มีที่ให้ยืน”
คืนนั้นฟ้าผ่าเปรี้ยงในความฝันของนิล เขาสะดุ้งตื่น เงามืดแห่งอดีตวนเวียน เขาคว้ากีตาร์มาไว้ในมือ ลูบสายเก่า ๆ ราวขอความมั่นใจ
ในคลาสวิชาหนึ่งต่อมา หมิวถูกอาจารย์ถาม “ถ้าต้องเลือกระหว่างฝันกับคนที่รัก หมิวจะเลือกอะไร”
หมิวตอบอึกอัก “หนู…ไม่รู้ค่ะ อาจเลือกไม่ได้เลยก็ได้”
นิลแอบฟังข้างหลัง มองหมิวอย่างเข้าใจมากขึ้น สีหน้าสะท้อนใจตัวเอง
หลายวันทั้งสองคนต่างเว้นระยะไปเหมือนหาทางเดินตัวเอง นิลหันไปช่วยวงดนตรีใหม่ของคณะในฐานะที่ปรึกษา เขาไม่ได้ขึ้นเวทีเองแต่คลุกคลีอย่างเงียบ ๆ
หมิวเห็นแล้วอึดอัด เธอยืนหน้าห้องซ้อม ลังเลอยู่หลายนาที ก่อนกลั้นใจเปิดประตูเข้าไป
“นิล… นายยังรักดนตรีอยู่นะ” เธอพูดเสียงเบา
เขายักไหล่ “มันเหมือนหายใจไปเฉย ๆ อะหมิว…แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องได้ทุกอย่างที่อยากได้”
หมิวถาม “ถ้านายอยากได้อีกล่ะ — จะเอาคืนหรือกลัวเสียใจซ้ำ”
นิลครุ่นคิดนาน ก่อนตอบเสียงแผ่ว “ไม่รู้เหมือนกัน… แล้วหมิวล่ะ ต้องทำยังไงเวลาจะพูดความจริงกับใครสักคน”
เธอฟังแล้วน้ำตารื้น เธอกลั้นใจพูดทั้งที่ใจสั่น “นาย…อยากฟังความลับมั้ย”
เขาพยักหน้าเบา ๆ
หมิวรวบรวมความกล้า “เราชอบนาย…ตั้งแต่วันนั้น…แต่กลัวว่านายจะเลือดนตรีมากกว่าเพื่อน…กลัวความรู้สึกเราจะเปลี่ยนทุกอย่าง”
นิลตะลึง เงียบไปยาวนาน เพียงแค่ยิ้มเศร้า ๆ “ขอบใจที่กล้าพูดนะหมิว…แต่ตอนนี้เรายังไม่พร้อมหรอก”
ช่วงหลังจากนั้นหมิวพยายามหลบหน้า ทั้งสองแทบไม่ได้พูดคุยกัน เกิดความห่างไกลเหมือนเว้นวรรคความรู้สึกไว้ ระหว่างนั้นช่วงเวลาที่ต่างคนต่างเติบโตขึ้น
หนึ่งเดือนผ่านไป งานแสดงดนตรีกลางลานจัดอีกครั้ง นิลเป็นคนเชียร์วงใหม่ขึ้นเวที แต่คืนนั้นท้องฟ้าหม่น ดาวไม่ขึ้นเลย
หมิวเดินออกมาข้างลาน ยืนคนเดียวใต้ต้นไม้ นิลเดินเข้ามายืนข้าง ๆ ในเงียบ
เธอเอ่ยขึ้นช้า ๆ “นายว่าคืนนี้…ไม่มีดาวเลย มันเหมือนอะไรในชีวิตบ้างไหม”
นิลมองฟ้า ถอนใจยาว “เหมือนว่า…บางคืนอาจไม่มีอะไรที่เราหวังไว้จริง ๆ…แต่ถ้ารอได้นานพอ บางทีฟ้าอาจเปิด”
หมิวเงยหน้า กลั้นน้ำตา เงียบอยู่นานแล้วพูด “ถ้าเลือกได้อีกครั้ง…เราก็ยังอยากเสี่ยงกับนายอยู่ดี”
เสียงลมผ่านพ้น นิลยิ้มเจื่อน “บางที…เราน่าจะลองใหม่ ไม่ใช่เพราะทุกอย่างจะกลับมา แต่เพราะเราเปลี่ยนไปแล้ว”
มือทั้งคู่จับกันเบา ๆ ในความมืด ทั้งคู่ต่างไม่กล้าสบตา แต่ก็ไม่ถอนมือออก สายลมหนาวผ่าน เพียงแต่คืนนี้ ถึงดาวจะมืดฟ้า แต่ใจทั้งสองดวงสว่างขึ้นกว่าครั้งไหน ๆ