เธอ…ฉัน…และเสียงฝนที่คั่นกลาง
“รีบไปสิ ยัยบ๊อง!” เมษาสะบัดถุงขนมใส่พลอยที่ยืนกอดเป้ตัวเองอยู่ตรงป้ายรถเมล์ เสียงรถแท็กซี่ แตร และฝนโปรยปรายฉ่ำเย็นตัดกับเสียงห้วน ๆ ของเพื่อนร่วมเอกศิลปกรรมศาสตร์ พลอยหันขวับ ส่งเสียงฮึดฮัดเบา ๆ ในลำคอ แต่ก็ยังไม่กล้าเถียงออกมาเต็มปาก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ก็รอฝนหยุดก่อน ไม่อยากให้รูปเปียก” พลอยเอียงกระเป๋าหิ้วแนบแน่นกับตัว หยาดน้ำฝนบดบังดวงตากลมกลืนไปกับเส้นผมยาวที่เริ่มซับน้ำจนหยาดหยดลงข้างแก้ม
เมษาเหลือบตา เงียบชั่วครู่ก่อนจะยักไหล่แล้วเดินเข้าไปใต้กันสาดข้างร้านขายหนังสือเก่า พลอยลังเล ครู่หนึ่งก็ตามไปช้า ๆ ความอึดอัดลอยอ้อยอิ่งอยู่กลางสายฝน เสียงกีบเท้าแตะบนทางเดินย้ำจังหวะลังเลของทั้งคู่
“ก็ไม่ใช่คนเดียวที่ห่วงหรอกนะ…” เมษาพึมผ่านริมฝีปาก พลอยหน้าแดง ฉับพลันกลับนิ่งงันเหมือนสายฟ้าแปลบในอก ความเงียบซ้อนขนานระหว่างเสียงฝน
ร้านหนังสือตรงหัวมุมส่งกลิ่นกระดาษเปียกโชย เมษากดมือถือรัว ๆ ส่งข้อความหาใครสักคน เธอชะโงกหน้า พลอยอยากถามแต่ไม่กล้าพูด จ้องแผ่นหลังตรง ๆ ถามอะไรไม่ได้ จึงทำได้แต่เฝ้ามองและเฝ้ารอ
“เธอกลับบ้านเองได้ใช่ไหม เดี๋ยวฉันมีนัดต่อ” เมษาพูดขณะมองฝุ่นฝนเม็ดเล็กเกาะริมแขนเสื้อ พลอยแค่พยักเล็ก ๆ ในศีรษะ ท่ามกลางความเจ็บยิบในอกที่ไม่เข้าใจตัวเอง
สายฝนหนักขึ้นจนเสียงรถจางหาย พลอยเดินลัดเลาะเข้าตรอกเก่าแถวมหาวิทยาลัย พลันคนตัวสูงกว่าก็วิ่งมาขวาง “เอ้า! รอเดี๋ยว!” เมษายื่นร่มสีอินดิโก้เก่าให้ “อย่างน้อยก็กันฝนไว้ รูปจะได้ไม่เปียก”
พลอยมองร่ม รับไว้อย่างไร้ถ้อยคำ แล้วน้ำเสียงก็หล่นเบา “ขอบใจนะ…”
ห้องชมรมศิลปกรรมเต็มไปด้วยกลิ่นสีอะคริลิก เมษาทิ้งตัวลงเก้าอี้ข้างพลอย ต่างคนต่างยุ่งกับงานของตัวเอง พลอยวาดเส้นออกนอกเฟรมอย่างไม่รู้ตัว ขณะเงยตาสบกับดวงตาคมที่มองมาพอดีต่างคนต่างชะงัก
“เธอวาดแบบนี้เพราะอะไร” เมษาถามเสียงต่ำ พลอยนิ่งไป เสียงพู่กันกระแทกกับขอบจานสี “ก็…ไม่รู้”
“อารมณ์เสีย?” เมษาเงียบ รอ พลอยอึกอัก “แค่…กลัวจะออกมาไม่ดี”
“ใครบอกจะต้องดีทุกครั้ง” เมษายิ้ม ทว่ามุมปากติดเศร้า
เสียงหัวเราะแผ่วของพลอยเหมือนสายลมหายใจ เธอเพิ่งพูดได้ต่อเมื่อเงาสายตาอีกฝ่ายหันกลับไปสนใจงานตัวเอง “แค่บางทีมัน…เหมือนต้องแบกความคาดหวังไว้ทุกที”
เมษาจ้องอยู่นิ่งนานก่อนจะย้อน “ใครคาดหวัง—คนอื่นเหรอ หรือเธอเอง?”
วันต่อมา พวกเธออยู่ในห้องสมุด เมษาโพกผม กระซิบเรียนรู้เนื้อหาวิชาที่พลอยดูจะเก่งกว่ามาก พลอยกลั้นหัวเราะกับนิ้วสั้นที่จิ้มปุ่มคอมจนเครื่องค้าง เมษาทำหน้าไม่สบอารมณ์ พลอยเงียบ แค่ยื่นมือไปช่วยเปิดเครื่องใหม่ให้ ทุกอิริยาบทแฝงความรู้สึกไม่กล้าเอ่ยออกมา
“ถ้าไม่ได้สอบผ่านรอบนี้ ฉันอาจต้องเปลี่ยนเอก” เมษาเปรย พลอยนิ่ง เสียงพลิกหน้ากระดาษช้า ๆ
“เธอเก่งออก”
เมษาหัวเราะห้วน “ใครบอกล่ะ ไม่ได้อยากอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ”
“แล้วเธออยากเป็นอะไร?”
“ถ้าบอกแล้วจะหัวเราะไหม” สีหน้าเมษาเปลี่ยนเป็นลังเล พลอยส่ายหัวอย่างระวัง มองอย่างเชื่อใจ
“อยากเป็นคนธรรมดาที่แม่ภูมิใจสักครั้ง แค่นั้น” เมษาเอ่ย ก่อนจะเบือนสายตาออก พลอยไม่รู้จะแก้อย่างไร ได้แต่พึมพำ “ฉันว่าแม่เธอต้องภูมิใจอยู่แล้ว”
“บางทีเธอก็ไม่เข้าใจหรอก” เมษาตัดบท ลุกขึ้น ลมฝนกระแทกบริเวณหน้าต่างห้องสมุด พลอยมองแผ่นหลังมือสั่นไม่รู้เพราะอะไร
เย็นวันศุกร์บนชั้นดาดฟ้าไฟแฟลตนักศึกษา เรียงเบียร์กระป๋อง เปียโนไฟฟ้าแถวมุม เมษาไม่กล้าแตะ เครื่องดื่มมือสั่นเล็กน้อย พลอยนั่งห่าง ๆ เงียบงัน
“เคยรู้สึกอยากหายไปไหม” เมษาถามเสียงพร่า
“เคย แต่ไม่กล้า” พลอยตอบเสียงแผ่ว
“ฉันเคยนะ ถึงขั้นหนีออกจากบ้านมาเรียนไกล… แต่มันไม่ได้จางลงเลย” น้ำเสียงเมษามีบางอย่างที่เปลี่ยนไป
พลอยลังเล พูดเหมือนปล่อยลมหายใจ “ถ้าเธอร้องไห้ตรงนี้ ฉันจะไม่หัวเราะ”
เสียงหัวเราะทั้งน้ำตาของเมษาเต็มไปด้วยความขม พลอยขยับเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว มือแตะไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ ก่อนจะหดกลับ ยังคงกลัวอย่างไร้เหตุผล
อีกวันอาทิตย์ พลอยเจอเมษามองท้องฟ้าใต้เงาต้นปีบ กลีบดอกร่วงลงบนสมุดสเก็ตช์ของเมษา พลอยเดินเข้าไป นั่งข้าง ๆ เงียบ ๆ
“อยากได้อะไรกันแน่” พลอยเริ่มก่อน ในที่สุด
“เธอล่ะ อยากได้อะไร” เมษาย้อน
“ไม่รู้ ฉัน…แค่อยากกล้าในสิ่งที่รู้สึก”
“พอเถอะ บางทีการกล้ายากกว่าที่คิด”
วันประกวดงานศิลป์ เมษาฝนเงาในเฟรมสีน้ำเงินเข้ม พลอยตื่นเต้น มือปาดเหงื่อเดินวนใกล้กัน คนรอผลการตัดสิน เมษาแสร้งทำเฉย แต่มือที่กำดินสออยู่สั่น มารดาของเมษายืนห่าง ๆ คอยมองด้วยสายตาเฉยเมย เมษาหลีกหนีไปทางมุมอับ พลอยเดินตามไป เบียดตัวใกล้เข้าเรื่อย ๆ
“แม่ฉันไม่เห็นด้วยกับทางนี้ตั้งแต่ต้น” เมษาพูดขึ้นแทบจะกระซิบ
“เธอยังอยากวาดรูปต่อไหม”
เมษาเงียบ กัดริมฝีปาก “ไม่รู้ว่าพอขึ้นปีหน้า จะได้เรียนต่อหรือเปล่า”
ความเงียบครองช่วงเวลานั้น ไหลวนเหมือนหยาดฝนตกค้าง พลอยจับมือเมษาเอาไว้แน่นครั้งแรก
ผลการประกวดออกมา เมษาได้ที่สอง สีหน้าเธอขื่นขมแต่แสร้งหัวเราะ พลอยฉุดรั้งไว้ “เฮ้ย เราชนะเองนะ”
“ที่สองไม่ใช่ชนะ” เมษาหลบตา
ตั้งแต่วันนั้น เมษาค่อย ๆ ห่างกับพลอย ความขัดแย้งระหว่างความฝัน อนาคต แรงกดดัน แปรเปลี่ยนเป็นระยะทางที่ขยายขึ้นอย่างเงียบงัน ทุกครั้งที่สายฝนตก พลอยเฝ้ามองร่มคันเก่าทุกครา
ค่ำวันหนึ่ง พลอยเดินฝ่าฝนกลับแฟลต เสียงมือถือดังขึ้น แจ้งเตือนข้อความใหม่ “พรุ่งนี้เจอกันที่คาเฟ่หลังมอได้ไหม” ข้อความจากเมษา
คาเฟ่เงียบสงบ เมษามาสายกว่าปกติ นั่งกอดอก กดมือถือดูนิ้วมือเบียดแน่น พลอยนั่งรอ ไขว้ขามองออกจ้องสายฝน
“เราต้องคุยกันเรื่องอะไรเหรอ” พลอยออกตัว
“เรื่อง…เรา” เมษาพูด
“ยังมี ‘เรา’ เหลืออยู่ไหม” พลอยถามกลับเบา ๆ
“ถ้าไม่มี เหตุผลอะไรที่ฉันยังมาเจอเธออยู่” น้ำเสียงเมษาหยุดนิ่ง
“บางทีฉันก็ไม่แน่ใจ” พลอยเปรย น้ำตาใกล้ไหล
“ฉันขอโทษที่เย็นชา ฉันสับสน…ฉันกลัวทำให้แม่ผิดหวัง แต่กลัวเสียเธอไปมากกว่า” เมษาคำรามเบา ๆ
“เราต่างก็กลัว กลัวผิดหวัง กลัวไม่กล้า กลัวเดินไม่ถึงฝัน—แต่เธอสำคัญกับฉันมากกว่า” พลอยพร่ำ
“เราควรลองสู้ด้วยกันไหม” เมษาเอ่ย ลังเลระหว่างความหวังกับกลัว
“ฉันจะอยู่กับเธอ แม้อะไรจะเกิดขึ้น” พลอยตอบนิ่ง มือของเธอสั่นแต่ยังวางทับหลังมือเมษาเบา ๆ ไม่พูดอะไรอีก
ฤดูฝนผ่านไป ฟ้าท้องใหม่เปิด พลอยกับเมษาเดินเคียงข้างในวันรับปริญญา เสียงร่มคันเก่ากระทบขากางเกง สองคนส่งยิ้มบาง ๆ สมดุลระหว่างความหวาดกลัวกับความกล้า ฝนเปียกใจวันนั้นหล่นหาย เหลือเพียงร่องรอยไร้คำพูด กับการเริ่มต้นใหม่อันจริงแท้